เมียนมาลั่นต้องเด็ดขาด!?! กลุ่มต่อต้านก่อจลาจล ชุมนุมมีอาวุธ ย้ำกวาดจับแกนนำม็อบสกัดปลุกระดม เผาเมือง!?

370

ท่ามกลางการระบาดโควิด-19 ความขัดแย้งจากการยึดอำนาจของกองทัพเมียนมาขยายสู่ สงครามแบ่งแยกที่มีสหรัฐและพันธมิตรตะวันตกหนุนหลังอย่างชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ในกลางเมืองใหญ่ทั้งย่างกุ้ง มัณฑะเลย์ กลายเป็นศูนย์กลางสู้รบที่ม็อบต้าน ไม่ได้ชุมนุมโดยสันติ แต่มีการสู้กลับรัฐบาลกลาง ใช้อาวุธประดิษฐ์เองทำร้ายเจ้าหน้าที่ ปล้นและวางเพลิงสถานที่อย่างเหิมเกริม นับจากนี้ฝ่ายความมั่นคงของเมียนมาแถลงจะเน้นไปที่ “แกนนำม็อบ” และยืนยันคงมาตรการควบคุมสื่อต่อไปก่อน เพื่อป้องกันการปลุกระดม บิดเบือนข้อเท็จจริง

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงเนปิดอว์ ประเทศเมียนมา เมื่อวันที่ 23 มี.ค. ว่า พ.อ.พิเศษ จอ มิน ตุน โฆษกคณะมนตรีการปกครองแห่งรัฐ ซึ่งเป็นชื่ออย่างเป็นทางการของรัฐบาลเมียนมา แถลงว่า ตลอดระยะเวลาเกือบ 2 เดือนนับตั้งแต่คณะมนตรีการปกครองแห่งรัฐเข้ามาบริหารประเทศ เกิดความรุนแรงทางการเมืองย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต “อย่างน้อย 164 ราย” รัฐบาลขอไว้อาลัยแก่ผู้เสียชีวิต และแสดงความเสียใจอย่างสูงสุดไปยังครอบครัวของผู้สูญเสีย เนื่องจาก “ทุกคนคือชาวเมียนมา”

โฆษกรัฐบาลเมียนมากล่าวถึงการที่สถานการณ์ประท้วงยังคงเกิดขึ้นรายวัน และมีการปะทะกับเจ้าหน้าที่อย่างดุเดือดทุกครั้งว่า ภาครัฐไม่อาจมองว่า เป็นการเคลื่อนไหวทางการเมืองที่สงบและสันติได้ เพราะมีการใช้อาวุธ ระเบิดขวด มีดไม้และสารเคมี พร้อมทั้งกล่าวตำหนิบุคลากรการแพทย์ และเจ้าหน้าที่สาธารณสุขที่เข้าร่วมการชุมนุมประท้วง ว่าทำให้โรงพยาบาลไม่สามารถให้บริการประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เกี่ยวกับประเด็นการควบคุมสื่อ พ.อ.พิเศษ จอ มิน ตุน กล่าวว่า การรายงานข่าวเกี่ยวกับการประท้วง “ไม่ใช่อาชญากรรม” แต่ “การชี้นำ การปลุกระดม และการบิดเบือนข้อมูล” ถือเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย ดังนั้น มาตรการจำกัดการใช้งานอินเทอร์เน็ตจะยังคงดำเนินต่อไปก่อน เพื่อป้องกันการปลุกระดมทางออนไลน์ แต่ยืนยันว่า “ไม่ตลอดไป” อย่างแน่นอน 

พ.อ.พิเศษ จอ มิน ตุน ยืนยันว่า รัฐบาลเมียนมาให้ความสำคัญกับการธำรงไว้ซึ่งหลักนิติธรรม และการรักษาเสถียรภาพด้านความมั่นคงภายในประเทศ ทั้งนี้ ฝ่ายความมั่นคงประเมินการก่อความรุนแรงลดลงอย่างมาก เมื่อเทียบกับเดือนที่แล้ว หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงหันไป “เพิ่มความสำคัญ” กับบรรดาแกนนำ และย้ำว่าพร้อมใช้ “มาตรการเด็ดขาด” ตลอดเวลา จากการที่สถานการณ์ชุมนุมอย่างสงบ บานปลายเป็นการจลาจลและมีการใช้อาวุธ 

ปัจจุบันคณะมนตรีการปกครองแห่งรัฐประสานงานอย่างใกล้ชิดกับ “ประเทศเพื่อนบ้าน 5 แห่ง” โดยไม่มีการขยายความว่าคือประเทศใดบ้าง และรัฐบาลเมียนมายังให้ความสำคัญ กับทุกคำแนะนำและทุกคำวิจารณ์ ตลอดจนให้เกียรติทุกประเทศ ที่มีความเข้าใจต่อกระบวนการรักษาสันติสุขภายในเมียนมา

ในวันเดียวกันนั้นเอง ผู้สื่อข่าวบีบีซีได้รับการปล่อยตัวหลังถูกควบคุมตัว4 วัน

นายอ่อง ตูยะ ผู้สื่อข่าวบีบีซีแผนกภาษาเมียนมา ถูกจับกุมขณะรายงานข่าวการประท้วงต่อต้านรัฐบาลเมียนมา บริเวณด้านนอกศาล ในกรุงเนปิดอว์เมื่อวันที่ 19 มี.ค.2564 ได้รับการปล่อยตัวแล้ว

