เตรียมพัง เพราะถูกเสี้ยม!! ชำแหละชัด “นักการเมือง” ดึงดันเดินเกมตามสามกีบ โหวตแก้รธน.วาระ 3 มีโทษร้ายแรง?

1009

ถือว่าได้ข้อสรุปสำคัญกันไปแล้ว เมื่อมีคำวินิจฉัยกลางของศาลรัฐธรรมมนูญ ฉบับเต็มออกมา ภายหลังจากที่มีข้อถกเถียงกันถึงกรณีที่ประชุมรัฐสภา จะลงมติแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญ ในวาระ 3 ได้หรือไม่นั้น

โดยมีตุลาการศาลรัฐธรรมนูญบางส่วนเห็นว่าการลงมติในวาระ 3 สามารถทำได้ แต่อีกส่วนเห็นแย้งว่าการทำประชามติต้องดำเนินการตั้งแต่ ก่อนวาระ 1 จนสุดท้ายได้ข้อสรุปเบื้องต้นว่า ต้องมีการลงประชามติ 2 ครั้ง ยังไม่สามารถโหวตวาระ 3 ได้ เพราะต้องรอลงประชามติก่อน

ขณะที่ทางด้านนายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา กล่าวยืนยันว่า การประชุมร่วมรัฐสภาในวันที่ 17-18 มี.ค. ยังไม่มีการปรับเปลี่ยนระเบียบวาระการประชุม จึงยังเดินหน้าลงมติร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญในวาระ 3 ส่วนทางด้านนพ.สุกิจ อัถโถปกรณ์ ที่ปรึกษาประธานสภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยเพิ่มเติมด้วยว่า นายชวนนัดประชุมคณะกรรมการประสานงาน 3 ฝ่าย ได้แก่ วุฒิสภา ฝ่ายค้าน และฝ่ายร่วมรัฐบาลในวันที่ 16 มีนาคมเนื่องจากกระแสความเห็นที่แตกต่างในคำวินิจฉัยของศาล


ล่าสุดทางด้านนายสมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภา ได้เคลื่อนไหว โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กส่วนตัว ระบุถึงคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมมนูญ ซึ่งได้อ้างอิงจากคำวินิจฉัยหน้าที่ 10 ระบุว่า “อ่านคำวินิจฉัยหน้า 10 ให้ดี ร่างแก้ไขรธนที่ผ่านวาระ 2 มา ไปต่อวาระ 3 ไม่ได้ ชัดเจนครับ #ผิดทั้งสาระและกระบวนการ หรือรัฐสภากล้าสวนศาล?”

สั่งซื้อเม็ดมะม่วง คลิก!!
สั่งซื้อเม็ดมะม่วง คลิก!!

 

 

เมื่อถอดรหัสคำวินิจฉัยจของศาลฯ จะเข้าใจได้ว่า แม้รัฐสภามีอำนาจแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ หากแต่เป็นอำนาจที่ได้รับมอบมาซึ่งถูกจำกัดทั้งรูปแบบกระบวนการ และเนื้อหา

รัฐสภาจึงต้องทำหน้าที่ตามที่ได้รับมอบอย่างเคร่งครัด โดยไม่อาจกระทำนอกขอบของหน้าที่และอำนาจที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ให้ การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ จึงต้องอยู่ในเงื่อนไขที่มีความผูกพันกับรัฐธรรมนูญฉบับเดิม ยึดโยงกับหลักการพื้นฐานและให้เหมาะสมและสอดคล้องกับมติมหาชน

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ หมวด ๑๕ “เพียงบัญญัติให้ สามารถแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญได้เท่านั้น”

การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ด้วยวิธีการร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมให้มีหมวด ๑๕/๑ ย่อมมีผลเป็นการยกเลิกรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ “ไม่มีบทบัญญัติให้จัดทำขึ้นใหม่ทั้งฉบับ”

ดังนั้นชัดเจนว่า รัฐสภา มี “อำนาจหน้าที่” แค่จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้เท่านั้น หากรัฐสภาอยากเขียนรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ ต้องถามประชาชนก่อนว่าจะยอมให้เกิดขึ้นได้หรือไม่?
ถ้าประชาชนยอม โดยผ่านการโหวตประชามติ รัฐสภาจึงจะมีอำนาจหน้าที่จัดทำใหม่ทั้งฉบับได้ ทั้งนี้สิ่งที่ ส.ส.-ส.ว. ทำกันอยู่ในรัฐสภา ที่พยายามจะผลักดันวาระ 3 ถือว่าผิด เพราะไม่มีบทบัญญัติให้จัดทำขึ้นใหม่ทั้งฉบับ ทำได้เพียงแก้ไขเพิ่มเติมรายมาตราเท่านั้น

หากมีการเดินหน้าให้โหวตวาระ 3 แล้วผ่าน จะถือว่าขัดคำวินิจฉัยของศาลฯ และสิ่งที่จะตามมา คือการทำรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ ซึ่งตรงนี้นายสมชาย แสวงการ มองว่า ไม่สามารถที่จะเดินหน้าต่อไปได้ เพราะจะกลายเป็นการทำผิดทั้งสาระและกระบวนการ อีกทั้งยังเป็นกล้าท้าทายคำวินิจฉัยของศาลฯด้วย

