ศาลรับฟ้อง 36 องค์กรผู้บริโภคค้านซีพีควบรวมโลตัส?!?ชี้มติกขค.อนุญาตอาจไม่ชอบด้วยกฎหมาย เตรียมสู้คดีถึงที่สุด!

925

มาถึงวันนี้ การต่อสู้แก้ไขปัญหาการผูกขาด Modern Trade ของธุรกิจรายใหญ่ ในประเทศไทยยังดำเนินอยู่ คณะกรรมการแข่งขันการค้าหรือเรียกสั้นๆว่ากขค.ได้รับทราบมติศาลปกครองรับฟ้องกรณีซีพีควบรวมโลตัสแล้ว พร้อมทำตามคำสั่งศาลที่ให้เข้าชี้แจง ด้าน เลขาธิการมูลนิธิผู้บริโภค เตรียมประชุม 36 องค์กรผู้บริโภคทำคำชี้แจงต่อศาลสัปดาห์ที่จะถึงนี้  ข้องใจมติกขค.ชี้ควบรวมมีอำนาจเหนือตลาดแต่ไม่เป็นการผูกขาด และไฟเขียวให้ซีพีควบรวมกิจการกับเทสโก้โลตัสได้ฉลุย กังวลว่าการผูกขาดจะทำลายการเติบโตตลาดค้าปลีกไทยและเป็นอุปสรรคต่อการเติบโตผู้ประกอบการรายใหม่ๆของไทยด้วย

วันที่ 3 เมษายน 2564 เว็บไซต์มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค เผยแพร่ข้อมูลระบุว่า ศาลปกครองมีคำสั่งลงวันที่ 22 มีนาคม 2564 รับคำฟ้องของมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค และอีก 36 องค์กรผู้บริโภค รวมถึงผู้บริโภคจากทั่วประเทศ กรณีคณะกรรมการแข่งขันทางการค้า (กขค.) มีมติอนุมัติให้บริษัท ซี.พี. รีเทล ดีเวล ลอปเม้นท์จำกัด ควบรวมกิจการกับ บริษัท เทสโก้ สโตร์ส จำกัด อาจไม่ชอบด้วยกฎหมาย

โดยที่ศาลปกครองมีคำสั่งให้พิจารณาโดยเร่งด่วน และสั่งให้ทำคำชี้แจง รวมถึงส่งเอกสารประกอบว่า​ หากไม่มีคำสั่งให้ชะลอหรือระงับตามคำสั่งทางปกครองในเหตุพิพาทไว้เป็นการชั่วคราวก่อน​นั้นจะเกิดความเสียหายและยากแก่การเยียวยาแก้ไขอย่างไร​

ในการนี้ ศาลได้เรียกบริษัท ซี.พี. รีเทล ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด และ บริษัท โลตัส สโตร์ส (ประเทศไทย) จำกัดเข้ามาเป็นคู่กรณีฝ่ายที่สาม โดยกำหนดให้บริษัท ซี.พี. ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัดเป็นผู้ร้องสอดที่ 1 และบริษัท โลตัส สโตร์ส (ประเทศไทย) จำกัด เป็นผู้ร้องสอดที่ 2 (ซึ่ง บริษัท เทสโก้ สโตร์ส (ประเทศไทย) จำกัด ได้เปลี่ยนชื่อเป็น บริษัท โลตัส สโตร์ส (ประเทศไทย) จำกัด เมื่อวันที่ 7 มกราคม 2564

ส่วนในกรณีที่ผู้ฟ้องคดีได้ร้องขอให้ศาลไต่สวนและมีคำสั่งกำหนดมาตรการคุ้มครองหรือบรรเทาทุกข์ชั่วคราวก่อนการพิพากษานั้น ศาลขอให้ผู้ฟ้องจัดทำคำชี้แจง พร้อมเอกสารหลักฐานเพื่อยื่นต่อศาลภายใน 7 วัน หลังจากที่ได้รับหมาย

