ไบเดนออกลายฟื้นบาดหมางรอบทิศ?!?ด่าปูติน”ฆาตรกร” ลืมส่องกระจกดูตัวเอง สหรัฐแทรกแซงหนุนม็อบก่อสงครามต้านไทย-เมียนมา หวังกินรวบ!

1876

ปธน.โจ ไบเดนผู้นำสหรัฐฯที่บริหารประเทศได้ยังไม่ถึง 3 เดือน เริ่มดำเนินนโยบายการต่างประเทศแบบแข็งกร้าว รื้อฟื้นความบาดหมางกับประเทศต่างๆ อย่างเปิดเผยไม่ว่าจะเป็น จีน อิหร่าน เกาหลีเหนือ และล่าสุดรัสเซีย เมื่อปธน.โจ ไบเดนกล่าวว่าเขาคิดว่าปธน.ปูตินเป็น “ฆาตกร” เสมือนประกาศไม่เผาผีพร้อมเผชิญหน้า นี่ไม่ใช่ท่าทีทางการทูต ขณะที่ปธน.ปูตินสวนแบบเรียบๆว่า “เขากำลังพูดถึงตัวเอง” พร้อมท้าดีเบทสดแบบออนไลน์แถมแซะอวยพรให้มีสุขภาพแข็งแรง ตามกระแสข่าวปธน.โจ ไบเดนเริ่มออกอาการว่ามีปัญหาสุขภาพด้วย

เรื่องมีอยู่ว่า

ประธานาธิบดีโจ ไบเดน ให้สัมภาษณ์พิเศษกับ “เอบีซี นิวส์” เมื่อวันพุธที่ 17 มี.ค.2564  เมื่อนายจอร์จ สเตฟาโน พอลอส พิธีกรรายการถามว่า “คิดว่าผู้นำรัสเซียที่ถูกกล่าวหาว่าสั่งวางยาพิษ นายอเล็กเซ นาวัลนี ผู้นำฝ่ายค้านนั้น จัดเป็นฆาตกรหรือไม่” นายไบเดนก็ตอบว่า “ใช่ ผมคิดเช่นนั้น” และยังบอกว่า ผู้นำรัสเซียเป็นคนที่ไม่มีหัวจิตหัวใจ และเขาจะต้องชดใช้ต่อข้อกล่าวหาว่าแทรกแซงการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯเมื่อปีที่แล้ว ซึ่งเป็นข้อกล่าวหาที่รัสเซียปฏิเสธมาโดยตลอด

เพียงข้ามวัน ปธน.ปูตินและทางการรัสเซียได้ตอบโต้ทันทีอย่างดุเดือด พร้อมท้าทายให้ทำเนียบขาวนัดดีเบทกันตัวต่อตัวผ่านออนไลน์

ผู้นำรัสเซียตอบโต้กลับทางทีวีรัสเซียว่า เขาจำได้ว่า เมื่อครั้งเป็นเด็กเวลาทะเลาะกันก็มักจะชอบพูดว่า “ไม่ได้มีใครดีไปกว่ากัน” และว่า “คนเรามักจะมองเห็นข้อเสียของผู้อื่นและคิดว่าเขาเป็นแบบนั้น” เพราะมันเหมือนกับที่ตัวเองเป็น แต่แท้จริงพวกเราต่างกัน เพราะเรามีรหัสพันธุกรรมทางวัฒนธรรม และศีลธรรมที่ไม่เหมือนกัน

นอกจากนี้ ผู้นำรัสเซียยังเชิญประธานาธิบดีไบเดนหารือกันผ่านการประชุมออนไลน์แบบแบบตัวต่อตัวอย่างเปิดเผยต่อสาธารณชนอย่างเร่งด่วน เพราะคำพูดของนายไบเดนเป็นที่น่าสนใจอย่างยิ่งสำหรับประชาชนชาวรัสเซียและชาวอเมริกัน เพราะเรื่องนี้ทำให้ความสัมพันธ์สองชาติสั่นคลอนอีกครั้ง

