สหรัฐส่งออกอาวุธอันดับ 1 โลก!?!ขายให้ซาอุดิอาระเบียมากสุด โหมต้านจีนกลัวผลประโยชน์หด เพื่อคนอเมริกันหรือเพื่อใคร??

930

วันนี้มาดูบทบาทมหาอำนาจสหรัฐที่ประกาศว่าเป็นประเทศผู้ยิ่งใหญ่ เป็นตำรวจโลกเที่ยวแทรกแซงไปทั่ว อาศัยคำว่า “ประชาธิปไต”และ “สิทธิมนุษยชน” แต่กลับครองตำแหน่งประเทศผู้ส่งออกอาวุธรายใหญ่ที่สุดของโลก ด้วยสัดส่วน 37% ในรอบ 5 ปีจนถึงปี 2563 แล้วขายให้ใครมากที่สุด ก็ซาอุดีอาระเบียนั่นเองที่เป็นประเทศผู้นำเข้าอาวุธรายใหญ่ที่สุดของโลก

สถาบันวิจัยสันติภาพระหว่างประเทศแห่งกรุงสต็อกโฮล์มหรือซีปรี (SIPRI) เปิดเผยว่า สหรัฐอเมริกายังคงรั้งตำแหน่งประเทศที่มีการส่งออกอาวุธมากที่สุดตลอด 5 ปีที่ผ่านมา โดยได้ส่งออกอาวุธในสัดส่วน 34% ของยอดส่งออกอาวุธทั้งหมดทั่วโลก

จากการศึกษาภาพรวมการซื้อขายอาวุธทั่วโลกของ SIPRI พบว่า สหรัฐส่งออกอาวุธเพิ่มขึ้น 25% ในช่วงปี 2556-2560 เมื่อเทียบกับปี 2551-2555

ออเด เฟลอแรนท์ ผู้อำนวยการโครงการวิจัยด้านการใช้จ่ายทางอาวุธและการทหารของ SIPRI (SIPRI Arms and Military Expenditure Program) กล่าวว่า “ยอดส่งออกอาวุธของสหรัฐในช่วงปี 2556-2560 พุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปลายทศวรรษที่ 1990 จากข้อตกลงที่มีการลงนามตั้งแต่สมัยรัฐบาลของอดีตประธานาธิบดีอารัค โอบามา โดยข้อตกลงเหล่านั้นได้นำไปสู่การลงนามในข้อตกลงเพิ่มเติมในปี 2560 ซึ่งทำให้สหรัฐสามารถรักษาตำแหน่งผู้ส่งออกอาวุธรายใหญ่ที่สุดของโลกไว้ได้ในปีต่อๆมา”

สั่งซื้อเม็ดมะม่วง คลิก!!
สั่งซื้อเม็ดมะม่วง คลิก!!

สหรัฐส่งออกอาวุธมากกว่ารัสเซียถึง 58% ในช่วงปี 2556-2560 ซึ่งทำให้รัสเซียเป็นประเทศที่มีการส่งออกอาวุธมากเป็นอันดับสองรองจากสหรัฐในช่วงเวลาเดียวกัน

มาดูกันว่าใครบ้างที่ซื้อ?

สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า SIPRI เปิดเผยว่า ในช่วงปี 2556-2560 สหรัฐได้ขายอาวุธให้กับประเทศต่างๆ อย่างน้อย 98 ประเทศทั่วโลก โดยสินค้าที่มีการส่งออกไปมากที่สุดก็คือ เครื่องบินขนส่งและเครื่องบินรบ 

ผลการสำรวจตลาดค้าอาวุธทั่วโลก ในรอบปีที่ผ่านมา พบว่า บริษัทผลิตอาวุธชั้นนำของสหรัฐ ยังคงครองส่วนแบ่งขายอาวุธมากที่สุด ขณะที่มูลค่าการขายของบริษัทผู้ผลิตรายใหญ่ที่สุด 25 บริษัท สูงกว่า 10 ล้านล้านบาท

