สงกรานต์นี้เตรียมเฮ!! รัฐบาลดันท่องเที่ยวในประเทศ!?! ขณะสมาคมท่องเที่ยวฯจี้เร่งเปิดรับต่างชาติ ปั้มเงิน 5 แสนลบ.ทันไฮซีซั่น

340

สงกรานต์นี้ไปเที่ยวที่ไหนดี ทุกคนคงมีแผนอยู่ในใจ แต่รอฟังข่าวดีจากรัฐบาลว่าจะสนับสนุนอะไรให้คนไทยฉลองปีใหม่ไทยกันบ้าง เพราะเมื่อเร็วๆนี้มีข่าวสะพัดกันทั่วว่า รัฐบาลจะคลอดโปรโมชั่นชวนคนไทยเที่ยวไทย โดยรัฐบาลจะสนับสนุนค่าใช้จ่าย 40% ด้านสมาคมท่องเที่ยวฯ-นักวิชาการหนุนเปิดประเทศ ให้คนฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 เข้าโดยไม่ต้องกักตัว ดันนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้าประเทศตั้งเป้า 8 ล้านคน สร้างรายได้ 5 แสนล้านบาท โดยต้องเริ่มต้นเดือน มิ.ย.นี้ สามารถดันจีดีพีโต 4% แต่ถ้ายังตัดสินใจช้าเปิดตอนเดือน ต.ค.จะเหลือนักท่องเที่ยว 3 ล้านคนเท่านั้น

ในการประชุมคณะรัฐมนตรี วันที่ 9 มี.ค.2564 ที่ผ่านมา สภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ(สศช.) หรือสภาพัฒน์ ฯ ได้เสนอขยายสิทธิเราเที่ยวด้วยกันโดย เปิดจองสิทธิห้องพักอีก 2 ล้านห้อง พร้อมขยายเวลาออกไปจากเดิมสิ้นสุดเม.ย. ให้ขยายไปจนถึงก.ค.นี้ ส่วน ทัวร์เที่ยวไทย ททท. เร่งทำโครงการเสนอครม.ให้ได้ในเดือนมี.ค.นี้ หวังใช้เที่ยวช่วงสงกรานต์ และขยายระยะเวลาการเบิกจ่ายงบประมาณให้สิ้นสุดในเดือนก.ย.นี้ หรือสิ้นสุดในปีงบประมาณ 64 

นายยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าวถึงโครงการทัวร์เที่ยวไทย ว่า ททท. จะเร่งจัดทำโครงการทัวร์เที่ยวไทยให้เสร็จภายในเดือนมี.ค.นี้ โดยเสนอให้ที่ประชุมครม.เห็นชอบ เพื่อให้นำมาใช้ทันช่วงสงกรานต์ ซึ่งล่าสุด ททท. และกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา จะจัดทำรายละเอียดของโครงการเสนอให้คณะอนุกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้ พิจารณาโครงการใหม่ทั้งหมด เพราะโครงการนี้ได้ปรับเปลี่ยนสาระสำคัญของโครงการเดิมคือ เที่ยวไทยวัยเก๋า ที่จะดึงคนสูงวัยอายุตั้งแต่ 55 ขึ้นไปเที่ยวในวันธรรมดา มาเป็นคนอายุตั้งแต่ 18 ขึ้นไปมาเที่ยวผ่านบริษัททัวร์แทน  

สำหรับรูปแบบของโครงการในเบื้องต้น กำหนดไว้ว่า จะเปิดให้ผู้มีอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป สมัครเข้าร่วมโครงการ เพื่อให้ครอบคลุมคนทุกวัยไม่ได้จำกัดแค่เพียงผู้สูงวัยเท่านั้น โดยรัฐบาลจะสมทบเงินให้40% หรือไม่เกิน 5,000 บาทต่อคน เดินทางท่องเที่ยวผ่านบริษัททัวร์นำเที่ยวในประเทศ ในราคาแพ็คเกจขั้นต่ำ 12,500 บาท กำหนดสิทธิเอาไว้ 1 ล้านคน ซึ่งจะให้บริษัททัวร์รับให้บริการคนเข้าร่วมโครงการได้จำนวน 3,000 คนต่อ 1 บริษัท รวมบริษัททัวร์ประมาณ 300 ราย ระยะเวลาดำเนินโครงการประมาณ 3 เดือน ซึ่งในรายละเอียดโครงการต้องไปหารือกับ สศช. ให้ได้ข้อสรุปอีกครั้ง 

เป็นไงน่าลุ้นจริงๆเพราะระยะเวลาก็ใกล้เข้ามาแล้ว ส่วนทางด้านภาคเอกชนก็ลุ้นกันตัวโก่ง พยายามผลักดันให้รัฐบาลกำหนดเวลาเปิดประเทศ รับนักท่องเที่ยวต่างชาติให้ชัดก่อนเสียโอกาส ก็ดีแต่ต้องไม่ประมาทการระบาดโควิด-19 ระลอกใหม่ แม้ทรงตัว ไม่ขยายอย่างน่าวิตกก็ต้องการ์ดสูงไว้ก่อน มาดูข้อเสนอของภาคเอกชนว่าเขามองอย่างไร?

