แกะรอย “ไทกร-วีระ” แกนนำม็อบจตุพร ไร้ราคา โดนคดีฉ้อโกง ขัดแย้งเรื่องเงินบริจาคของกลุ่มพันธมิตร?

2509

แกะรอย “ไทกร-วีระ” แกนนำม็อบจตุพร ไร้ราคา โดนคดีฉ้อโกง ขัดแย้งเรื่องเงินบริจาคของกลุ่มพันธมิตร?

จากกรณีที่เมื่อวันที่ 4 เมษายน 2564 ได้มีการชุมนุมของกลุ่มไทยสามัคคีหรือไทยไม่ทน นำโดยนายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธานกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ที่สวนสันติพร อนุสรณ์สถานพฤษภาประชาธรรม ถนนราชดำเนินนั้น ซึ่งอยู่ในพื้นที่ความรับผิดชอบของ สน.ชนะสงคราม โดยมีนายไทกร พลสุวรรณ นักเคลื่อนไหวทางการเมือง นายวีระ สมความคิด เลขาธิการต่อต้านคอร์รัปชั่น นายอดุลย์ เขียวบริบูรณ์ ประธานคณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา’35

สำหรับการเคลื่อนไหวและการชุมนุมของม็อบจตุพร ตั้งแต่วันที่ 4 เมษายน สะท้อนให้เห็นว่า ม็อบจุดไม่ติด เพราะมวลชนมาน้อย หลายคนมองว่า แกนนำไม่มีชื่อ ไม่มีราคา เพราะแกนนำที่ขึ้นปราศรัยบนเวทีไม่มีความน่าเชื่อถือ โดนคดีฉ้อโกง มีประเด็นเรื่องเงินบริจาคมาก่อน

ย้อนไปก่อนหน้านี้ ศาลอ่านคำสั่งศาลฎีกาในคดี อ.1987/2555 ที่นายไทกร พลสุวรรณ อายุ 47 ปี แกนนำกลุ่มอีสานกู้ชาติ ได้ขอให้ศาลรับฎีกาคดีที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีศาลแขวง 2 และนายวิวัฒน์ สมบัติหลาย ซึ่งเป็นนักธุรกิจ เป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายไทกร พลสุวรรณ ในความผิดฐานฉ้อโกง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 และ 83 ซึ่งศาลชั้นต้นและอุทธรณ์พิพากษาจำคุกจำเลย 2 ปี โดยไม่รอการลงโทษ และให้คืนเงินแก่นายวิวัฒน์ โจทก์ร่วม จำนวน 5 ล้านบาท

โดยคดีดังกล่าวโจทก์ฟ้องสรุปว่า เมื่อต้นเดือน ต.ค. 2552 ถึงวันที่ 4 ธ.ค. 2552 จำเลยได้มีการพูดคุยว่าได้รับงานรับเหมาก่อสร้างโครงการต่างๆ ของกระทรวงคมนาคมในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้หลายโครงการมูลค่าหมายล้านบาท โดยจำเลยอ้างว่ารู้จักผู้ที่สามารถแนะนำให้ร่วมรับเหมาโครงการดังกล่าวได้ แต่ต้องจ่ายเงินเป็นค่าประสานงานและดำเนินการให้กับจำเลยและพวกเพื่อนำเอาไปให้แก่ผู้ใหญ่ที่มีหน้าที่อนุมัติเงินงบประมาณก่อนซึ่งเป็นความเท็จ ความจริงแล้วจำเลยกับพวกไม่ได้สนิทสนมกับนักการเมืองที่เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมและส.ส.ขอนแก่น และจำเลยกับพวกไม่สามารถหางานรับเหมาก่อสร้างโครงการต่างๆ ของกระทรวงคมนาคมในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้มาให้โจทก์ร่วมทำได้ และจากการพูดหลอกลวงของจำเลย ทำให้โจทก์ร่วมหลงเชื่อว่าเป็นความจริง จึงได้มอบเงินสดให้แก่จำเลยรับไปหลายครั้ง และยังโอนเงินเข้าบัญชีของจำเลยอีก 1 ครั้ง รวมเป็นเงิน 5 ล้านบาท ทำให้โจทก์ร่วมได้รับความเสียหาย