รายงานประจำปี การซื้อขายอาวุธยุทโธปกรณ์ทั่วโลก ตลอดปี พ.ศ. 2562 โดยสถาบันวิจัยสันติภาพนานาชาติสตอกโฮล์ม หรือ ซิปรี (SIPRI:Stockholm International Peace Research Institute) ในสวีเดน ระบุว่า บริษัทผลิตอาวุธรายใหญ่สุด 25 อันดับแรกของโลก มียอดจำหน่ายอาวุธรวมกัน เพิ่มขึ้น 8.5% ในรอบ 12 เดือนล่าสุด อยู่ที่ 361,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 10.89 ล้านล้านบาท ประมาณ 50 เท่าของงบประมาณรายปี ที่สนับสนุนภารกิจเจ้าหน้าที่รักษาสันติภาพขององค์การสหประชาชาติ

สำหรับบริษัทผลิตและจำหน่ายอาวุธรายใหญ่ที่สุดของโลก 5 อันดับแรก ล้วนอยู่ในสหรัฐทั้งสิ้นคือ 1.ล็อกฮีด มาร์ติน 2.โบอิ้ง 3.นอร์ธรอป กรัมแมน 4. เรย์ธีออน และ 5. เจเนอรัล ไดนามิกส์ 

ขณะที่บริษัทผลิตอาวุธ 3 บริษัทของจีน อยู่อันดับ 6 อันดับ 8 และอันดับ 9 ได้แก่ บริษัทเอวีไอซี บริษัทซีอีทีซี และบริษัทโนริโก ส่วนอีกบริษัทของสหรัฐ คือ แอลทรี แฮร์ริส เทคโนโลยีส์ อยู่อันดับที่ 10 และบริษัทแอร์บัส ของยุโรป อยู่อันดับที่ 13

และมีผู้ผลิตขายก็ต้องมีผู้ซื้อ สำหรับพ่อค้าอาวุธอันดับหนึ่งของโลกอย่างสหรัฐจัดให้ ซาอุดีอาระเบียเป็นประเทศผู้นำเข้าอาวุธรายใหญ่ที่สุดของโลกอีกเช่นกัน

 

รายงานจาก สถาบันวิจัยสันติภาพนานาชาติสตอกโฮล์ม หรือซีปรี(SIPRI) อีกนั่นเองที่รายงานเกี่ยวกับความเคลื่อนไหวของตลาดอาวุธโลกระหว่างปี 2559 – 2563 เกือบครึ่งหนึ่งของอาวุธที่สหรัฐส่งออก มีจุดหมายปลายทางอยู่ที่ภูมิภาคตะวันออกกลาง และซาอุดีอาระเบียเป็นประเทศผู้นำเข้าอาวุธรายใหญ่ที่สุดของโลก ในรอบ 5 ปีล่าสุด มีสัดส่วนเพิ่มขึ้น 61% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาระหว่างปี 2554 – 2558

หากดูตามสถิติแล้ว ภูมิภาคเอเชียและโอเชียเนียเป็นภูมิภาคซึ่งมีการนำเข้าอาวุธหนักมากที่สุดในโลก ระหว่างปี 2559 – 2563 คิดเป็นสัดส่วนเพิ่มขึ้น 42% จากเมื่อ 5 ปีก่อนหน้านี้ และยังมากกว่าสัดส่วนของตะวันออกกลางทั้งภูมิภาคซึ่งเพิ่มขึ้น 25% โดยอินเดีย ปากีสถาน จีน เกาหลีใต้ และออสเตรเลีย เป็นกลุ่มประเทศซึ่งนำเข้ามาอาวุธมากที่สุดในภูมิภาค

ดูรายชื่อประเทศนำเข้าอาวุธแล้ว พอจะเห็นภาพไหมว่า ล้วนเป็นประเทศที่มีความขัดแย้งระอุไม่ภายในประเทศก็ระหว่างประเทศทั้งสิ้น

-ประเทศจีน เป็นคู่ขัดแย้งกับสหรับโดยตรง ทั้งผลิตอาวุธเอง และกว้านซื้อจากพันธมิตร

-อินเดีย ปัจจุบันมีความขัดแย้งชายแดนกับจีนอยู่เป็นระยะ แม้ปัจจุบันลดความตึงเครียดลงแต่ เนื้อแท้ก็ยังขัดแย้งในทางยุทธศาสตร์การขยายอิทธิพลในเอเชีย-แปซิฟิก 

-ปากีสถาน ก็คู่ปรับกับอินเดียและเนปาล

-เกาหลีใต้ก็มีคู่ปรับอย่างเกาหลีเหนือ ที่ขยันแสดงแสนยานุภาพอาวุธสงครามเป็นระยะ

-ออสเตรเลีย เป็นหนึ่งในกลุ่ม 4 ภาคี QUAD ที่มีสหรัฐเป็นแกนนำ ประกาศต้านจีนอย่างเปิดเผย

