เปิดประวัติ “อิวาน่า” เจ้าสาวโรม มีอุดมการณ์ร่วมกันตั้งแต่เป็นนักศึกษา เดินตามรอยเมีย “ปิยบุตร” มีความคิดทางเดียวกับสามี!?!

8667

เปิดประวัติ “อิวาน่า” เจ้าสาวโรม มีอุดมการณ์ร่วมกันตั้งแต่เป็นนักศึกษา เดินตามรอยเมีย “ปิยบุตร” มีความคิดทางเดียวกับสามี!?!

จากกรณีที่เมื่อวานนี้ (13 มีนาคม 2564) นายรังสิมันต์ โรม ส.ส.พรรคก้าวไกล เข้าพิธีแต่งงานกับคู่หมั้นสาวชาวอินโดนีเซีย น.ส.อิวาน่า คูร์เนียวาติ โดยภายในงานมี ส.ส. ร่วมพรรคเข้าร่วมงานมากมาย โดย นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ อดีตหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ และนายปิยบุตร แสงกนกกุล อดีต ส.ส. พรรคอนาคตใหม่ ได้ขึ้นไปกล่าวอวยพรบ่าว-สาว บนเวที

อย่างไรก็ตาม ก็ได้มีหลายคนให้ความสนใจเกี่ยวกับประวัติของน.ส.อิวาน่า คูร์เนียวาติ เจ้าสาวชาวอินโดนีเซีย ผู้มีอำนาจเหนือรังสิมันต์ โรม ส.ส.พรรคก้าวไกล

หากย้อนไปเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ทางด้าน นายประวิตร โรจนพฤกษ์ นักข่าวประจำข่าวสดภาคภาษาอังกฤษ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า

ผมมี #ตั๋วช้าง ของรังสิมันต์โรมครับ ส่งมาแล้ว ปฎิเสธไม่ได้เด็ดขาดเช่นกัน วันนี้โรมบอกในสภาว่าไม่รู้อีก 3 อาทิตย์ชีวิตจะเป็นอย่างไร แต่ผมรู้ครับ เดือนมีนานี้ โรมจะแต่งงานกับสาวสวยอินโดที่ผมช่วยอธิบายสถานการณ์ตอนโรมติดอยู่ในห้องขังศาลอาญาครั้งแรกเมื่อหลายปีที่แล้ว ยินดีด้วยครับโรมและอีวาน่า! ขนาดใกล้งานแต่งยังจัดเต็มในสภา ภูมิใจในบทบาท สส.ของคุณ! #ป #ROMEIVANA #โรม #ทีมอิวาน่า

ทั้งนี้ น.ส.อิวาน่า คูร์เนียวาติ ยังเคยให้สัมภาษณ์กับ The MATTER หลังจากที่นายรังสิมันต์ ได้อภิปรายเรื่องของตั๋วช้าง โดยทางเพจ The MATTER ได้เผยแพร่คลิปและระบุข้อความว่า