ทั้งนี้ ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 12 มิ.ย. 2556 ให้จำคุกจำเลย 2 ปี โดยไม่รอการลงโทษ และให้คืนเงินแก่นายวิวัฒน์ โจทก์ร่วม จำนวน 5 ล้านบาท ต่อมาจำเลยยื่นอุทธรณ์สู้คดี ซึ่งศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษายืนเมื่อวันที่ 12 มิ.ย. 2557 ขณะที่จำเลยได้รับการปล่อยชั่วคราวไป โดยศาลตีราคาประกัน 5 แสนบาท ต่อมาจำเลยได้ยื่นฎีกา

โดยศาลฎีกาพิเคราะห์แล้วเห็นว่า ฎีกาของจำเลยต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง และไม่มีผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์หรือศาลชั้นต้นคนใดลงนามรับรองให้ฎีกาได้ ศาลฎีกาจึงไม่รับฎีกา และให้ออกหมายขังจำเลยตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ภายหลังฟังคำสั่งศาลฎีกาแล้ว นายไทกรได้ยื่นคำร้องพร้อมหลักทรัพย์เดิมขอปล่อยชั่วคราวระหว่างที่จะอุทธรณ์คำสั่งที่ศาลไม่รับฎีกา ซึ่งศาลแขวงพระนครเหนือรับเรื่องไว้ และเตรียมส่งให้ศาลฎีกาพิจารณาต่อไป ระหว่างนี้นายไทกรจึงถูกเจ้าหน้าที่ควบคุมตัวไปยังเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ

ต่อมานายวีระ สมความคิด เลขาธิการเครือข่ายประชาชนต้านคอร์รัปชั่น ก็ได้มีเรื่องขัดแย้งเรื่องเงินบริจาคกับแกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ต่อมาวีระ ก็ได้ยันว่า ไม่ได้ขัดแย้งกับพันธมิตรฯ เผยสนธิ ลิ้มทองกุล ชวนไปอย่มูลนิธิเพื่อแผ่นดินแต่ต้องการรักษาองค์กรไว้ ชี้แจงเหตุถูกกล่าวหาว่ามีบ้านราคา 20 ล้านที่ภาคเหนือรวมทั้งบ้านในนวธานีเป็นของครอบครัว และเมื่อถามว่า ได้แยกทางกับนายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรแล้วหรือ นายวีระก็ตอบว่า คุณสนธิอาจเข้าใจผิดและไม่ได้ให้โอกาสผมชี้แจง พี่ธิอยากให้ผมลาออกจากเครือข่ายฯและไปทำงานด้วยที่มูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดิน แต่ผมทำงานเกี่ยวกับการต่อต้านทุจริตมา 20 ปีจึงไม่อยากอยู่ภายใต้องค์กรใดเพราะจะทำให้ถูกครอบงำและเสียจุดยืนได้

นายวีระเล่าว่าเรื่องนี้เกิดขึ้นเพราะตนได้ให้ภรรยาคนขับรถออกจากงาน จึงถูกนำไปโพทนาว่าตนร่ำรวยจากเงินบริจาคไปซื้อบ้านที่ภาคเหนือ 20 ล้านบาท แถมยังมีบ้านที่หมู่บ้านนวธานีมีรถยนต์อีก 5 คัน ความจริงแล้วที่ภาคเหนือตนได้พากลุ่มพันธมิตรไปพักบ้านหลังหนึ่ง จากนั้นก็ถูกหาว่าเป็นบ้านของตน

สำหรับบ้านนวธานีนั้นเป็นบ้านของครอบครัวที่พ่อของตนซึ่งเป็นนักธุรกิจ ซื้อไว้ตั้งแต่ปี 2519 อยู่กันมานานจนบ้านผุพังแล้วกำลังปรึกษากันว่าจะรื้อลงเพื่อสร้างใหม่หรือจะ ซ่อมแซม ส่วนเรื่องรถยนต์ 5 คันในบ้านนวธานีก็ไม่น่าเป็นเรื่องแปลกเพราะตนมีพี่น้องอยู่ 5 คนทุกคนก็ทำธุรกิจกัน

