“การบินไทย” พลิกฟื้นองค์กรฝ่าโควิด!?! ทิ้งเครื่องหลังภาระนกแอร์เกินแบก เตรียมรับภาวะอุตฯการบินฟื้นใน 2 ปี

1398

สัญญาณบวกของการบินไทยเริ่มแล้ว แม้จะอยู่ในช่วงการเสนอแผนฟื้นฟูกิจการแก่เจ้าหนี้และ ศาลล้มละลายกลาง ที่พูดเช่นนี้เป็นเพราะวันนี้ การบินไทยตัดสินใจเด็ดขาด ตัดเครื่องหลังที่ทำให้หนี้สินสะสมเป็นดินพอกหางหมู  ตลอดเวลาในการร่วมเป็นบริษัทเครือข่ายแม้การบินไทยถือหุ้นหลักอยู่ แต่ไม่มีสิทธิเข้าไปบริหารเต็มที่ คือ บริษัทสายการบินนกแอร์ จำกัด(มหาชน) แต่ผลการขาดทุนของนกแอร์ก็มารวมกับการบินไทยด้วย ทำให้ตัวเลขขาดทุนสะสมและส่วนของผู้ร่วมทุนลดลงมากจนน่าวิตก และล่าสุดศาลล้มละลายกลางอนุญาตให้ขายหุ้นนกแอร์ได้ ซึ่งหมายถึง เอกชนผู้สนใจและยังเชื่อมั่นในแบรนด์ “นกแอร์” ก็อาจมาเทคโอเวอร์ แล้วไปดำเนินธุรกิจต่อ การบินไทยก็จะมีรายรับจากการขายหุ้นนี้มาเฉลี่ยในการดำเนินกิจการได้ วินวินทุกฝ่าย

มาดูแผนพลิกฟื้นองค์กรของการบินไทยกันว่า ดีแค่ไหนและจะผ่านด่านเจ้าหนี้และศาลล้มละลายกลางหรือไม่อย่างไร?

ดีดี.การบินไทยชี้แจงว่า แผนฟื้นฟูองค์กรเน้นเร่งตุนกระแสเงินสดในมือโดย เทขายหุ้น บิ๊กล็อตของ “นกแอร์”495 ล้านหุ้น และหนุนให้สายการบิน “ไทยสมายล์” เป็นตัวหลักลงแข่งขันสนามการบินในประเทศ ขณะเดียวกัน บริษัทได้ทำโครงการลดค่าใช้จ่ายเพื่อเซฟต้นทุนให้ได้ 6 หมื่นล้านใน 5 ปี นอกจากนี้ดูจากสถานการณ์ทั่วโลกแล้ว มั่นใจอุตสาหกรรมการบินโดยรวมจะฟื้นภายใน 2 ปี แน่นอนส่งผลต่ออุตฯการบินของไทยด้วย ดังนั้นจึงต้องเตรียมรับสถานการณ์ล่วงหน้า

วันนี้ 16 มี.ค.2564 ดีดีการบินไทยคือ นายชาญศิลป์ ตรีนุชกร ตำแหน่งรักษาการแทนกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ (ดีดี) บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างเร่งเจรจาเจ้าหนี้ ทำความเข้าใจกับเจ้าหนี้และทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ก่อนจะมีการจัดประชุมเจ้าหนี้ในวันที่ 12 พ.ค.นี้ ซึ่งยืนยันว่าการบินไทยเป็นสายการบินแห่งชาติที่สร้างรายได้และเศรษฐกิจให้กับประเทศ และการฟื้นฟูกิจการ เป็นทางออกที่เหมาะสมมากกว่าการปล่อยให้ล้มละลาย

แผนฟื้นฟูองค์กรที่การบินไทยได้ยื่นให้กับเจ้าหน้าที่พิทักษ์ทรัพย์ มีหนี้สินแจ้งอยู่ที่ 4 แสนล้านบาท แต่อยู่ระหว่างเจ้าหน้าที่พิทักษ์ทรัพย์ตรวจสอบมูลหนี้ที่แท้จริง โดยคาดว่าน่าจะอยู่ที่ 1.8–1.9 แสนล้านบาท และในส่วนของเจ้าหนี้นั้น เป็นหนี้จากหุ้นกู้สูงถึง 7 หมื่นล้านบาท เป็นหุ้นกู้จากสหกรณ์ออมทรัพย์ บริษัทประกัน สถาบันทางการเงิน โดยขณะนี้ได้มีการเจรจายืดหนี้และปลอดดอกเบี้ย มั่นใจว่าจะได้รับการยอมรับ

