ปากกล้า ขาต้องไม่สั่น? แม่ค้าออนไลน์ ผู้ต้องหา 112 อ้างบริสุทธิ์ หลังโพสต์ข้อความจาบจ้วงฯ เพราะหลงแสง แรงเชียร์ 3 กีบ!!

3101

จากกรณีเมื่อวันที่ 31 มี.ค. 64 ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนได้รับแจ้งว่ามีผู้ถูกจับกุมในอำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ตามหมายจับ ในคดีตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ โดยอยู่ระหว่างถูกนำตัวไปที่สภ.ช้างเผือก หลังทนายความติดตามไป ได้พบกับผู้ถูกจับกุมชื่อ “พรพิมล” (สงวนนามสกุล) เป็นแม่ค้าขายของออนไลน์ อายุ 22 ปี พร้อมกับแฟนหนุ่มที่แจ้งเรื่องเพื่อขอความช่วยเหลือจากทนายความ

หลังสอบถามข้อมูลและขอตรวจสอบเอกสาร พบว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจจาก สภ.ช้างเผือก ได้นำกำลังชุดสืบสวนทั้งในและนอกเครื่องแบบจำนวน 5-6 นาย นำโดย ร.ต.อ.เกรียงศักดิ์ เครืองทอง รองสารวัตรสืบสวนสภ.ช้างเผือก และมีตำรวจหญิงเข้าร่วมการจับกุมพรพิมลจากหอพักในจังหวัดเชียงใหม่ โดยได้แสดงหมายจับของศาลจังหวัดเชียงใหม่ที่ 75/2564 ลงวันที่ 8 ก.พ. 64 ในข้อกล่าวหา “หมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ และนําเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลใด ๆ อันเป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักรตามประมวลกฎหมายอาญา”

เจ้าหน้าที่ยังแสดงหมายค้นของศาลจังหวัดเชียงใหม่ที่ 85/2564 ลงวันที่ 31 มี.ค. 64 เพื่อเข้าตรวจค้นห้องพัก และได้ทำการตรวจยึดโทรศัพท์มือถือและอุปกรณ์ไอแพดของพรพิมลไว้ด้วย

ต่อมา เมื่อวันที่ 1 เม.ย. 64 พนักงานสอบสวนได้เริ่มขั้นตอนการแจ้งข้อกล่าวหาต่อพรพิมล พร้อมทนายความที่ติดตามไปร่วมรับฟังการสอบสวน โดยเจ้าตัวถูกแจ้ง 2 ข้อกล่าวหา คือข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 และพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14 (3)

เจ้าหน้าที่ระบุพฤติการณ์ข้อกล่าวหาว่าเมื่อวันที่ 18 ต.ค. 63 เวลาประมาณ 17.30 น. ได้มีนายทีฆทัศน์ ได้ใช้โทรศัพท์มือถือเปิดใช้งานเฟซบุ๊ก พบผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่งที่เป็นเพื่อนในเฟซบุ๊ก ได้โพสต์ข้อความ 1 ข้อความ เมื่อวันที่ 16 ต.ค. 63 โดยข้อความดังกล่าวนั้นเป็นการใส่ความในหลวงรัชกาลที่ 10 ต่อบุคคลที่สามด้วยการโฆษณาด้วยเอกสาร โดยประการที่น่าจะทำให้ทรงเสื่อมเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง และมีผลกระทบต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งก่อให้เกิดผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐ อีกทั้งการกระทำดังกล่าวยังเป็นการนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลใด ๆ อันเป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักรตามประมวลกฎหมายอาญาอีกด้วย

พรพิมลให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา โดยได้ให้การในรายละเอียดทางคดีว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเฟซบุ๊กที่ถูกกล่าวหา อีกทั้งยังได้ยินยอมให้เข้าถึงอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ทั้งโทรศัพท์มือถือและไอแพด ที่ถูกยึดไว้โดยตำรวจ เพื่อยืนยันว่าเธอไม่ได้ใช้เฟซบุ๊กตามที่ถูกกล่าวหา และจะขอให้การเพิ่มเติมเป็นหนังสือ