นางสาวสารี  อ่องสมหวัง  เลขาธิการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค กล่าวว่า ภายหลังศาลปกครองกลางได้มีมติรับคำฟ้องศาลปกครองของมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค รวมทั้ง 36 องค์กรผู้บริโภคและผู้บริโภคจากทั่วประเทศ   โดยศาลขอให้ผู้ฟ้องจัดทำ คำชี้แจงพร้อมเอกสารหลักฐานเพื่อยื่นต่อศาลภายใน 7 วันหลังได้รับหมายเพื่อพิจารณาว่าจะคุ้มครองชั่วคราวหรือไม่ โดยเรื่องนี้ทางมูลนิธิฯและ  36 องค์กรฯที่ร่วมฟ้องจะมีการนัดประชุมในสัปดาห์หน้าเพื่อพิจารณาทำคำชี้แจงต่อศาล ซึ่งหากว่าทำเสร็จภายใน 7 วันทางมูลนิธิฯก็จะดำเนินการยื่นทันทีแต่หากว่าขอมูลยังไม่เพียงพอ ต้องใช้เวลาดำเนินการก็จะมีขอขยายเวลาออกไป ส่วนคณะกรรมการแข่งขันทางการค้า (กขค.) ก็มีทำหน้าที่ทำให้การต่อศาล

มูลนิธิฯเห็นว่า กขค.มีมติไม่ชอบด้วยกฎหมาย  โดยทางกขค.มองว่า การรวมครั้งนี้มีอำนาจเหนือตลาดแต่ไม่ใช่เป็นการผูกขาด ซึ่งตรงนี้เป็นสิ่งที่ฟังไม่ขึ้น เพราะแค่มีอำนาจเหนือตลาดก็ไม่ควรมีมติให้ควบรวมกิจการได้ ทำให้กฎหมายการแข่งขันทางการค้าไม่สามารถบังคับได้  ซึ่งในต่างประเทศการพิจารณาการควบรวมกิจการจะดูเรื่องของอำนาจเหนือตลาด หากพิจารณาแล้วมีอำนาจเหนือตลาดก็ไม่สามารถที่จะควบรวมได้ไม่จำเป็นต้องพิจารณาการผูกขาด 

นอกจากนี้ยังมีเรื่องที่น่าข้องใจคือ เมื่อมติเสียงข้างมากให้ควบรวมกิจการแล้ว การกำหนดเงื่อนไขให้ปฏิบัติตามมติ ยังไม่ให้กรรมการเสียงข้างน้อยมีส่วนกำหนดเงื่อนไข 7 ข้อ ซึ่งน่าจะขัดต่อกฎหมายหรือไม่ แม้ว่าจะเป็นเสียงข้างน้อยแต่ก็ควรมีสิทธิที่จะกำหนดเงื่อนไขหรือมีข้อคิดเห็นในเรื่องนี้ได้

รายนามคณะกรรมการแข่งขันทางการค้า 7 คนลงมติสูสีกันมากคือ 4 ต่อ 3 เสียงผู้เห็นด้วยให้ควบรวมได้แก่ นายกฤษฎา เปี่ยมพงศ์สานต์ นายสมชาติ สร้อยทอง ผศ.ดร.วิษณุ วงศ์สินศิริกุล และนายสมเกียรติ ตันกิตติวัฒน์ ส่วนเสียงข้างน้อยไม่เห็นด้วย ได้แก่ ศ.ดร.สกนธ์ วรัญญูวัฒนา ประธาน กขค. และกรรมการอีกสองคนคือ นายสันติชัย สารถวัลย์แพศย์ และนางอร่ามศรี รุพันธ์

 การควบรวมกิจการซีพีรีเทลฯกับเทสโก้โลตัสไทยมีมูลค่าธุรกิจกว่า 3.35 แสนล้านบาท ได้จบลงเมื่อเทสโก้ ค้าปลีกยักษ์ใหญ่จากอังกฤษ ตกลงขายธุรกิจในไทยให้เครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) ของเจ้าสัว ธนินท์ เจียรวนนท์ เมื่อเดือนมี.ค.2563 แต่คณะกรรมการ หรือ บอร์ด กขค.ได้อนุมัติให้บริษัท ซี.พี. รีเทล ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด เข้าควบรวมกิจการกับบริษัท เทสโก้ สโตร์ส (ประเทศไทย) จำกัด อย่างมีเงื่อนไข ด้วยมติ 4:3 เสียง เมื่อต้นเดือนพ.ย.2563