ขณะเกิดเหตุกลุ่มชายฉกรรจ์นอกเครื่องแบบได้ถามหานายอ่อง ตูยะ ก่อนที่จะจับตัวเขาขึ้นรถไปพร้อมกับนายซาน ไทก์ อ่อง ที่ทำงานให้กับสำนักข่าวท้องถิ่น มิซซิมา ซึ่งถูกรัฐบาลเพิกถอนใบอนุญาตประกอบการไปเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา บีบีซีไม่สามารถติดต่อกับนายอ่องได้นับตั้งแต่นั้น และได้เรียกร้องให้ทางการช่วยตามหาว่าเขาถูกจับไปอยู่ที่ใด จนกระทั่งวันที่ 22 มี.ค.2564 บีบีซีได้รับการยืนยันว่าเขาได้รับการปล่อยตัวแล้ว แต่ยังไม่มีรายละเอียดเพิ่มเติม

ก่อนหน้านี้ทางการเมียนมาได้ควบคุมตัว ชาวออสเตรเลียเพิ่มอีก 2 คนซึ่งมีความเกี่ยวข้องกับที่ปรึกษาของนางออง ซาน ซูจีขณะเตรียมเดินทางกลับออสเตรเลีย

สำนักข่าวต่างประเทศรายงาน เมื่อวันที่ 22 มี.ค.2564ว่า กระทรวงการต่างประเทศของออสเตรเลียออกแถลงการณ์ เรื่องการ “มอบความช่วยเหลือให้กับพลเมืองออสเตรเลีย 2 คนในเมียนมา” โดยยังไม่มีการเปิดเผยข้อมูลใดเพิ่มเติมอีก ซึ่งแหล่งข่าวให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า บุคคลทั้งสอง คือนางคริสตา เอเวอรี และนายแมตต์ โอเคน ทั้งคู่เป็นสามีภรรยากัน และไม่ได้รับอนุญาตให้โดยสารเครื่องบินออกจากท่าอากาศยานนานาชาติย่างกุ้ง เพื่อเดินทางไปยังออสเตรเลีย เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงกักตัวโอเคนอยู่ที่บ้านพักในเมืองย่างกุ้ง

ชาวต่างชาติมากมายยังอยู่ในเมียนมา แต่สองคนนี้น่าจะมีพฤติกรรมที่ทางการเมียนมาไม่ไว้วางใจในกรณีบางอย่างจึงต้องกักตัวไว้ ทั้งนี้ เอเวอรีและโอเคนทำงานเป็นที่ปรึกษาด้านการพัฒนาเกษตรกรรมในเมียนมา และเป็นเพื่อนกับ ศ.ฌอน เทอร์เนลล์ ซึ่งเป็นชาวออสเตรเลียที่ปรึกษาด้านนโยบายเศรษฐกิจให้กับรัฐบาลชุดออง ซาน ซูจี โดยเทอร์เนลล์ถูกจับกุมไปภายในเวลาเพียงไม่กี่วัน หลังเกิดการยึดอำนาจเมื่อ 1 ก.พ.ที่ผ่านมา 

ขณะที่คณะมนตรีการปกครองแห่งรัฐ ซึ่งเป็นชื่ออย่างเป็นทางการของรัฐบาลเมียนมา ยังปฏิเสธให้ความเห็นอย่างเป็นทางการต่อเรื่องดังกล่าว และแน่นอนในระดับนานาชาติสากล สหรัฐฯ และ EU ได้ประกาศคว่ำบาตรเพิ่มต่อเมียนมา โดยเจาะจง จนท.ระดับสูง 

สำนักข่าว Voice of America รายงานว่า สหรัฐฯและสหภาพยุโรป คว่ำบาตรผู้นำกองทัพเมียนมาและ จนท.ระดับสูง ที่เกี่ยวข้องกับการปราบปรามผู้ชุมนุม ได้แก่ จนท.ตร. และ จนท.ทหารที่ใช้อาวุธปราบปรามผู้ชุมนุม พล.ท. ตานไลง์ และ พล.ท. อองโซ พร้อมเรียกร้องให้ฝ่ายความมั่นคงเมียนมายุติการใช้มาตรการรุนแรงต่อผู้ชุมนุมที่ประท้วงอย่างสงบ 

ด้านสหภาพยุโรป (EU) คว่ำบาตรจนท.ระดับสูง รวม 10 คน ซึ่งรวมถึง พล.อ.อาวุโส มิน อ่อง หล่าย ผบ.ทสส.เมียนมา ซึ่งสหรัฐฯ คว่ำบาตรไปก่อนหน้านี้ 

 

วันนี้จะเป็นวันเคลื่อนไหวต่อต้านรัฐบาลเมียนมา ของกลุ่มต่อต้านด้วยวิธีอารยขัดขืนอย่างแท้จริง โดย “ชุมนุมแบบไม่มีคนชุมนุม”(Silence Strike) ส่งผลให้หลายเมืองทั้งในย่างกุ้งและบางแห่งในรัฐฉาน มีสภาพคล้ายเมืองร้าง

ต้องมาติดตามกันต่อไปว่า กลยุทธ์นี้จะได้ผลสามารถกดดันรัฐบาลเมียนมาได้หรือไม่เพราะทางการยืนยันกวาดจับแกนนำเป็นหลัก ไม้เว้นว่าเป็นกลางวันหรือกลางคืน