นายวิชิต ประกอบโกศล นายกสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (แอตต้า) เปิดเผยว่า ขอเรียกร้องให้รัฐบาลกำหนดไทม์ไลน์การเปิดประเทศเพื่อรับนักท่องเที่ยวให้ชัดเจน ว่าจะเปิดให้ชาวต่างชาติที่ฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 เข้าประเทศไทยได้โดยไม่ต้องกักตัวเมื่อใด โดยสัปดาห์นี้จะส่งหนังสือถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี, นายอนุทิน ชาญวีรกูล รมว.สาธารณสุข, นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา, ศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศบค.), การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ซึ่งต้องการให้เริ่มต้นตั้งแต่เดือน มิ.ย.นี้ เพื่อให้ในปีนี้มีนักท่องเที่ยวต่างชาติ 8 ล้านคน สร้างรายได้การท่องเที่ยว 500,000 ล้านบาท ช่วยหนุนการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ปีนี้ได้ 4%

“ภาคเอกชนไม่อยากเป็นภาระ ให้รัฐบาลเยียวยาเป็นเวลานาน และมองว่าวัคซีนเป็นทางรอด ทางออกและความหวังของการท่องเที่ยวไทย ขณะนี้คนทั่วโลกได้รับการฉีดวัคซีนแล้ว 250 ล้านคน และภายในครึ่งปีแรกจะมีคนทั่วโลกได้รับการฉีดวัคซีน 1,000 ล้านคน หลายๆประเทศจะมีการฉีดเกิน 50% ของประชากร ทำให้ขณะนี้ทั่วโลกเขามองเรื่องการท่องเที่ยวแบบไม่กักตัวกันแล้ว ต่อไปคำว่ากักตัวจะเหลือน้อยมาก จึงขอให้รัฐบาลพิจารณาโดยเร็ว อนุญาตให้ชาวต่างชาติที่ฉีดวัคซีนครบ 2 โดส ทั้งนักลงทุน นักท่องเที่ยว รวมถึงกลุ่มอื่นๆ เดินทางเข้าไทยแบบไม่กักตัว และมีมาตรการควบคุมเพิ่มได้ เช่น การสวอปหาเชื้อเพิ่มอีก 1 ครั้งเมื่อเดินทางถึงไทย และมีแอปพลิเคชันติดตามตัว”

สำหรับข้อเสนอ ให้เริ่มเปิดประเทศสำหรับคนที่ฉีดวัคซีนแล้ว โดยไม่ต้องกักตัว ในเดือนแรก มิ.ย.จะเริ่มมีต่างชาติเข้ามา 200,000-300,000 คน ก่อนจะทยอยเพิ่มขึ้นในเดือน ก.ค. เดินทางเข้ามา 500,000 คน จากนั้น เดือน ส.ค.เพิ่มขึ้นเป็น 800,000 คน เดือน ก.ย. เป็น 1 ล้านคน เดือน ต.ค. เป็น 1.5 ล้านคน เดือน พ.ย. เป็น 2 ล้านคน และเดือน ธ.ค.เป็น 2.5 ล้านคน รวม 8.3 ล้านคน แต่ถ้าเริ่มเปิดประเทศล่าช้าเป็นเดือน ก.ค. รายได้จะหายไป 200,000 ล้านบาท และมีต่างชาติเข้ามา 6 ล้านคน ส่วนกรณีเปิดเดือน ต.ค.จะมีชาวต่างชาติเข้ามาได้ไม่เกิน 3 ล้านคน เพราะเมื่อเริ่มเปิดประเทศ ต้องใช้เวลา 3-6 เดือนกว่านักท่องเที่ยวจะเข้ามาเป็นปกติ

นอกจากนั้น การจะเริ่มเปิดประเทศเมื่อใด ต้องแจ้งล่วงหน้า 3 เดือน หากตัดสินใจเปิดประเทศเดือน มิ.ย.นี้ ก็ต้องแจ้งล่วงหน้าเดือน เม.ย.นี้ เพื่อให้เอกชนจัดเตรียมสินค้าท่องเที่ยวและเริ่มการขาย พร้อมติดต่อกับสายการบิน ตลอดจนตามแรงงานที่กลับไปอยู่บ้านต่างจังหวัดได้กลับมาทำงาน หลังจากไทยไม่มีนักท่องเที่ยวต่างชาติมาเยือนเกือบ 1 ปี รายได้การท่องเที่ยวหายไป 2 ล้านล้านบาท ส่วนในอนาคตคาดว่าต้องใช้เวลา 3 ปีจากนี้จนถึงปี 2566 ท่องเที่ยวถึงจะฟื้นตัวกลับมา 100% เท่าปี 2562 ก่อนเจอโควิด-19 หรือดีกว่าด้วยซ้ำ โดยปีนี้จะฟื้นตัว 15-20% หรือคิดเป็นนักท่องเที่ยวต่างชาติ 6-8 ล้านคน ขึ้นกับว่าจะเริ่มเปิดประเทศเดือนใด ส่วนปี 2565 คาดว่าฟื้นตัว 70% จากปี 2562