ตั๋วช้างก็เป็นประเด็นที่อันตรายที่สุดที่เขาเคยพูดในชีวิต เรารู้ก่อนที่เราตัดสินใจจะพูดถึงมัน เรารู้ผลของมัน รู้ถึงความเสี่ยง แต่เราก็ตัดสินใจที่จะพูดถึงมัน เพราะว่าเราหวังว่าการกระทำนี้ แม้ว่าจะนำความเสี่ยงมาสู่ชีวิตเรา แต่เราเชื่อว่ามันคุ้มค่าสำหรับคนไทย
หลายคนคงรู้จักรังสิมันต์ โรม ส.ส.ของพรรคก้าวไกลมาตั้งแต่สมัยทำกิจกรรมทางการเมืองเมื่อเป็นนักศึกษา เขาเคลื่อนไหวต่อต้านเผด็จการตั้งแต่สมัย คสช. เคยจัดชุมนุม แคมเปญ ถูกดำเนินคดี และถูกจับ
อีวานา แฟนสาวชาวอินโดนีเซียของโรม ที่ทั้งคู่กำลังจะแต่งงานกันในเร็วๆ นี้ ก็เป็นคนที่อยู่กับเขา คอยสนับสนุนเบื้องหลังมาตั้งแต่สมัยนั้น เธอผ่านเหตุการณ์มาถึงไทย และต้องไปหาโรมที่สถานีตำรวจ เห็นเขาถูกจับ จนกระทั่งก้าวมาเป็นนักการเมืองในสภา ซึ่งเธอบอกกับเราว่าโรมเป็นนักสู้ รวมถึงยังมองกระบวนการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยในไทยตลอดปีที่ผ่านมา ว่าเธอเหมือนเป็นพยานในช่วงเวลาสำคัญทางการเมืองในไทยด้วย
โดยในคลิปสัมภาษณ์ อิวาน่า ได้กล่าวว่า ฉันชื่อ Ivana Kurniawati ฉันเป็นคนอินโดนีเซีย ฉันเป็น Political Artist และเป็นคู่หมั้นของรังสิมันต์ โรม เวลาที่คนมีรักระยะไกล คงมีภาพที่คนรักไปรับที่สนามบิน มีอะไรที่โรแมนติก แต่จินตนาการดู ฉันมาถึงแล้วต้องมาที่สถานีตำรวจ แต่ก็ไม่เป็นไร วิธีที่ฉันพยายามจะสนับสนุนเขา คือพยายามอยู่กับเขาให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ฉันพยายามทำให้เขารู้ว่า ฉันอยู่ตรงนี้ เพื่อสนับสนุนเขาทั้งในเวลาที่ดีและแย่ ฉันรู้สึกว่า ความทะเยอทะยานของเขา มันบริสุทธิ์มากมาจากใจของเขา ที่เขามักรู้สึกโกรธกับความไม่ยุติธรรม และการกระทำของโรมในการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย เขามักจะมองอะไรจากภาพใหญ่และพยายามจะทำสิ่งที่ดีที่สุด ในความสามารถของเขา ในตอนที่เขาเป็นนักกิจกรรมนักศึกษาและเขาก็พยายามทำซ้ำๆ แม้ว่าเขาจะเริ่มทำอะไรที่ใหญ่ขึ้น ซึ่งแปลงว่ามันเสี่ยงขึ้น แต่เขาก็ยังคงทำ มันเสี่ยง และตั๋วช้างก็เป็นประเด็นที่อันตรายที่สุดที่เขาเคยพูดในชีวิต เรารู้ก่อนที่เราตัดสินใจจะพูดถึงมัน เรารู้ผลของมัน รู้ถึงความเสี่ยง แต่เราก็ตัดสินใจที่จะพูดถึงมัน เพราะว่าเราหวังว่าการกระทำนี้ แม้ว่าจะนำความเสี่ยงมาสู่ชีวิตเรา แต่เราเชื่อว่ามันคุ้มค่าสำหรับคนไทย

สำหรับ #ตั๋วช้าง ฉันรู้สึกกังวลก็จริง แต่ฉันดีใจที่แฮชแท็กนี้ติดเทรนด์ มันหมายความว่า หลายๆคนจับตาเขาอยู่ เป็นห่วงความปลอดภัยของเขา ฉันประทับใจการสนับสนุนที่เป็นหนึ่งเดียวนี้ แต่ในเวลาเดียวกัน ฉันก็รู้สึกเสียใจ เพราะว่าฉันรู้ว่าความเสี่ยงของการต่อสู้เพื่อความไม่ยุติธรรมไม่ได้เกิดขึ้นแค่กับโรม แต่ยังเกิดกับคนอื่นๆข้างนอก ที่สู้เพื่อสิทธิ เขาไม่ได้อยู่สปอตไลท์ แม้ว่าจะมีความเสี่ยงเดียวกัน ฉันหวังว่า เราจะรู้และตระหนักกันมากขึ้น ถึงคนที่ยังเผชิญอันตราย เพราะสู้เพื่อความไม่เป็นธรรม เพราะเรื่องนี้ไม่ได้เกี่ยวแค่กับโรม แต่คนอื่นๆด้วย