ขณะที่น.ส.ปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส.ราชบุรี พรรคพปชร. ได้ทำการยื่นหนังสือถึงนายชวน หลีกภัย ประธานสภา ผ่านนายสมบูรณ์ อุทัยเวียนกุล เลขานุการประธานสภาผู้แทนราษฎร ขอให้ถอนวาระการพิจารณาลงมติร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ วาระ 3 ออกจากการประชุมในวันที่ 17 มี.ค. นี้ โดย น.ส.ปารีณา ระบุว่า คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญระบุชัดเจนว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยตั้ง ส.ส.ร.มายกร่างใหม่ทั้งฉบับ ต้องผ่านการทำประชามติจากประชาชนก่อน ดังนั้นที่ประชุมรัฐสภาควรปฏิบัติตามคำวินิจฉัยศาล ถ้าเดินหน้าพิจารณาต่อจะมีปัญหาแน่ โดยจะไปร้องต่อ ป.ป.ช.เอาผิดกับสมาชิกรัฐสภาที่ลงมติวาระ 3 ทำผิดกฎหมายและจริยธรรม

ส่วนทางด้านนายคำนูณ สิทธิสมาน โฆษกคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการวุฒิสภา (วิปวุฒิ) เปิดเผยด้วยว่า การเผยแพร่คำวินิจฉัยกลาง มีความชัดเจนมาก โดยเฉพาะ 3 ย่อหน้าสุดท้าย ศาลรธน.บอกว่าหมวด 15 ของ รธน. 2560 ให้อำนาจแค่แก้ไขเพิ่มเติม ไม่ได้ต้องการให้แก้ไขทั้งฉบับ แต่การที่รัฐสภามีการแก้ไขมาตรา 256 และนำมาสู่การงอกหมวด 15/1 ใหม่ ในวาระ 1-2 เป็นการนำไปสู่จัดทำ รธน.ใหม่ทั้งฉบับ ย่อมเป็นการยกเลิก รธน.ฉบับ 2560 ซึ่งหากรัฐสภาต้องทำเช่นนี้ จำเป็นต้องถามประชาชนผู้มีอำนาจสถาปนารธน.ก่อน ในขั้นตอนประชามติว่าเห็นควรให้จัดทำรธน.ใหม่หรือไม่ ส่วนตัวจึงเห็นว่าการลงมติในวาระ 3 จึงไม่สามารถกระทำได้

และในการแก้ไขรธน. มีสิ่งที่ต้องคงไว้ 3 ลักษณะ

1. ห้ามแก้ไขเพิ่มเติมเพื่อเปลี่ยนแปลงการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือเปลี่ยนแปลงรูปแบบของรัฐ

2. การแก้ไขเพิ่มเติมในเรื่องต่อไปนี้ 1) หมวด 1 บททั่วไป 2) หมวด 2 พระมหากษัตริย์ 3) หมวด 15 การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ 4) เรื่องที่เกี่ยวกับคุณสมบัติหรือลักษณะต้องห้ามของผู้ดำรงตำแหน่งต่าง ๆ ตามรัฐธรรมนูญ และ 5) เรื่องที่เกี่ยวกับหน้าที่และอำนาจของศาลหรือองค์กรอิสระ หรือเรื่องที่ทำให้ศาลหรือองค์กรอิสระไม่อาจปฏิบัติตามหน้าที่และอำนาจได้ โดยให้รัฐสภาเป็นผู้พิจารณาให้ความเห็นชอบญัตติขอแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญที่คณะรัฐมนตรี สมาชิกรัฐสภา หรือประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งไม่น้อยกว่าห้าหมื่นคน เป็นผู้เสนอ แล้วต้องจัดให้มีการออกเสียงประชามติด้วย

3. การแก้ไขเพิ่มเติมบทบัญญัติอื่นใดต้องผ่านความเห็นชอบของรัฐสภาด้วยคะแนนเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่ง ของจำนวนสมาชิกของทั้งสองสภา

อย่างไรก็ตามเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ม็อบ 3 นิ้ว พยายามเคลื่อนไหวมาโดยตลอด และเรียกร้องที่อยากจะปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์ รวมทั้งผลักดันให้มีการยกเลิกม.112 โดยมีพรรคก้าวไกลเป็นแกนหลัก และยังมีส.ส.ในสภาบางราย ลงชื่อขอแก้ไขมาตรา 112 นี้ด้วย ตามมาด้วยพรรคเพื่อไทย ที่ยืนยันว่าจะลงชื่อโหวตวาระ 3 ดังนั้นการไม่รอลงประชามติ แต่จะเดินหน้าโหวตวาระ 3 จึงอาจเป็นช่องโหว่ที่ทำให้ม็อบ 3 นิ้ว นำเรื่องนี้ไปเคลื่อนไหวปลุกระดมอีกครั้ง เพราะหากโหวตวาระที่ 3 ผ่าน จะต้องมีการจัดทำรธน.ใหม่ และจะเข้าทางของพวก 3 นิ้วทันที

งานนี้จึงถือว่าเป็นการวัดใจรัฐสภา ว่าในวันที่ 17 มี.ค. 64 นี้ จะยอมทำประชามติตามคำวินิจฉัยของศาลฯ ยึดเสียงจากประชาชน หรือจะลงชื่อโหวตวาระ 3 ให้เดินหน้าต่อ ยอมตกเป็นเครื่องมือของม็อบ 3 นิ้ว ที่เคยออกมาเรียกร้องดังนี้ว่า ให้นายกรัฐมนตรีลาออก ให้ยุบสภา และให้แก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยต้องปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์ให้อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