ปชป.ดิ้น ขอแก้รธน.รายมาตรา ไม่แตะหมวด1-2 คงมาตรา112 คุ้มครองสถาบันพระมหากษัตริย์

1601

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในฐานะหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า สำหรับการแก้รัฐธรรมนูญปัจจุบันเป็นประเด็นถกเถียงกันอยู่

แต่ทิศทางของพรรคประชาธิปัตย์ ในเรื่องการเดินหน้างานของพรรคถัดจากนี้ไป จะเดินหน้าผลักดัน 2 เรื่องคู่ขนานกัน เรื่องแรกคือการผลักดันการแก้ไขปัญหาปากท้องของประชาชน และผลักดันการแก้ไขรัฐธรรมนูญไปสู่ความเป็นประชาธิปไตยยิ่งขึ้น ซึ่งทั้งสองเรื่องคือหัวใจสำคัญที่จะเป็นทิศทางการเดินหน้าในการทำหน้าที่ถัดจากนี้ของพรรคประชาธิปัตย์ เพราะเห็นว่าการแก้ไขปัญหาปากท้อง คือการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของประเทศ ภายใต้สถานการณ์โควิดและต้องพาประเทศเดินหน้าต่อไปทำรายได้ให้กับประเทศ เพื่อจุนเจือรากหญ้าในมิติต่าง ๆ ให้อิ่มท้องขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

นายจุรินทร์ กล่าวอีกว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญคือการแก้ไขปัญหาในทางการเมือง ซึ่งต้องยอมรับความจริงว่า การเมืองประเทศไทยยังไม่นิ่ง และส่งผลกระทบต่อการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจปากท้อง ตราบใดที่ติดหล่มอยู่ในเรื่องการเดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญ การเมืองก็จะเป็นอุปสรรคที่คอยจุดระเบิดการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจได้อย่างครบถ้วนเต็ม 100% ฉะนั้น จึงมีความจำเป็นจะต้งพาประเทศไปสู่การเป็นประชาธิปไตยยิ่งขึ้น การเมืองกับเศรษฐกิจจึงต้องคู่ขนานกันไป นี่คือเหตุผล หลายคนอาจไม่เข้าใจ

นายจุรินทร์ กล่าวต่อว่า ขณะนี้ได้สั่งให้ฝ่ายกฎหมายของพรรคจัดทำร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นรายมาตรา อย่างน้อยที่สุดจะต้องแก้ไขมาตรา 256 ซึ่งเป็นมาตราที่ว่าด้วยวิธีการแก้ไขและเงื่อนไขการแก้รัฐธรรมนูญ ส่วนอำนาจในการเลือกนายกรัฐมนตรีบทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญฉบับนี้กำหนดไว้ว่า ให้ผู้ที่มีอำนาจเลือกนายกรัฐมนตรีในที่ประชุมรัฐสภาในช่วง 5 ปีแรก คือสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา เป็นการตั้งคำถามว่าเราจะสามารถแก้ไขรัฐธรรมนูญย้อนกลับหรือเดินหน้าไปสู่การเป็นประชาธิปไตยปกติได้หรือไม่ โดยให้ประชาชนที่เลือกผู้แทนเข้ามา เป็นผู้มีสิทธิ์ในการลงมติเลือกนายกรัฐมนตรีแทนประชาชน โดยไม่รวมส.ว.ซึ่งไม่ได้มาจากการเลือกตั้งโดยตรง ทั้งนี้ ตนได้ให้ฝ่ายกฎหมายจัดทำร่างแก้ไขแยกเป็นแต่ละประเด็น ไม่นำมามัดรวมกัน ไม่เช่นนั้นอาจะเกิดความเห็นว่ในประเด็นนี้เห็นด้วย ประเด็นนั้นไม่เห็นด้วยก็จะทำให้ทั้งร่างตกไปทั้งหมด

สั่งซื้อ คลิก!!
สั่งซื้อ คลิก!!

“การแก้ไขรัฐธรรมนูญของประชาธิปัตย์ ต้องเดินหน้าไปสู่การเป็นประชาธิปไตย ขีดเส้นใต้ อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข การแก้ไขรัฐธรรมนูญจะมีเงื่อนไขอยู่ 2-3 เรื่อง ไม่ว่าจะแก้รูปแบบใดต้องไม่แตะหมวด1 และหมวด 2 ในเรื่องรูปแบบของรัฐและสถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งมีความสมบูรณ์ในตัวเองอยู่แล้ว และเห็นด้วยให้คงมาตรา 112 เนื่องจากมาตรา 112 เป็นมาตราที่ว่าด้วยการให้ความคุ้มครองประมุขของประเทศ ไม่มีประเทศใดไม่มีบทบัญญัติในการคุ้มครองประมุข เช่นเดียวกับประเทศไทยที่จะต้องมีบทบัญญัติในการให้ความคุ้มครองประมุขของประเทศ ซึ่งเป็นพระมหากษัตริย์ นี่คือจุดยืนที่ชัดเจน” หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าว

นายจุรินทร์ กล่าวด้วยว่า พื้นที่กรุงเทพมหานคร ยังเป็นพื้นที่เป้าหมายสำคัญของพรรคประชาธิปัตย์ และให้ความสำคัญเสมอไม่มีเปลี่ยนแปลง พร้อมกับต้องเดินหน้าพิสูจน์ให้คนกรุงเทพฯเห็นว่าพร้อมที่จะกลับมารับใช้ประชาชนในพื้นที่กรุงเทพมหานคร โดยขณะนี้พรรคเตรียมพร้อมด้านบุคลากรครบแล้วไม่ต่ำกว่าร้อยละ 90 ยังขาดอีกเพียงไม่กี่เขต และไม่ใช่ไม่มีคน แต่ละเขตมีมากกว่า 1 คน จึงต้องหาว่าสุดท้ายใครเป็นผู้เหมาะที่สุด การเลือกผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครเป็นเรื่องละเอียดอ่อนตนไม่ขอกล่าวตอนนี้แต่มอบให้ทีมกรุงเทพฯได้เป็นผู้รับไปพิจารณาดำเนินการ โดยหากมีความคืบหน้าจะเรียกประชุมเพื่อขอตัวบุคคลในการลงรับสมัครเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครต่อไป โดยหลังจากนี้จะมีการลงพื้นที่กรุงเทพฯเข้มข้นขึ้น