เหลี่ยมจัด!? “ตี๋ทอน” พลิกแผน ทำทีขอคุย “ลุงตู่” ที่แท้แค่ต้องการ จี้รัฐบาล หวังช่วยผู้ต้องหา คดี 112

1844

เหลี่ยมจัด!? “ตี๋ทอน” พลิกแผน ทำทีขอคุย “ลุงตู่” ที่แท้แค่ต้องการ จี้รัฐบาล หวังช่วยผู้ต้องหา คดี 112

จากกรณีที่ได้มีการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ระลอกใหม่ ซึ่งต้นตอมาจากสถานบันเทิงใหญ่ ใจกลางกรุงย่านทองหล่อ “คริสตัลคลับ” ซึ่งถือว่าเป็นสถานบันเทิงระดับ VVIP ซึ่งมีนักการเมืองจำนวนมาก ได้เข้าไปใช้บริการอยู่บ่อยครับ ซึ่งในรอบนี้ก็มีนักการเมืองจำนวนหนึ่ง ถูกกล่าวอ้างว่า ติดโควิดมาจากสถานที่แห่งนี้เช่นกันหลายคน ทำให้เกิดการพูดถึง และเอาไปโจมตีทางการเมืองเป็นอย่างมาก

โดยล่าสุดทางด้านของ นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า ได้ออกมาโพสต์ข้อความผ่านเฟสบุ๊คส่วนตัว ในเรื่องของมุมมองเรื่องโควิด-19 ที่กำลังระบาดในประเทศไทย และที่น่าสนใจคือ ทางด้านของนายธนาธร ได้ส่งข้อความถึงรัฐบาล ว่าให้หันหน้าคุยกัน ซึ่งท่าทีของธนาธร ถือว่าอ่อนลงอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งมีรายละเอียดดังต่อไปนี้

(2) [ถอดทรรศนะ “ธนาธร” จากไลฟ์: “โควิดระลอกสาม ‘เลานจ์ชนะ’ “ โดย The Politics มติชน]

——————–
***เศรษฐกิจไทย เอายังไงต่อดี?***
——————–
“คือผมไม่เชื่อแต่แรกอยู่แล้วว่าเราจะสามารถหยุดมันได้ภายในรอบเดียว จำ SARS ได้ไหมครับ? เราใช้เวลาถึงสามรอบกว่าจะควบคุมมันได้ ดังนั้น ผมไม่เคยคิดอยู่แล้วว่าเราจะสามารถจำกัดมันได้ภายในรอบเดียวแล้วจะไม่เกิดซ้ำ

เอาล่ะ แต่ในเมื่อมันเกิดซ้ำแล้วด้านเศรษฐกิจทำอย่างไร? ผมต้องบอกว่าสภาพเศรษฐกิจตอนนี้มีสองปัญหา คือปัญหาระยะสั้นกับปัญหาระยะยาว

ปัญหาระยะสั้นมันเป็นเรื่องหนี้สินครัวเรือน มันคือเรื่องการกอบกู้ภาวะเศรษฐกิจแบบนี้ ซึ่งต้องบอกว่าเราดูงบประมาณที่รัฐบาลมีอยู่ ไม่ว่าจะจาก พ.ร.บ. เงินกู้ 1 ล้านล้านบาทที่เคยออกมาปีที่แล้ว วันนี้อนุมัติใช้ไปแล้ว 7.5 แสนล้านบาท ใช้จริงไปประมาณ 5.5 แสนล้านบาท ใช้ไปกับนโยบายพวก เราไม่ทิ้งกัน เราชนะ เรารักกัน บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เยียวยาเกษตรกร ฯลฯ อะไรพวกนี้

ดังนั้นมันเหลือที่ว่างอีกไม่มากเลย ซึ่งถ้าจำเป็นจะต้องล็อกดาวน์ มันต้องเอาเงินตรงนี้มาเยียวยาคนให้สมกับมาตรการ ถ้ามาตรการมันแรงมันก็ต้องเยียวยาเยอะ ดังนั้นตรงนี้ 1 ล้านล้านบาทที่กู้มาปีที่แล้วมันคงจะหมด ถ้าจะใช้มาตรการเยียวยาไปจนถึงสิ้นปีกว่าจะฉีดวัคซีนได้

ปัญหาที่ผมคิดว่าคัญกว่าก็คืองบประมาณรายจ่ายประจำปี 2565 ต่างหาก งบประมาณฯปี 2564 มีกรอบรายจ่ายอยู่ที่ 3.3 ล้านล้านบาท ขณะที่งบประมาณฯปี 2565 ตั้งอยู่ที่ 3.1 ล้านล้านบาท ต้องบอกว่าในภาวะแบบนี้ไม่มีรัฐบาลประเทศไหนในโลก ที่ตั้งงบประมาณรายจ่ายฯน้อยลง