ผลกระทบหลังวิวาทะรุนแรงนี้สะท้อน ความเปราะบางของสถานการณ์ร้อนสงครามใหญ่ว่า อาจไม่ใช่แค่สงครามน้ำลายเหมือนสมัยอดีตปธน.โดนัลด์ ทรัมป์

หลังโดนผู้นำสหรัฐฯกล่าวหาอย่างรุนแรง ทางรัฐบาลรัสเซียได้เรียกตัว นายอนาโตลี อันโตนอฟ เอกอัครราชทูตประจำกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เดินทางกลับประเทศทันที โดยระบุว่า เพื่อทบทวนและหารือถึงทิศทางความสัมพันธ์ระหว่างประเทศรัสเซียกับสหรัฐฯ และวิเคราะห์ว่าจะมีมาตรการใดต่อไป ขณะที่ มาเรีย ซาคาโรวา โฆษกกระทรวงต่างประเทศรัสเซีย ระบุว่า ตอนนี้ความสัมพันธ์ระหว่างรัสเซียกับสหรัฐฯมาถึงทางตัน

ด้านเวียเชสลาฟ โวโลดิน ประธานสภาผู้แทนราษฎรรัสเซีย ตอบโต้คำกล่าวของผู้นำสหรัฐอย่างเดือดดาลผ่านเทเลแกรมว่า “ไบเดนดูถูกพลเมืองของประเทศเราด้วยคำพูดของเขา” และว่า การโจมตีปูตินก็เท่ากับ “การโจมตีประเทศของเรา”

ต่อมาปธน.ไบเดน เมื่อถูกผู้สื่อข่าวถามเรื่องผู้นำรัสเซียท้าคุยหารือแบบสดๆ นายไบเดนตอบกลับว่า เขาแน่ใจว่าเราจะคุยกันเมื่อถึงเวลา

กรณีตอบโต้ดุเดือดของมหาอำนาจสหรัฐ-รัสเซีย ได้สร้างความประหลาดใจในหมู่นักวิเคราะห์ว่า นี่เป็นสัญญาณถึงความเป็นไปได้แห่งสงครามใหญ่ระหว่างมหาอำนาจโลกหรือไม่?  ขณะที่สหรัฐเปิดศึกรอบด้านโดยดึงพันธมิตรทางทหารทั้งนาโต้ และมินินาโต้อย่างกลุ่มQUAD แสดงแสนยานุภาพทางทหารอย่างเปิดเผยคึกโครม ยั่วยุท้ายทายคู่แข่งอำนาจทั้งจีน รัสเซีย อิหร่าน เกาหลีเหนือในช่วงเวลาติดๆกันอย่างต่อเนื่อง

ในประเทศไทยและเมียนมา สหรัฐตีสองหน้าทางการทูตกับประเทศไทยและหนุนม็อบ 3 กีบ-กลุ่มชังชาติที่ต้องการเปลี่ยนระบบ ล้มล้างสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ผ่านหน่วยงานมูลนิธิโซรอส NGO บริวาร และกลุ่มสื่อล่มชาติอย่างตีหน้ามึน  ในขณะเดียวกันก็หนุนม็อบต้านรัฐบาลกลางในเมียนมาอย่างเปิดเผย ทั้งการเคลื่อนไหวในประเทศและต่างประเทศ พฤติกรรมทั้งหลายเหล่านี้เปิดเผยธาตุแท้ความจริงที่ว่า จักรวรรดินิยมอเมริกาคือประเทศที่ส่งเสริมความรุนแรง ปลุกสงครามต่อต้านขึ้นทั่วโลกเพื่อสนองความอยากครองอำนาจของตน คือ “ฆาตกรที่แท้จริง” สหรัฐช่างไม่ส่องกระจกดูเงาของตนเองเสียบ้างเลย??