2 ปมต่อเนื่องหลังศาลฯสั่งบุญทรงและพวกชดใช้!?!คดีจำนำข้าวจีทูจีกว่า 1.6 หมื่นล้าน ลุ้นหาคำตอบใครคือผู้บงการ

1079

วันพิพากษาคดีโคตรโกงแบบจีทูจีชัดเจนแล้ว เมื่อศาลปกครองกลางสั่งให้นายมนัส สร้อยพลอย, ภูมิ สาระพล, บุญทรง เตริยาภิรมย์ และพวก ชดใช้ค่าเสียหายคดีระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ รวมกว่า 1.6 หมื่นล้าน ก่อนหน้านี้ จำเลยในคดีทุจริตขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐในคดีจำนำข้าวยื่นฟ้องรัฐบาลแก้เกี้ยวและผลออกมาคือแพ้  ส่วนน.ส.ยิ่งลักษณ์ ได้ยื่นคำฟ้องต่อศาลปกครองรวม 4 คำฟ้องในคดีที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กับพวกรวม 2 คน ยื่นฟ้องนายกรัฐมนตรี กับพวกรวม 9 คน กรณีขอให้ศาลเพิกถอนคำสั่งกระทรวงการคลัง ที่ให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจำนวน 35,000 ล้านบาท ซึ่งศาลได้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียว และ ศาลปกครองกลางได้มีคำสั่งนัดอ่านคำพิพากษาคดียิ่งลักษณ์ในวันที่ 2 เมษายน ที่จะถึงนี้ เป็นการพิสูจน์ทราบชัดเจนว่าสิ่งที่ กลุ่มคนทุจริตคดีโกงจำนำข้าวแบบรัฐต่อรัฐทำ มีความผิดจริงและต้องชดใช้ค่าเสียหาย และคดีของยิ่งลักษณ์ยังต้องลุ้นกันว่าคำพิพากษาจะออกมาแบบไหน  ยังมีปมที่ต้องพิจารณาต่อเนื่องหลังจากนี้ 2 ประเด็น ด้านข้อสรุปที่ว่าใครคือผู้บงการที่ต้องรับผิดชอบ และ การชดใช้ค่าเสียหายจะทำอย่างไร เมื่อรวมสินทรัพย์ของจำเลยแล้วไม่สามารถชดใช้ค่าเสียหายได้หมด ในที่สุดประเทศชาติก็ต้องเสียหาย ประชาชนก็ต้องมาแบกรับภาระหนี้จากภาษีเงินได้ต่อไปอีกนับสิบปี

เมื่อวันที่ 29 มี.ค.2564 ศาลปกครองกลางได้มีคำพิพากษาในคดีที่นายมนัส สร้อยพลอย อดีตอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ ผู้ฟ้องคนที่ 1 , นายทิฆัมพร นาทวรทัต ผู้ฟ้องคดีที่ 2, นายอัฐฐิติพงศ์ หรือ อัครพงศ์ ทีปวัชระ หรือช่วยเกลี้ยง ผู้ฟ้องคดีที่ 3 , นายภูมิ สาระผล ผู้ฟ้องคดีที่ 4 , และนายบุญทรง เตริยาภิรมย์ ผู้ฟ้องคดีที่ 5 ยื่นฟ้องนายกรัฐมนตรี ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1, รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2, ปลัดกระทรวงพาณิชย์ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ กระทรวงการคลัง ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 4 โดยในคำฟ้องของนายมนัสกับพวกอ้างว่าได้รับความเดือดร้อน หรือเสียหายจากคำสั่งกระทรวงพาณิชย์ ลงวันที่ 19 กันยายน 2559 ของนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์กับพวก ที่สั่งให้ชดใช้ความเสียหายจากการทุจริตการระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐในโครงการรับจำนำข้าว

เรื่องนี้ ในคำสั่งกระทรวงพาณิชย์เรียกค่าเสียหายจากนายนายมนัส นายทิฆัมพร และนายอัฐฐิติพงศ์ หรืออัครพงศ์ ทีปวัชระ โดยให้ทั้ง 3 คน ชดใช้ค่าเสียหายคนละ 4,011,544,725.33 บาท ส่วนนายภูมิ ให้ชดใช้ความเสียหาย 2,242,571,739.67 บาท ขณะที่นายบุญทรง ชดใช้ค่าเสียหาย 1,768,973,012.66 บาท โดยคิดคำนวณจากสัญญาซื้อขายข้าว 4 ฉบับ ที่มีการขายข้าวในราคาต่ำท้องตลาด และค่าส่วนต่างจากการส่งมอบข้าวและการชำระเงิน มีการเบิกข้าวออกมากว่ากว่าจ่ายเงินจริง