“แรงงานภาคท่องเที่ยวที่เคยมีอยู่ 4 ล้านคน ปัจจุบันตกงาน 1 ล้านคน และอีก 2 ล้านคน ต้องหยุดงาน ลาหยุดแบบไม่ได้รับค่าจ้าง และสลับชั่วโมงการทำงาน ขณะที่กลุ่มที่ยังทำงานเต็มเวลามี 1 ล้านคน แต่ถ้าเปิดประเทศ แรงงานภาคท่องเที่ยวก็จะทยอยกลับมาทำงานแบบเต็มเวลา 1 ล้านคน ทั้งจากกลุ่มที่ต้องหยุดงานชั่วคราว และกลุ่มตกงานถาวร ซึ่งจะได้กลับมาทำงาน ครอบคลุมธุรกิจโรงแรม ห้องอาหาร การบิน มัคคุเทศก์ ฯลฯ”

ทางด้านนักวิชาการจากมหาวิทยาลัยหอการค้า เสนอให้รัฐบาลผ่อนปรน การจัดกิจกรรม กระตุ้นใช้จ่าย-ท่องเที่ยว เพราะสงกรานต์จะเป็นตัวชี้วัดศก.เริ่มฟื้น?

นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า ในระยะ 6 เดือนจากนี้ รัฐยังต้องสนับสนุนการใช้จ่ายและจัดกิจกรรม เพื่อดูจากสำรวจกำลังซื้อประชาชนในอนาคต ระบุว่า ยังใช้จ่ายน้อยกว่าเดือนธันวาคมปีก่อนหรือไม่  โดยเริ่มจาก 

รัฐควรสนับสนุนการจัดกิจกรรมสงกรานต์ การกระตุ้นการท่องเที่ยว เร่งใช้พาสปอร์ตวัคซีน เร่งใช้งบประมาณองค์กรส่วนท้องถิ่นที่มีงบประมาณ 1 แสนล้านบาทในการจัดประชุมหรือสัมมนา โดยเฉพาะในวันธรรมดา ที่ตอนนี้มียอดเข้าพักและใช้บริการตามโรงแรมหรือแหล่งเที่ยวเพียง 30% เท่านั้นต่ำกว่าวันหยุด วันเสาร์หรืออาทิตย์ ที่เกิน 50% ที่สำคัญรัฐต้องประกาศแผนการกระจายวัคซีนและไทม์ไลน์ในการบริหารจัดการเพื่อเปิดรับประเทศ เพื่อให้ทุกฝ่ายได้เตรียมพร้อม ซึ่งหากเปิดได้ตามกำหนดคาดจะมีนักท่องเที่ยวเข้าไทยในไตรมาส4ปีนี้ 4-6 ล้านคน หรือเฉลี่ยเดือนละ 1-2 ล้านคน 

เรื่องการฉีดวัคซีน น่าจะทำอย่างที่หลายประเทศเริ่มทำเพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวและสร้างความมั่นใจในการเดินทาง คือ การฉีดหน้าด่าน ณ จุดสนามบิน ก่อนขึ้นเครื่องเพื่อไปพักผ่อนในสถานที่ภายในประเทศ เพิ่มเติมจากบุคคลากรด้านท่องเที่ยวแล้ว เมื่อต่างชาติได้รับรู้เมื่อเปิดประเทศ ก็จะมั่นใจการเดินทางมาไทย และไทยก็มั่นใจว่าประเทศที่ฉีดวัคซีนก่อนเดินทาง ไปพร้อมกัน

นายธนวรรธน์ กล่าวว่า “หากรัฐปล่อยการจัดกิจกรรมสงกรานต์ เปิดให้เล่นน้ำประแป้ง แต่อยู่ในมาตรการระมัดระวัง สวมหน้ากากอนามัยในการสาดน้ำ สาดกันเบาๆ ประแป้งบนหน้ากาก การสังสรรค์กินดื่มได้ปกติ และเวลาได้มากขึ้น เพื่อให้เกิดการใช้จ่ายและเดินทางในช่วงสงกรานต์ ซึ่งปีนี้หยุดยาวต่อเนื่องหลายวัน ดังนั้น สงกรานต์ปีนี้ ควรมีเงินสะพัด 1.3-1.5 แสนล้านบาท สูงกว่าปีก่อนที่สะพัด 1.4 แสนล้านบาท จึงจะเป็นตัวชี้วัดว่ากำลังซื้อและเศรษฐกิจเริ่มฟื้นจริงแล้ว”