อานนท์พวกไม่ยอมตรวจโควิดทำล่าช้า เผยจนท.ก็เป็นผู้หญิง? เห็นแก่ตัวทำอีก3พันคนเสี่ยงชีวิต

1953

นายวัลลภ นาคบัว รองปลัดกระทรวงยุติธรรมและโฆษกกระทรวงยุติธรรม กล่าวถึงกรณีนายอานนท์ นำภา แกนนำกลุ่มราษฎร ร้องเรียนถึงการปฏิบัติหน้าที่ที่ไม่เหมาะสมของเจ้าหน้าที่กรมราชทัณฑ์ในช่วงยามวิกาล

โดยนายวัลลภกล่าวว่า จากข้อมูลที่ได้รับรายงานมา คือ นายอานนท์และพวกรวม 4 คนได้เดินทางจากศาลพร้อมด้วยผู้ต้องขังที่ไม่ใช่คดีการเมืองอีก 9 คนถึงเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร เวลาประมาณ 17.10 น. จากนั้นเวลา 18.46 น.ได้รับย้ายตัวนายภาณุพงศ์ จาดนอก, นายจตุภัทร์ บุญภัทรรักษา แกนนำราษฎร และนายปิยรัฐ จงเทพ แกนนำกลุ่ม Wevo มาจากเรือนจำพิเศษธนบุรี จากนั้นได้นำตัวทำประวัติและทำทะเบียนแรกรับ ก่อนจะนำตัวมาห้องกักโรคแรกรับพร้อมกับผู้ต้องขังคนอื่นที่รับตัวกลับมาในวันเดียวกันจากภายนอกในห้องกักโรคแรกรับรวมเป็นทั้งหมด 16 คน

เนื่องจากทาง ศบค. ได้ประกาศให้พื้นที่เขตบางแค ซึ่งมีการแพร่ระบาดอย่างหนักของโรคโควิด-19 ในตลาดบางแค เป็นพื้นที่สีแดง จากการตรวจพบผู้ติดเชื้อโควิดมากกว่า 290 คนแล้วนั้น เจ้าหน้าที่จึงจำเป็นต้องเจรจาเพื่อให้ทั้ง 3 แยกกักโรคต่างหากจากผู้ต้องขังรายอื่นที่มาในวันเดียวกันและตรวจเชื้อโควิด-19 กินเวลาไปถึงเวลาประมาณเที่ยงคืนเศษ

เนื่องจาก 3 คนมาจากเรือนจำพิเศษธนบุรี แม้ว่าในเรือนจำจะมีห้องกักโรคแต่มีผู้ต้องขังเข้าใหม่ทุกวันจากพื้นที่เสี่ยงฝั่งธนบุรี เขตบางแคและรอบๆเขตบางแค ทั้งมีการเคลื่อนย้ายขึ้นรถและสัมผัสกับเจ้าหน้าที่ประกอบกับ 3 ราย นั้น มีการกักโรคอยู่ที่เรือนจำพิเศษธนบุรีเพียง 7 วัน ยังไม่ครบกำหนด 14 วัน อาจจะมีการเสี่ยงต่อการติดเชื้อได้

สั่งซื้อเม็ดมะม่วง คลิก!!
สั่งซื้อเม็ดมะม่วง คลิก!!

แต่ทั้ง 3 คนไม่ยอมและขออยู่รวมกับนายอานนท์ ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ได้พิจารณาแล้ว เพื่อให้เกิดความสงบเรียบร้อยและไม่เกิดความวุ่นวาย ต่อต้าน จนควบคุมไม่ได้ เป็นเหตุให้เจ้าหน้าที่ขอความร่วมมือขอตรวจร่างกายเพื่อคัดกรอง PCR ตรวจไวรัสโควิด-19 ทุกคน ตามมาตรการป้องกัน และมีคนยินยอมให้ตรวจเพียง 9 คนซึ่งไม่ใช่กลุ่มผู้ต้องขังคดีการเมือง

ส่วนนายอานนท์และพวกรวม 7 คนที่เป็นผู้ต้องขังคดีการเมืองไม่ยินยอม ทำให้แพทย์พยาบาลและสหวิชาชีพจากโรงพยาบาลราชทัณฑ์ ต้องทำการตรวจทั้ง 9 คนก่อน เริ่มทำการตรวจในเวลาประมาณ 23.00 น. เศษ เนื่องจากต้องใช้เวลาเตรียมอุปกรณ์ ตั้งโต๊ะตรวจในบริเวณพื้นที่หน้าห้องกักและสวมชุดป้องกัน ซึ่งเป็นพื้นที่โล่งแจ้งไม่ใช่ที่ลับตา โดยเรียกตรวจทีละคน พร้อมทั้งมีการพยายามเจรจากับผู้ต้องขังทั้ง 7 คนอีกครั้งที่ปฏิเสธในช่วงแรกไปด้วยซึ่งไม่เป็นผล จนแล้วเสร็จประมาณเที่ยงคืนกว่า