ทั้งนี้ ในคำพิพากษาของศาลปกครองกลางระบุว่าทั้ง 5 คนจงใจกระทำการทุจริต ร่วมกับข้าราชการการเมือง ข้าราชการประจำ และภาคเอกชน มีลักษณะแบ่งงานกันทำ และจงใจให้เกิดความเสียหายในการระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ จึงถือเป็นการละเมิดต่อหน้าที่ และจงใจทำให้รัฐเกิดความเสียหาย ไม่ทำตามมติ ครม.ที่ถือเป็นนโยบายการบริหารงาน โดยมีการขายข้าวต่อกว่าราคาตลาด และมีการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขการชำระเงินจากเดิมที่กำหนดให้เปิด LC เพียงอย่างเดียว

โดยเพิ่มให้ชำระล่วงหน้าโดยโอนเงินเข้าบัญชีธนาคารและจ่ายแคชเชียร์เช็คเป็นสกุลเงินบาท ซึ่งไม่สอดคล้องกับรูปแบบการขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ นอกจากนี้ยังพบว่ามีการส่งมอบข้าว ณ หน้าคลังสินค้า อีกทั้งไม่พบมีการส่งออกข้าวไปประเทศที่สั่งซื้อ กลับมีการนำมาเวียนขายภายในประเทศ ซึ่งทำให้เกิดการแข่งขันไม่เป็นธรรม ขณะเดียวกันก็มีการแก้ไขสัญญาการซื้อขาย พบมีพิรุธ โดยไปตกลงล่วงหน้าก่อนที่จะมีมติคณะรัฐมนตรีออกมา

ดังนั้น การที่นายกรัฐมนตรีมอบหมายให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และมีการมอบหมายอีกทอดให้ปลัดกระทรวงพาณิชย์ออกคำสั่งกระทรวงพาณิชย์ เรียกค่าเสียหายจึงชอบด้วยกฎหมาย เพราะในฐานะที่เป็นผู้เสียหาย แต่ในกรณีนี้กระทรวงพาณิชย์ ไม่ต้องการให้ชดใช้เป็นรูปแบบข้าว แต่เรียกค่าเสียหายในรูปแบบเงิน ซึ่งน้อยกว่ามูลค่าข้าวที่เสียหายไป

โดยศาลได้มีคำพิพากษาให้ นายมนัส สร้อยพลอย ชดใช้ 4,011 ล้านบาท,นายทิฆัมพร นาทวรทัต ชดใช้ 4,011 ล้านบาท, นายภูมิ สาระผล ชดใช้ 2,242 ล้านบาทนายบุญทรง เตริยาภิรมย์ ชดใช้ 1,768 ล้านบาท,นายอัฐฐิติพงศ์ หรือ อัครพงศ์ ให้ชดใช้ 2,694 ล้านบาท

มาดูความสามารถในการชดใช้ค่าเสียหายของจำเลยหลัก 2คนว่าแบกรับไหวไหม

จากการสืบค้นข้อมูลบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินของนายบุญทรง อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์และคู่สมรส ที่ยื่นต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เมื่อวันที่ 9 ธ.ค.2557 หลังจากพ้นตำแหน่ง ส.ส.ครบ 1 ปี สมัยรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร พบว่าผู้ยื่นมีทรัพย์สินรวม 3,979,613 บาท มีหนี้สินรวม 242,582 บาท ส่วนคู่สมรส มีทรัพย์สินรวม 13,849,694 บาท และไม่มีหนี้สิน รวมทรัพย์สินที่อาจชดใช้ มีจำนวน 17,586,725 บาท (ขณะที่ต้องชดใช้ 1,768 ล้านบาท จะเอาที่ไหนมาใช้)

ขณะที่นายภูมิ สาระผล อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์และคู่สมรส นายภูมิฯมีทรัพย์สินรวม 26,441,538 บาท และไม่มีหนี้สิน และคู่สมรส มีทรัพย์สินรวม 12,935508 บาท และไม่มีหนี้สิน รวมทรัพย์สินที่อาจชดใช้ได้ มีจำนวน 39,377,040 บาท (ขณะที่ต้องชดใช้ 2,242 ล้านบาท แล้วจะเอาที่ไหนมาชดใช้)

สุดท้ายประเทศชาติก็ต้องเสียหาย ประชาชนก็ต้องมาเป็นผู้แบกรับความเสียหายเหล่านี้ผ่านภาษีเงินได้นั่นเอง ต้องตามใช้หนี้กันถึง 16 ปี

มาฟังจากผู้เกาะติดและยืนหยัดสู้จนสามารถทวงคืนความยุติธรรมให้คนไทยจากเรื่อง ขบวนการโคตรโกงจำนำข้าวมาโดยตลอด คือหมอวรงค์ เดชกิจวิกรม เล่าเรื่องคดีจำนำข้าวกัน

โครงการรับจำนำข้าวนี้ แบ่งเป็น 3 ขั้นตอน 

ขั้นที่1 เราเรียกว่าต้นน้ำ คือชาวนานำข้าวเปลือกมาเข้าโครงการรับจำนำข้าวที่โรงสี ขั้นตอนนี้มีตัวละคร 3 ส่วนคือ ชาวนา โรงสี และเจ้าหน้าที่รัฐที่ส่งมานั่งประจำ (จะเป็นอคส.หรืออตก. แล้วแต่แบ่งกันรับผิดชอบ) ขั้นตอนนี้ส่วนใหญ่ชาวนาถูกโกง โกงตาชั่ง โกงความชื้น โกงสิ่งเจือปน 