นายชาญศิลป์ กล่าวว่า ในระยะสั้นของการบริหารธุรกิจนี้ การบินไทยต้องการกระแสเงินสดในมือเพื่อที่จะเสริมสภาพคล่อง ซึ่งประเมินไว้ที่ 50,000 ล้านบาท แบ่งเป็น 2 ส่วน คือ เงินกู้ และเพิ่มทุน แต่ยืนยันว่าวงเงินที่ประเมินไว้ไม่จำเป็นต้องจัดหาภายในครั้งเดียว หากการบินไทยสามารถกลับมาทำการบินได้ปกติ มีรายได้เข้ามาอย่างต่อเนื่อง ก็ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องจัดหาทั้งหมด

อีกทั้งที่ผ่านมาการบินไทยได้จัดตั้งฝ่ายบริหารต้นทุน ทำโครงการลดต้นทุนและเพิ่มรายได้มากถึง 600 โครงการ ซึ่งคาดว่าจะทำให้การบินไทยเกิดกำไรก่อนดอกเบี้ยและภาษี (EBIT) ประมาณ 10% ภายในปี 2568 ตลอดจนเพิ่มศักยภาพบุคลากร เปลี่ยนวัฒนธรรมองค์กร และเปลี่ยนระบบการทำงานรูปแบบใหม่ โดมาตรการสำเร็จแล้ว เช่น การปรับลดขนาดองค์กร ลดจำนวนพนักงานจากในปี 2562 มีพนักงานประมาณ 2.9 หมื่นคน และในปี 2564 จะมีพนักงานเหลือ 1.3–1.5 หมื่นคน ลดค่าใช้จ่ายจาก 3 หมื่นล้านบาท เหลือ 1–1.2 หมื่นล้านบาท

นอกจากนี้ การบินไทยยังมีแผนในการลดขนาดฝูงบิน และปรับลดแบบเครื่องบินจาก 12 แบบ เหลือ 5 แบบ ปรับลดแบบเครื่องยนต์จาก 9 แบบ เหลือ 4 แบบ เพื่อให้สอดคล้องกับอุตสาหกรรมการบิน และความต้องการในการใช้เครื่องบิน อีกทั้งเพื่อลดต้นทุนค่าซ่อมบำรุง เจรจาลดค่าเช่าเครื่องและอะไหล่ ทำให้การบินไทยสามารถลดค่าใช้จ่ายได้มากถึง 30-50% และมีเป้าหมายลดค่าใช้จ่ายสูงถึง 6 หมื่นล้านบาทต่อปี ภายใน 5 ปีนี้

ที่สำคัญต้องขายหุ้น “นกแอร์” เพื่อเสริมสภาพคล่อง ตุนกระแสเงินสด ตามแผนฟื้นฟู ที่ได้ยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อขออนุญาตขายทรัพย์สินบางรายการที่ไม่ได้เป็นทรัพย์สินหลัก ที่จำเป็นในการดำเนินธุรกิจการบินของลูกหนี้ หรือเป็นทรัพย์สินที่ไม่ได้ใช้ หรือหากเก็บไว้มีแต่จะเสื่อมค่าเสื่อมราคาลง ตลอดจนก่อให้เกิดภาระค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาที่เพิ่มขึ้นจำนวน 4 รายการ ได้แก่

1.หุ้นสายการบินนกแอร์

2.หุ้นบริษัท บริการเชื้อเพลิงการบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)

3.เครื่องยนต์ของเครื่องบินโบอิ้ง 737-400 ที่ไม่ได้ใช้งาน (จำนวน 5 เครื่องยนต์)

4.อาคารศูนย์ฝึกอบรมหลักสี่ 

ซึ่งประเด็นนี้ศาลล้มละลายกลางได้ไต่สวนและมีคำสั่งอนุญาตให้ขายทรัพย์สิน ภายใต้การกำกับดูแลของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ส่วนสายการบิน “ไทยสมายล์่” นายชาญศิลป์ กล่าวว่า การบินไทยจะผลักดันให้สายการบินไทยสมายล์ ซึ่งการบินไทยถือหุ้น 100% หารายได้จากการบินเส้นทางภายในประเทศ รวมไปถึงปรับตัวในการหารายได้จากการขนส่งสินค้า และขายสินค้าที่เกี่ยวกับบริการด้านการบิน