ครั้งแรกที่ฉันมาถึงไทย บรรยากาศของการเคลื่อนไหว มันแตกต่างไปโดยสิ้นเชิง ปีที่แล้ว เป็นอะไรที่บ้ามากๆ และฉันเป็นเหมือนพยานในช่วงเวลาประวัติศาสตร์ของไทย ฉันคิดว่าคนไทย โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่รู้แจ้งขึ้นมา และกล้าหาญมากๆ รวมถึงยังมีความคิดสร้างสรรค์ วิธีที่คนรุ่นใหม่สู้ก็แตกต่างจากคนรุ่นก่อน ไม่ใช่แค่ประทับใจฉัน แต่ยังเป็นแรงบันดาลใจให้คนอินโดนีเซีย การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย ไม่ใช่แค่การโค่นล้มระบอบทหาร ไม่ใช่แค่การหยุดการรัฐประหาร แต่มันเป็นการต่อสู้ที่ไม่มีวันสิ้นสุด จริงสถานการณ์และเงื่อนไขในแต่ละประเทศก็แตกต่างกัน มันไม่ได้มีเรื่องเฉพาะเจาะจงที่ฉันสามารถเปรียบเทียบได้ ระหว่างอินโดนีเซียกับไทย แต่ฉันสามารถพูดได้ว่า การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย มันไม่ควรหยุด และผู้คนจะต้องเข้มแข็ง ทำสิ่งนี้ต่อไป จนกระทั่งพวกเรามีประชาธิปไตยที่แท้จริง

ซึ่งหลายคนก็มีการแสดงควมคิดเห็นว่า นายรังสิมันต์ โรมนั้น เดินตามรอย นายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขธิการคณะก้าวหน้า ที่มีภรรยาเป็นชาวต่างชาติและภรรยาของรังสิมันต์ โรม และนายปิยบุตร ก็ความคิดไปในทางเดียวกันกับสามีทั้งคู่

สำหรับ นายปิยบุตรนั้น มีภรรยาเป็นชาวฝรั่งเศส ชื่อว่า ดร.เออเชนี เมรีโอ เป็นอาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยทั้งคู่พบรักและตัดสินใจเข้าสู่ประตูวิวาห์ไปเมื่อปี 2559

เออเชนี เรียนด้านรัฐศาสตร์ กฎหมาย และภาษาศาสตร์ที่ปารีส จากสามมหาวิทยาลัย ได้แก่ Sciences Po, Sorbonne, INALCO ปัจจุบันเป็นอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สอนรัฐศาสตร์ หลักสูตรอินเตอร์เนชันแนลภาษาอังกฤษ เกี่ยวกับกฎหมายและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

นอกจากการเป็นอาจารย์แล้วยังเป็นเกสต์ประจำให้รายการ “Divas Café” และ “Talking Thailand” ซึ่งเป็นรายการสองภาษาที่กำลังมาแรงของวอยซ์ทีวี และ เขียนบทความในนิตยสารฝรั่งเศสชื่อ Gavroche ซึ่งขายในประเทศ ฝรั่งเศสและประเทศที่พูดภาษาฝรั่งเศส ช่วยสมาคมภาษาฝรั่งเศสเขียน คอลัมน์เกี่ยวกับการเมืองไทย ได้สัมภาษณ์ ปิยบุตร แสงกนกกุล, รสนา โตสิตระกูล, Andrew Macgregor Marshall ที่สิงคโปร์, วิจักขณ์ พานิช, จอห์น-วิญญู

คนรู้ใจของปิยบุตรคนนี้เป็นต้นแบบของคนฝรั่งเศสแท้ๆ มีความคิดเป็นฝรั่งเศสเต็มตัว ซึ่ง น่าจะเป็นแรงผลักดัน และมีอิทธิพลเป็นอย่างมากให้แก่ปิยบุตร ด้วยประสิทธิภาพของสมองที่ดู จะด้อยกว่าภรรยา หลายๆ ครั้งจึงดูเหมือนว่าปิยบุตรจะไม่ได้คิดเอง ภรรยาเป็นผู้รดน้ำ พรวนดิน ให้ต้นความคิดแบบฝรั่งเศสเบิกบานในหัวของปิยบุตรหรือไม่ คงต้องหาคำตอบกันต่อไป