ขั้นตอนที่ 2 เราเรียกว่ากลางน้ำ นั่นคือเอาข้าวเปลือกที่โรงสีรับไว้ มาสีเป็นข้าวสาร และส่งมาเก็บในคลังกลางที่รัฐบาลเช่า ขั้นตอนนี้มีตัวละคร 4 ส่วนคือ 

2.1โรงสี จะสีข้าวเปลือกเป็นข้าวสารมาส่งคลัง 2.2 เซอร์เวย์เยอร์ จะมีหน้าที่ตรวจคุณภาพข้าว ชนิดข้าว ว่าถูกต้องไหม คุณภาพดีไหม แล้วนำข้าวสารเข้าเก็บในคลัง 2.3 เจ้าหน้าที่รัฐที่ดูแลคลัง จะเป็นอคส.หรืออตก.แล้วแต่การแบ่งงาน 2.4 เจ้าของคลังที่ให้รัฐบาลเช่า 

ในขั้นตอนนี้ ทั้งสี่ฝ่ายสมรู้ร่วมกันทุจริต เราจึงเห็นภาพการซุกข้าวสารเสื่อม ข้าวสารเหลือง หรือซุกนั่งร้าน โดยมีข้าวสารคุณภาพดีมาปิดไว้ ที่สำคัญคือ รัฐบาลในสมัยคุณยิ่งลักษณ์ ก็ไม่สนใจที่จะจัดการปัญหาเหล่านี้ด้วย

ขั้นตอนที่ 3 เราเรียกว่าปลายน้ำ เป็นขั้นตอนที่รัฐบาล จะเป็นผู้ขายข้าวสาร เช่นจีทูจีเป็นต้น ขั้นตอนนี้ตัวละครที่เกี่ยวข้องจึงเป็นฝ่ายการเมือง ทั้งนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี อธิบดีและข้าราชการระดับสูง บริษัทค้าข้าวเช่นเสี่ยเปี๋ยงและเครือข่าย ที่ผ่านมา พวกเรานักการเมือง ตรวจสอบในขั้นตอนที่3 คือปลายน้ำ ซึ่งศาลอาญาคดีนักการเมืองตัดสินไปแล้ว และจำคุกกันถ้วนหน้า รวมทั้งต้องจ่ายค่าปรับ และฟ้องทางแพ่งยึดทรัพย์กันแล้ว คดีในขั้นตอนนี้ไม่ค่อยพลาดเพราะเป็นการตรวจสอบจากฝ่ายการเมือง ผ่านองค์กรอิสระคือปปช. 

ขั้นตอนที่ 2คือกลางน้ำนั้น ส่วนใหญ่ทั้งสี่ฝ่าย สมรู้ร่วมกันทุจริต การเขียนสำนวนจึงอ่อนมาก เพราะคนที่ต้องให้ปากคำ คือเจ้าหน้าที่รัฐที่รับผลประโยชน์ร่วมกับเขา การให้ปากคำที่ผูกมัด จึงไม่รัดกุม  ทำให้ง่ายต่อการยกฟ้อง 

ต่อจากนี้ต้องจับตาต่อไปว่า จำเลยคดีระบายข้าวจีทูจีจะดินสู้ต่อหรือไม่อย่างไร?ยิ่งลักษณ์ จะต้องรับผิดชอบหรือรอดตัว?

1.ผู้ฟ้องคดีทั้ง 5 คน ยังสามารถยื่นร้องอุทธรณ์ต่อศาลปกครองสูงสุดได้ภายใน 30 วัน ทำให้กระบวนการทั้งหมดยังไม่ถึงสิ้นสุด จึงทำให้การบังคับคดี เช่น การยึดอายัดทรัพย์สินเพื่อบังคับคดีทางแพ่งจึงยังไม่เกิดขึ้น ก็ต้องลุ้นกันต่อไป นอกจากกรณียิ่งลักษณ์ที่บางส่วนยึดไปแล้วและรอลุ้นวันที่ 2 เม.ย.นี้อย่างใจระทึกว่าจะพลืกสถานการณ์ได้ไหม

2.คำพิพากษากรณียิ่งลักษณ์ วันที่ 2 เม.ย.นี้ อาจให้คำตอบเบื้องต้นแก่คนไทยว่า ใครอยู่เบื้องหลังขบวนการทุจริตโครงการจำนำข้าวที่อื้อฉาวนี้

และนี่คือเวรกรรมของประเทศที่มีกลุ่มนักการเมืองชั่ว เมื่อมาเจอกับกลุ่มข้าราชการเลว ประเทศชาติก็ล่มจม ปัญหาของประเทศอยู่ตรงนี้ ต้องแก้ให้ตรงจุด