รัฐบาลของคุณโจ ไบเดน ที่เพิ่งเข้ามารับตำแหน่ง อัดฉีดรอบแรกไป 1.9 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ กำลังจะอัดฉีดอีกรอบหนึ่งที่จะเอามาลงทุนด้านสาธารณูปโภคพื้นฐานของประเทศอีกประมาณ 2 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ทุกรัฐบาลมีแต่จะใช้การใช้จ่ายภาครัฐ ซึ่งเป็นเครื่องยนต์ตัวสุดท้ายในภาวะนี้ มาอุดไม่ให้เศรษฐกิจพังพินาศไปมากกว่านี้

แต่รัฐบาลไทยกลับเลือกที่จะออกนโยบายให้ภาครัฐใช้จ่ายน้อยลง จาก 3.3 ล้านล้านบาทในปี 2564 เป็น 3.1 ล้านล้านบาทในปี 2565 อันนี้ต้องบอกว่าผมตกใจมาก ตอนที่เห็นแผนร่างงบประมาณฯปี 2565

ส่วนในระยะยาว ผมคิดว่ามันเป็นเรื่องของศักยภาพในการแข่งขัน เราไม่มีงานเพียงพอ เราไม่มีอุตสาหกรรมที่ดีเพียงพอ ต้องบอกว่าวันนี้เรามีคนอายุ 20 ที่เข้าสู่ระบบแรงงานใหม่ 8 แสนคนทุกปี ผมคิดว่าด้วยสภาพที่เป็นอยู่ เราไม่สามมารถที่จะสร้างงานได้เพียงพอรองรับกับคนกลุ่มนี้

งานที่มีความมั่นคงในบริษัทใหญ่ๆ อย่างเช่น ปตท. อย่างเช่น AIS หรือโตโยต้า ฯลฯ บริษัทใหญ่ๆที่เรียกว่าเป็น top tier มั่นคงอันดับต้นๆของประเทศ ผมคิดว่างานในกลุ่มนี้ ที่มีความมั่นคง มีผลตอบแทนดี ดีไม่ดีมีไม่ถึง 10% ต่อปี หรือไม่น่าจะถึง 8 หมื่นงานต่อปีด้วยซ้ำ

แล้วคนที่เหลืออยู่ล่ะ? คนที่เหลืออยู่ส่วนใหญ่ทำอะไร? เดี๋ยวนี้ไปค้าขายออนไลน์ นำเข้าสินค้า ไปเปิดแผงในตลาด แต่โอกาสที่จะเข้าถึงงานที่ดีสำหรับคนรุ่นใหม่มันเป็นไปไม่ได้เลย มันจึงทำให้คนรุ่นใหม่จำนวนมากไม่ต้องการมีครอบครัว ไม่ต้องการที่จะใช้ชีวิตอยู่ในประเศไทย ใครพอมีทักษะ ใครพอมีทรัพยากรที่ดีกว่าคนอื่นอยู่บ้างก็ต้องการจะย้ายประเทศไปอยู่ประเทศอื่น เพราะว่ามันหมดหวัง

ผมคิดว่าประเทศที่คนรุ่นใหม่ไม่ต้องการใช้ชีวิตอยู่ในประเทศตัวเองแล้วเนี่ย มันหมดหวังจริงๆ มันสิ้นหวังจริงๆ

ดังนั้นระยะสั้น ผมคิดว่ารัฐบาลควรจะต้องอัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจให้มากกว่านี้ ส่วนในระยะยาวจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องทำให้เกิดงาน ทำให้เกิดอุตสาหกรรมใหม่ๆ ซึ่งจะทำให้เกิดได้ก็ต้องขึ้นอยู่กับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ประเทศจะต้องสามารถไปเอามูลคาเพิ่มจากตลาดโลกเข้าสู่ประเทศไทยให้ได้ จะทำได้ต้องมีขีดความสามารถในการแข่งขัน ต้องมีนวัตกรรม ต้องมีประสิทธิภาพ ต้องมีคุณภาพ มันถึงจะทำให้เกิดงานได้

ผมมีโอกาสไปเดินตลาดในหลายพื้นที่ทั่วประเทศไทย ผมไปที่สมุทรปราการ แม่ค้าบอกว่าตอนนี้ไม่มีลูกค้าแล้ว ลูกค้ากลับต่างจังหวัดไปหมดเพราะตกงาน นี่คือพูดถึงก่อนสงกรานต์นะ ไปที่ลำพูนก็พูดเหมือนกัน บอกว่านิคมอุตสาหกรรมที่ลำพูนก็เลิกจ้างกัน คนไม่มีงานทำกันหมด

ดังนั้น ยิ่งช้ายิ่งนาน โอกาสที่คนกลับเข้ามาสู่ระบบแรงงานมันจะยิ่งน้อยลง ผลการศึกษาทางเศรษฐศาสตร์ของทุกประเทศยืนยันเหมือนกันหมด ว่าถ้าคนตกงานเป็นเวลานานจะไม่มีแรงจูงใจกลับเข้ามาทำงานในระบบอีก