จากนั้นจึงจำเป็นต้องเตรียมห้องใหม่เพื่อย้ายทั้ง 9 คนที่ตรวจโรคแล้วไปกักโรคอีกห้องเพื่อสังเกตอาการตามมาตรการ โดยกระบวนการทั้งหมดเสร็จสิ้นประมาณ ตี 2 เศษ ซึ่งเจ้าหน้าที่ที่เข้ามาเคลื่อนย้ายส่วนหนึ่งคือเจ้าหน้าที่เข้าเวร และอีกส่วนเป็นชุดปฏิบัติการพิเศษที่มาร่วมในการเคลื่อนย้ายผู้ต้องขัง 2 นาย เพื่อความปลอดภัย (เครื่องแบบชุดปฏิบัติการพิเศษไม่ได้กำหนดให้ติดป้ายชื่อ ยกเว้นหัวหน้าชุดที่จะมีป้ายชื่อและมีกระบองพกอยู่แล้วในเครื่องแบบ) เพราะการเคลื่อนย้ายผู้ต้องขังมีความเสี่ยงจึงต้องพกไว้เผื่อเหตุฉุกเฉินตามระเบียบของกรมราชทัณฑ์ ซึ่งเป็นเรื่องปกติที่ทำกันอยู่แล้ว ไม่ได้เป็นการกระทำที่นอกเหนือไปจากกฎ ระเบียบที่กำหนดไว้ แต่ทั้งนี้ ตนในฐานะประธานกรรมการประมวลข้อเท็จจริง กรณีดังกล่าว จะเร่งสืบสวนหาหลักฐานข้อเท็จจริงอย่างตรงไปตรงมาและให้ความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย และจะรีบชี้แจงต่อสาธารณชนโดยเร็ว

“กระบวนการทั้งหมดที่ล่าช้า เพราะทั้งนายอานนท์ และเพื่อน ๆ รวม 7 คน ไม่ยินยอมที่จะตรวจหาเชื้อ ซึ่งเจ้าหน้าที่และทีมงานแพทย์ พยาบาลต้องช่วยเจรจาเสียเวลาอยู่นาน กินเวลาไปมากหลายชั่งโมง เจ้าหน้าที่ที่ทำการตรวจก็เป็นผู้หญิง ทางเราก็ไม่อยากที่จะให้กินเวลาไปมากกว่านี้ เพราะยิ่งดึกก็จะปฏิบัติหน้าที่ด้วยความยากลำบาก ทุกคนอยากให้กระบวนการทุกอย่างเสร็จโดยเร็ว

แต่เมื่อการเจรจาหลายครั้งไม่สำเร็จ ทำให้กระบวนการทุกอย่างกินเวลาหลายชั่วโมงจนดึก ทั้งนี้เราต้องแยกผู้ที่ให้ความร่วมมือตรวจแล้วแยกไปกักโรคอีกห้องต่างหาก ซึ่งหากพบการติดเชื้อโควิด-19 เราก็ต้องย้ายไปรักษาตัวยังโรงพยาบาล ซึ่งการตรวจโควิดเราจะปล่อยปละละเลยไม่ได้ เพราะหากผู้ต้องขังคนอื่นรู้ว่าเราไม่ได้ตรวจคัดกรองแล้วภายหลังเกิดการแพร่ระบาดภายในเรือนจำ อาจเกิดการจลาจลร้ายแรงเหมือนกรณีเรือนจำในต่างประเทศ เพื่อหนีตาย และเราไม่สามารถเอาคน 3,000 กว่าคนที่เป็นผู้ต้องขังที่ผ่านช่วงการกักโรคแล้วมาร่วมเสี่ยงได้ ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ทุกนายเป็นคนของกรมราชทัณฑ์ทั้งสิ้น เรามีบันทึกวีดีโอทั้งภาพและเสียงในช่วงการปฏิบัติงานเคลื่อนย้ายผู้ต้องขัง 9 ราย ด้วยว่าเราไม่ได้ทำร้าย”

โดยโฆษกกระทรวงยุติธรรม ยังได้กล่าวทิ้งท้ายและยืนยันว่ากรมราชทัณฑ์ทำตามหลักสิทธิมนุษยชน เพียงแค่นำตัวผู้ต้องขังออกไปห้องกักโรคอีกห้องเท่านั้น ซึ่งหากศาลเรียกข้อมูลตรงนี้เราก็พร้อมที่จะส่งให้ศาลเพื่อพิจารณาการประกอบการไต่สวน