นายวีระเปิดเผยว่าตั้งแต่ทำงานมาตนไม่เคยขอรับบริจาคใช้ทุนของตัวเองทำ งานจนกระทั่งพี่สาวที่ทำธุรกิจด้วยกันทนไม่ไหว อีกทั้งภรรยาที่แต่งงานกันมาตั้งแต่ปี 2535 ต้องมาขอหย่าและหย่ากันในปี 2546 เพราะตนไม่ได้ทำงานไม่มีเงิน แต่เมื่อทุกคนเห็นผลงานของตนจึงได้บริจาคให้มาต่อสู้

เงินที่ได้มาผมก็นำไปใช้ตามวัตถุประสงค์ทุกประการ อย่างเช่นนำคนขึ้นไปเขาพระวิหาร ต้องใช้ 7 แสนบาททั้งการจ้างรถยนต์,เครื่องเสียง,จ้างการ์ดมืออาชีพเพื่อที่จะรับมือ กับกลุ่มที่มาก่อกวนหรือทำร้ายพี่น้องประชาชน ค่าน้ำมันรถ ค่าอาหารการกินของผู้ที่ร่วมเดินทางไปด้วย แม้กระทั่งที่พักที่ศีรษะอโศกเมื่อไปใช้เป็นที่นอนก็ต้องจ่ายให้ด้วย นี่คือค่าใช้จ่าย

เมื่อปี 2543 ตนต้องใช้เงินตัวเอง 1 ล้านบาทมาสู้คดีที่ถูกพลตรีสนั่น ขจรประศาสน์ ฟ้องร้องแต่ก็ภูมิใจเพราะทำให้พลตรีสนั่นถูกเว้นวรรคการเมืองได้ 5 ปีและสู้มาถึง 11 ปี และยังเปิดเผยว่าเมื่อตนจับแต่ละคดีก็มีผู้มาเสนอให้ล้มเลิก มีการเสนอมาไม่ต่ำกว่า 100 ล้านบาท หากตนคิดชั่วทำไมไม่รับเงินเป็น 100 ล้านบาท จะมาโกงเงินบริจาคจากพี่น้องประชาชนทำไม เรื่องนี้ตนไม่เคยคิดที่จะรับเงินหรือคิดจะโกงเงินใครทั้งสิ้น

สำหรับกรณีเอเอสทีวีนั้น นายวีระชี้แจงว่า จำเป็นต้องเลิกรายการค้นคนโกงไปเพราะในช่วงหลังทางทีวีไม่ขึ้นหมายเลขบัญชี ที่ขอรับบริจาคทำให้ไม่มีเงินดำเนินการต่อ อีกทั้งทีมงานของตนก็ไม่ทำ เรื่องนี้ไม่ได้มีใครมาบีบบังคับหรือเชิญออกแต่มันทำไม่ได้ไปโดยปริยาย

ขณะเดียวกัน มีรายงานข่าวจากกลุ่มพันธมิตรฯ ว่า นายวีระ สมความคิด ยังเป็นเพื่อนร่วมอุดมการณ์เป็นเพื่อนร่วมรบตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา แม้กระทั่งการชุมนุมในช่วงระยะเวลา 193 วันนั้น ก็ไม่ได้มีการกีดกันการขึ้นเวทีของนายวีระแต่อย่างใด ทุกวันนี้ก็ยังมองนายวีระเป็นเพื่อนเหมือนเดิม แต่วิธีการทำงานแตกต่างกันเพราะทุกอย่างที่ออกไปจะต้องมาจากการตัดสินใจร่วม กันของกลุ่มพันธมิตรฯ ไม่ได้ทำแบบคนเดียว

แหล่งข่าวกล่าวว่ากลุ่มพันธมิตรฯได้นำเรื่องมาแจ้งให้นายวีระทราบว่า เครือข่ายประชาชนต่อต้านการคอร์รัปชัน(คปต.)ได้เคยติดต่อมาว่าเงินบริจาคที่ นายวีระรับไปนั้นไม่เคยนำเข้าบัญชีคปต. ที่นายวีระเป็นผู้บริหารคนหนึ่ง เรานำไปแจ้งในฐานะเป็นผู้สื่อสาร มิได้ไปสร้างความกดดันใดๆทั้งสิ้น เพราะคุณวีระมักจะพูดเสมอว่าเงินที่ประชาชนบริจาคให้คุณวีระนั้น เป็นเงินบริสุทธิ์ และบริจาคให้คุณวีระโดยตรง เพราะฉะนั้นคุณวีระจะเอาไปใช้อะไรก็ได้