ดังนั้น ถ้ายิ่งปล่อยไป คนงานที่กลับต่างจังหวัดไปแล้วจะมีไฟอีกรอบหนึ่งกลับมาหางานทำในเมืองใหม่มันยากมาก หมายความว่าเขาจะกลับไปทำงานในภาคการเกษตร ซึ่งมูลค่าเพิ่มต่อผลผลิตมันน้อยกว่ามาก เรากำลังจะเอาคนที่ทำงานในอุตสาหกรรมที่มีมูลค่าเพิ่มเยอะ ไปอยู่ในอุตสาหกรรมที่มีมูลค่าน้อย

ดังนั้น สิ่งที่เรากังวลมากคือ ยิ่งช้า ยิ่งหนัก ยิ่งลึก เราจำเป็นอย่างยิ่งที่ในระยะสั้น จะต้องมีเงินจำนวนมากพออีกหนึ่งก้อน อัดลงไปเพื่อไม่ให้ระบบเศรษฐกิจตกต่ำไปมากกว่านี้ ทุกคนรู้ดีว่าเศรษฐกิจเมื่อมันพังไปแล้วจะเอาเม็ดเงินอัดเข้าไปกอบกู้ระบบเศรษฐกิจกลับขึ้นมา ยากกว่าที่จะเอาเม็ดเงิน (ถึงแม้ว่าตอนนี้จะดูเป็นจำนวนเยอะ) เอาอัดเข้าไปในระบบเศรษฐกิจตอนนี้เพื่อไม่ให้มันพัง อันนี้ถูกกว่าแน่นอน

ผลการศึกษาทุกวิกฤติเศรษฐกิจทั่วโลกบอกเหมือนกันหมด อัดเงินเข้าไปตอนนี้ถึงแม้จะดูเยอะ แต่ถูกกว่าปล่อยให้ระบบเศรษฐกิจมันพังไปแล้วแน่นอน”


——————–
***ฝากอะไรถึงรัฐบาลและประชาชน***
——————–
“สำหรับรัฐบาล ผมเชื่อเป็นอย่างยิ่งว่าช่วงเวลานี้คือช่วงเวลาที่ดีที่สุด ที่ทุกฝักทุกฝ่ายจะหันหน้าเข้ามาคุยกัน

หน้าที่ของรัฐบาลไม่ใช่การเป็นศัตรูกับประชาชน ไม่ใช่การทำให้สังคมแตกแยก หน้าที่ของรัฐบาลคือการทำให้ความเห็นทุกฝักทุกฝ่ายของคนในสังคมสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติ หาทางออกให้กับทุกปัญหา ทุกความท้าทาย

ดังนั้น ผมอยากจะใช้โอกาสนี้ ในวันสงกรานต์ วันปีใหม่ไทย ส่งสาสน์ไปถึงรัฐบาลว่ากลับมาคุยกันเถอะ กลับมาหาทางออกร่วมกันในสังคมเถอะ เริ่มต้นด้วยการแก้รัฐธรรมนูญ

ถ้าไม่มีการแก้รัฐธรรมนูญ กลไกที่วางไว้เพื่อการสืบทอดอำนาจยังอยู่ต่อไปอย่างนี้ สังคมมันสงบบสุขไม่ได้ มันมีความเป็นธรรมไม่ได้ ถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องยอมรับความจริงว่า อภิสิทธ์ชน-ชนชั้นนำในสังคมนี้ไม่สามาถจะผูกขาดอำนาจไว้ได้แต่เพียงฝ่ายเดียวอีกต่อไป ประชาธิปไตยและอำนาจสูงสุดที่เป็นของประชาชนน่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุดสำหรับสังคม

สำหรับพ่อแม่พี่น้องประชาชน เราอยู่ในช่วงวันหยุดสงกรานต์ นี่เป็นปีที่สองแล้วที่เราไม่สามารถฉลองสงกรานต์ได้ตามปกติ ปีที่แล้วมีการขยับวันสงกรานต์ออกไป ให้ช่วงนี้เป็นช่วงวันทำงาน ปีนี้เราได้กลับบ้านกัน แต่ต้องกลับบ้านกันด้วยความตระหนักถึงความรุนแรงของสถานการณ์

ผมอยากจะขอเชิญชวนให้พ่อแม่พี่น้องประชาชนอย่าตื่นตระหนก เท่าทันสถานการณ์ ใช้ชีวิตในช่วงสงกรานต์อย่างมีความสุข อย่างอบอุ่น กับบุคคลอันเป็นที่รัก กับครอบครัวของคนทุกคน เติมพลังเพื่อกลับมาทำงานใหม่อีกครั้งหลังจากช่วงวันหยุดยาว

ในขณะเดียวกัน ก็ระวังอย่าให้ตัวเองเป็นปัญหากับบุคคลที่เรารัก กับครอบครัวของเรา กับสังคม พวกเราช่วยกันได้เพื่อไม่ให้เกิดการล็อกดาวน์อีกครั้งหนึ่ง ที่จะทำให้คนที่มีรายได้น้อย คนที่ไม่มีความมั่นคง ถูกซ้ำเติมได้รับผลกระทบมากขึ้นไปอีก

พวกเราทุกคนช่วยกันทำได้ครับ ทั้งสองอย่าง มีความสุขกับครอบครัว และการช่วยกันป้องกันการแพร่ระบาด ทำพร้อมกันได้ครับ”