ต่อมาทางด้านพนักงานสอบสวนได้นำตัวผู้ต้องหาเดินทางไปที่ศาลจังหวัดเชียงใหม่ เพื่อทำการไต่สวนคำร้องฝากขังขอฝากขัง ด้านพนักงานสอบสวน ได้ให้เหตุผลการต้องฝากขังผู้ต้องหาต่อศาล ว่ามีพยานบุคคลอีก 6 ปาก ที่ต้องทำการสอบสวนและยังมีพยานเอกสารที่ต้องรวบรวมอีกจำนวนมาก พร้อมกับต้องรอผลการตรวจลายพิมพ์นิ้วมือเพื่อตรวจสอบประวัติอาชญากรรมของผู้ต้องหาอีก

ทั้งนี้หลังการไต่สวน ศาลจังหวัดเชียงใหม่ได้มีคำสั่งอนุญาตให้ฝากขังตามคำร้องของพนักงานสอบสวน โดยให้เหตุผลโดยสรุปว่า ตามกฎหมายเหตุที่จะออกหมายขังมี 2 เหตุด้วยกัน คือ 1.อัตราโทษสูงเกิน 10 ปี และ 2. ผู้ต้องหามีพฤติการณ์จะหลบหนีหรือไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน ซึ่งหากเข้าเงื่อนไขเหตุใดเหตุหนึ่งก็ได้ ปรากฎตามคำร้องของพนักงานสอบสวนว่าคดีนี้มีอัตราโทษสูงเกิน 10 ปี แม้ที่พนักงานสอบสวนตอบทนายความถามค้าน เรื่องไม่มีพฤติการณ์หลบหนีและไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐานนั้น ยังไม่อาจรับฟังได้มีน้ำหนักเพียงพอ มีคำสั่งอนุญาตให้ฝากขังผู้ต้องหาเป็นเวลา 12 วัน พรพิมลจึงถูกนำตัวไปคุมขังที่ทัณฑสถานหญิงเชียงใหม่ อำเภอเมืองเชียงใหม่ แม้จะยื่นหลักทรัพย์ประกันถึง 3 แสนบาท ก็ไม่เป็นผล

อย่างไรก็ตาม พรพิมล แม่ค้าออนไลน์ ถือเป็นผู้ต้องหาคดีตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 รายที่ 13 และเจ้าตัวได้เขียนจดหมาย หลังนอนเรือนจำได้ 1 คืน ระบุว่า มีประชาชนชื่อ ทีฆทัศน์ พรหมณี แจ้งความไว้ ศาลไม่ให้ประกันเกรงจะหลบหนี พร้อมบอกว่าในคุกนั้นลำบาก ห้องน้ำสกปรก และขอความเมตตา คืนชีวิตให้ตนเอง เนื่องจากเป็นผู้บริสุทธิ์

ทั้งนี้หลังกระแสข่าวของพรพิมล แพร่สะพัดในโลกออนไลน์ กลุ่ม 3 นิ้วได้นำเรื่องราวนี้ไปขยายต่อ และถามหาความชอบธรรมในการจับกุมตัวแม่ค้ารายนี้ แต่จากความผิดในคดีในดังกล่าว เริ่มตั้งแต่มีการโพสต์ข้อความ เมื่อวันที่ 18 ต.ค. 63 จนถึงตอนนี้เป็นระยะเวลา 6 เดือนกว่า คาดว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจต้องรวบรวมหลักฐานได้อย่างครบถ้วน จะแจ้งข้อหา รวมทั้งการที่เจ้าตัวโพสต์จดหมายว่าไม่รู้เห็น ไม่รู้ว่าตนเองทำอะไรผิด อาจจะเกิดจากความสนุกสนาน ประมาท เลินเล่อ ว่าสิ่งที่โพสต์ลงไปนั้น ไม่รู้ว่าจะมีความผิด บวกกับะได้กระแสชื่นชมจากกลุ่ม 3 นิ้ว เลยทำให้มองสิ่งที่กระทำลงไปนั้น คือความดีความชอบ จนนึกไม่ถึงว่าจะถูกดำเนินคดี