“ไทยสมายล์เราจะไม่พูดถึงการยุบหรือปิดตัวอะไรแล้ว เพราะวันนี้เราควรมองโอกาสที่จะปรับตัว ให้ไทยสมายล์เป็นสายการบินคอนเนคชั่นไฟล์ตภายในประเทศ ทำการบินเส้นทางในประเทศแทนที่การบินไทย เพราะหากเทียบต้นทุนแล้ว ไทยสมายล์ใช้เครื่องบินลำตัวแคบที่สามารถคุมต้นทุนได้ดีกว่าเครื่องบินลำตัวกว้างของการบินไทย”

ในด้านการปรับโครงสร้างองค์กรใหม่ ซึ่งมีการประกาศและเปิดให้พนักงานสมัครเข้ารับตำแหน่งใหม่ตามความถนัด โดยเปิดรับวันที่ 11-19 มี.ค.นี้ และจะเริ่มพิจารณาคัดเลือกพนักงานในวันที่ 22-26 มี.ค.2564 ก่อนจะมีผลใช้โครงสร้างองค์กรใหม่วันที่ 1 พ.ค.2564 โดยยืนยันว่าการบินไทยไม่ได้ทำขัดต่อกฎหมาย เปิดให้พนักงานทุกคนสมัครใจรับการคัดเลือก หากพนักงานที่ไม่ได้รับคัดเลือกจะได้รับการพิจารณาในตำแหน่งอื่นที่เหมาะสม

โครงสร้างองค์กรใหม่นี้ ยังปรับลดฝ่ายบริหารเพื่อทำให้องค์กรคล่องตัว จากเดิมฝ่ายบริหารจะมี 8 ระดับ เหลือเพียง 5 ระดับ ปรับจำนวนฝ่ายบริหารจาก 700 คน เหลือราว 500 คน พร้อมทั้งกำหนดการทำงานของพนักงานต้องไม่ซ้ำซ้อน นักบินหากจะสมัครเป็นฝ่ายบริหารต้องรับเงินเดือนจากฝ่ายบริหารเท่านั้น แก้ปัญหาการรับเงินเดือน 2 ตำแหน่งอย่างที่เคยเป็นมา รวมทั้งโครงสร้างใหม่ตามแผนฟื้นฟูนี้ ได้เปิดแผนกใหม่ให้สอดรับกับสถานการณ์ปัจจุบัน อย่างฝ่ายดิจิทัล ฝ่ายจัดซื้อ ฝ่ายการตลาดเน้นดิจิทัล และ B2B เป็นต้น

 

ดีดีบินไทยยังกล่าวอย่างมั่นใจอีกว่า

“ผมเชื่อว่าในอีก 2 ปีข้างหน้า อุตสาหกรรมการบินทั่วโลกจะฟื้นตัวอย่างเห็นได้ชัด ผู้โดยสารการบินไทยจะกลับมาในสัดส่วน 40-50% จากปัจจุบันที่มีสัดส่วนเหลือเพียง 10% โดยการเดินทางจะเริ่มกลับมาในช่วงปลายปีนี้ หลังจากเริ่มฉีดวัคซีนแล้ว คนจะเริ่มมั่นใจ และเดินทางทั้งภายในประเทศและจากต่างประเทศ คาดว่าผู้โดยสารจะมีสัดส่วนเพิ่ม 20%”

และสำหรับเรื่อง “ปาท่องโก๋ กับครัวซองต์” ที่พวกคลั่งตะวันตกมาล้อเลียนน่ะ รู้ไว้ซะด้วย ดีดีชาญศิลป์ เคยให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวว่า “มีคนถามผมบ่อยมากต้องขายปาท่องโก๋กี่แสนตัวถึงจะล้างหนี้ได้…ผมก็ตอบว่าที่ขาย เพราะเราจะอยู่เฉยๆ ไม่ได้ ต้องพยายามสู้เพื่อสร้างขวัญกำลังใจให้พนักงาน และในความเป็นจริงกำไรจากการขายปาท่องโก๋ 1 วัน ใน 7 โลเคชั่นที่เราวางจำหน่ายอยู่นั้น มีกำไรเท่ากับการทำการบิน 1 เที่ยวบินเชียวนะ”