นางเออเชนีได้ให้สัมภาษณ์ไว้ในนิตยสาร สารคดี ฉบับที่ 363 เดือนพฤษภาคม 2558 สะท้อนให้เห็นถึงมุมมองต่อประเทศไทยที่ น่าสนใจหลายประเด็น เช่นขณะที่กำลังเรียนรัฐศาสตร์ เออเชนีได้มาใช้ ชีวิตอยู่ที่เกาะพะงันเพื่อร่วมฟูลมูนปาร์ตี้ เป็นเวลา 1 เดือน เป็นครั้งแรกที่ สัมผัสประเทศไทย ซึ่งแค่นั้นก็เพียงพอที่จะทำให้เออเชนีมองว่า “ประเทศไทยสอดคล้องกับสิ่งที่เราเรียนมา เพราะเราเรียนรัฐศาสตร์ มัน มีเรื่องวิกฤตทางการเมือง สงครามภายใน การก่อการร้าย การขายอาวุธค้ามนุษย์ ยาเสพติด ประเทศไทยมีครบหมดเลย ก็คิดว่ามาเมืองไทยไม่น่าจะตกงานนะ”

เออเชนีจึงได้ตัดสินใจเรียนภาษาไทยที่สถาบัน INALCO ในกรุงปารีส เพื่อที่จะย้ายมาหา งานทำในประเทศไทยต่อไป แค่ในแง่มุม ของภาษา ความคิดในแบบของฝรั่งเศสก็ สะท้อนออกมาให้เห็นในแนวดูถูก ภาษาไทยแล้ว ตามที่เออเชนีได้ให้ สัมภาษณ์ไว้ว่า “ตามที่เรียนมาว่าผู้ชายใช้ “ผม” ผู้หญิงใช้ “ดิฉัน” แต่สุดท้ายคำว่า “ดิฉัน” กลายเป็นคำที่ไม่ได้ใช้ใน ชีวิตประจำวัน คนฟังแล้วแปลกๆ แต่ผู้ชายใช้ “ผม” ได้ตลอดเวลา ไม่ยุติธรรมสำหรับผู้หญิงเลย แล้วใครเรียกเจนนี่ว่า “หนู”  เราจะรู้สึกถูกละเมิดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์มาก

อย่างไรก็ตาม เออเชนี มองว่า สิทธิเสรีภาพของประชาชนไทย ก็ถูก จำกัดด้วยอำนาจรัฐ และอำนาจของสถาบัน ผ่านมาตรา 112 และวิธีการ discredit ต่างๆ นานา ซึ่งเป็นสิ่งที่ฝังหัวคน ฝรั่งเศสมาแต่ยุคปฏิวัติฝรั่งเศส แสดงให้เห็นว่า เออเชนี พยายามใช้มุมมองทางลบที่เกิดในประเทศของตน และเป็นบาดแผลลึกในใจของชาวฝรั่งเศสมาจนทุกวันนี้ มาใช้กับประเทศไทย

โดยไม่ได้เข้าใจ เลยแม้แต่น้อยในสังคมวัฒนธรรม ความเสียสละของสถาบัน ที่ทำให้สถาบันพระมหากษัตริย์เป็นที่เคารพรัก และเป็นเสา หลักของประเทศไทยจวบจนปัจจุบัน ดังนั้น การจะนำทฤษฎีที่ใช้ได้กับประเทศฝรั่งเศสที่ถูกทำลาย ด้วยการปฏิวัติ มาใช้กับประเทศไทยที่อยู่มาอย่างสงบร่มเย็นภายใต้ร่มไทรแห่งบุญบารมีของ สถาบันพระมหากษัตริย์คงไม่ได้ เออเชนีน่าจะต้องกลับไปเริ่มต้นเรียนในสิ่งพื้นฐานของความเป็น มนุษย์เสียใหม่ นั่นก็คือความกตัญญูรู้คุณ เพราะชาวฝรั่งเศสคนนี้ มาอาศัยอยู่ใต้ร่มพระบรมโพธิสมภาร ทำมาหากินอยู่อย่างเป็นสุข