เห็นแบบนี้แล้วจะหวังให้โลกสงบสุขคงยาก?? ขนาดโควิด-19 ระบาดหนักทั่วโลก และทุกประเทศที่สะสมอาวุธประชาชนก็ต้องเผชิญความลำบากแสนสาหัส ป่วยและเสียชีวิตกันมากมายมหาศาล ยังไม่เลิกผลิต-ขาย สะสมสั่งซื้อกันไม่หยุด

สำหรับรายงานของซิปรีชี้ว่า “ยังเร็วเกินไปที่จะสรุปว่าสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 บนโลก ที่ยืดเยื้อตั้งแต่ต้นปีที่แล้ว จะมีผลต่อตลาดอาวุธโลกมากน้อยแค่ไหน แม้มีหลายประเทศ ได้มีการทบทวนแผนการจัดซื้ออาวุธของตัวเอง เอางบประมาณไปรับมือกับวิกฤตการระบาดเชื้อโรค แต่ยังมีอีกหลายประเทศที่เดินหน้าสะสมอาวุธ เช่นสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ซึ่งเพิ่งลงนามสั่งซื้ออาวุธจากสหรัฐฯเป็นวงเงินสูงถึง 23,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ( ราว 706,951 ล้านบาท ) ซึ่งสินค้าที่สั่งซื้อ รวมถึงเครื่องบินขับไล่ เอฟ-35 จำนวน 50 ลำ 

ความมั่งคั่งร่ำรวยบนซากศพ ของเหยื่อในสงครามซึ่งส่วนใหญ่คือประชาชนธรรมดา เป็นผู้หญิงและเด็กจำนวนมากมองเห็นได้ทุกวันในตะวันออกกลาง ยุโรป เอเชีย และกำลังระอุอยู่ในเมียนมาใกล้บ้านเรา และแม้ในประเทศไทยเองก็ไม่เว้น ทุกวันนี้มีแต่กระแสต่อต้าน คัดค้าน ประท้วงและรบราฆ่าฟัน ทั่วทั้งโลก สิ่งเหล่านี้เกิดโดยธรรมชาติ หรือใครกระตุ้นสร้างขึ้นกันแน่?

สหรัฐส่งออกแนวคิดเรื่อง “ประชาธิปไตย” และ “สิทธิมนุษยชน” ไปทั่วโลกผ่านเครือข่ายสังคมที่จัดตั้งขึ้นภายใตันโยบายครอบงำโลก ประเทศไหนยอมเป็นบริวาร ไม่ว่าจะประชาธิปไตยหรือไม่ จะละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างไร สหรัฐไม่สนใจ  แต่ถ้าไม่ยอมเป็นบริวารจะถูกขบวนการบ่อนเซาะเต็มรูปแบบ ทั้งการเมือง การทูต และถึงที่สุดก็จะแทรกแซงด้านทหารทันทีซึ่งนั่นหมายถึงบรรลุเป้าหมายแบ่งแยกแล้วยึดครองนั่นเอง   เส้นทางเดินของอาวุธสังหารล้ำสมัยที่สหรัฐโดยบริษัทค้าอาวุธทุ่มสร้าง อวดแสนยานุภาพแล้วค้าขายกันคึกโครม เพื่อความร่ำรวยของบริษัทค้าอาวุธ ยิ่งเกลียดชังขัดแย้ง ยิ่งมีสงคราม อาวุธยิ่งขายดี ใครขายก็ยิ่งรวย รวยแล้วก็เอาเงินนั้นมาปั่นสงครามอีก แล้วก็ค้าขายอีก เป็นวงจรอุบาทย์ไม่จบสิ้น  อีกหลายประเทศที่ถูกคุกคามก็เริ่มคิดประดิษฐ์นวตกรรมใหม่ๆรับใช้สงครามทั้งเพื่อมาปกป้องตนเอง และขายทำเงิน

ประเทศไทยเล่าจะเลือกเดินทางไหน จะไม่เข้าร่วมวงจรอุบาทย์นี้ได้หรือไม่? จะรับมือสงครามพันทาง หรือสงครามไฮบริดที่คุกคามสถาบันหลัก ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ของเราอย่างไร? ต้องติดตาม!