จากเอกสารชี้แจงสื่อมวลชน เสียงข้างมากในบอร์ดกขค. ยอมรับว่าการรวมธุรกิจดังกล่าวทำให้ธุรกิจค้าปลีกของซีพี “มีอำนาจเหนือตลาดที่จะมีอำนาจตลาดเพิ่มมากขึ้น” แต่ “ไม่เป็นการผูกขาด” และมองกว่า “มีความจำเป็นตามควรทางธุรกิจและก่อให้เกิดประโยชน์ต่อการส่งเสริมการประกอบธุรกิจเพิ่มมากขึ้น” และอาจส่งผลให้ “การแข่งขันลดลงอย่างมีนัยสำคัญ” แต่”ไม่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อเศรษฐกิจอย่างร้ายแรง” รวมทั้งไม่ส่งผลกระทบต่อ “ประโยชน์สำคัญอันควรมีควรได้ของผู้บริโภคส่วนรวม”

โดยได้มีมติอนุมัติให้ควบรวมภายใต้ 7 เงื่อนไข

  1. ห้ามรวมธุรกิจอื่น ๆ ในตลาดค้าปลีกเป็นเวลา 3 ปี ไม่รวมตลาดอีคอมเมิร์ซ
  2. เพิ่มสัดส่วนยอดขายจากสินค้าเกษตรชุมชน เอสเอ็มอี หรือผลิตภัณฑ์ OTOP ในร้านค้าในเครือเพิ่มขึ้นอย่างน้อยปีละ 10% เป็นเวลา 5 ปี
  3. ห้ามใช้ข้อมูลร่วมกันหรือแลกเปลี่ยนข้อมูลด้านการตลาดที่เกี่ยวข้องกับผู้ผลิตและผู้จัดจำหน่ายสินค้าหรือวัตถุดิบ และให้ถือว่าเป็นความลับทางการค้า
  4. ห้ามให้เทสโก้ โลตัสเปลี่ยนแปลงสัญญากับซัพพลายเออร์สินค้าเป็นระยะเวลา 2 ปี
  5. ให้สนับสนุนกลุ่มผู้ประกอบการเอสเอ็มอีด้วยการให้สินเชื่อการค้าเป็นระยะเวลา 30-45 วัน นับจากวันที่ยื่นเอกสารเรียกเก็บเงินเป็นระยะเวลา 3 ปี
  6. ให้จัดทำรายงานผลประกอบการธุรกิจ ภายใต้การดำเนินการตามกำหนดระยะเวลาและเงื่อนไขที่ได้รับจาก กขค. กำหนดเป็นเวลา 3 ปี
  7. ให้กำหนดมาตรฐานในการปฏิบัติทางการค้าที่ดี เพื่อเผยแพร่ต่อสาธารณชนและถือปฏิบัติตามมาตรฐานดังกล่าว

เงื่อนไข 7 ข้อนี้องค์กรผู้บริโภคมองว่า เป็นทางด้านการปฏิบัติซึ่งไม่สามารถส่งผลแก้ไขการมีอิทธิพลเหนือตลาดได้แต่อย่างใด

จับตาดูการประชุมขององค์การบริโภคทั้ง 36 แห่งที่จะจัดขึ้นในสัปดาห์ที่จะถึงนี้ว่า จะทำเอกสารชี้แจงศาลทันหรือจะต้องเลื่อนออกไป และทางกขค.จะชี้แจงเป็นเอกสารว่าอย่างไรบ้าง  ในระหว่างนี้การควบรวมยังดำเนินต่อไปจนกว่าขั้นตอนสู้ความในศาลจะถึงที่สุด!