เฉลยแผนตร.สยบม็อบขยะ ดับไฟปฏิวัติ-ดับฝันศาสดา 3 นิ้ว แยกปลาออกจากน้ำ

5133

ยังคงตามติดสถานการณ์ต่อสำหรับการนัดชุมนุมดาวกระจายของม็อบ ซึ่งเมื่อวันที่ 8 มี.ค. 2564 ที่ผ่านมา โดยหลายกลุ่มประกาศให้เหล่ามวลชนออกมาร่วมชุมนุมให้มาก แต่ปรากฏว่าเมื่อถึงเวลาชุมนุมจริงนั้น กลับมีคนไม่มากดังที่แกนนำปลุกระดม

ซึ่งการปลุกระดมนี้สืบเนื่องมาจากที่ ศาลไม่อนุมัติการประกันตัว เหล่าแกนนำ ได้แก่ น.ส.ปนัสยา สิทธิจิรวัฒกุล หรือรุ้ง แนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม, นายภาณุพงศ์ จาดนอก หรือไมค์ และนายจตุภัทร์ บุญภัทรรักษา หรือไผ่ ดาวดิน รวมถึงนายปิยรัฐ จงเทพ หรือโตโต้ นั้น

 

เรื่องนี้เอง ทางด้าน นายสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล ผู้ลี้ภัยการเมืองในฝรั่งเศส ได้โพสต์ข้อความถึงกรณีการจับกุมแกนนำในมาตรตา 112 โดยระบุข้อความว่า ตอนนี้ เป็นที่เห็นชัดแล้วว่า การที่วชิราลงกรณ์ให้เอา 112 กลับมาใช้ใหม่ หมายความว่าอย่างไร นั่นคือจับขังเลยไม่ต้องมีการสืบพยาน ไม่ต้องขึ้นศาล กล่าวคือ จับเข้าคุกเลย นั่นคือเหมือนสมัยสมบูรณาญาสิทธิราช ปัญหาตอนนี้อยู่ที่เขาจะจับขังกี่คน?

ต่อมา นายชนินทร์ คล้ายคลึง หรือ ผู้พันสู้ อดีตนายทหารกองทัพอากาศ และนักเคลื่อนไหวทางการเมืองเครือข่ายคนเสื้อแดง ซึ่งลี้ภัยอยู่ในต่างประเทศ เข้ามาคอมเมนต์ในโพสต์ดังกล่าวว่า ได้พิสูจน์ สมมุติฐานของอาจารย์ อ่ะครับว่ายิ่งจับ คนจะต่อต้านสถาบันเพิ่มขึ้นหรือลดลง

“ขณะนี้จากตัวเลขคนไปม็อบลดลง ซึ่งอาจจะไม่ใช่ตัวชี้วัดจริง ๆ ก็ได้ แต่พิสูจน์ได้แน่ ๆ ว่าคุกพอขังครับ”

ไม่เพียงเท่านั้น นายชนินทร์ ยังได้โพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊กถึงกรณีดังกล่าวอีกว่า ตลกตรรกะเรื่องคุกไม่พอขังมาก เขาไม่จับมึงทั้งหมดหรอกครับ เขาก็จับตัวเอ้ ๆ ตัวเล็กตัวน้อยที่โดน ก็ปล่อย ๆ ไป เอาแค่เงินประกันตัว เงินดูแลในคุกไม่เท่ากัน มันก็จบแล้ว วิธีเดินอื่นมี ไม่ทำ ก็ตามสบาย

ถ้าคุณรักเด็ก ๆ จริง คุณต้องทักท้วง และติติง ร่วมหาแนวทางนำพาไปสู้ในทางที่เป็นไปได้ตามลำดับขั้นตอน ไม่ใช่ ใช้เด็กเป็นเหยื่อล่อ เพื่อพิสูจน์สมมุติฐาน สนองอารมณ์ ตัณหาคลั่งในแนวทางที่เป็นไปไม่ได้ เอาพม่า มาเปรียบเทียบกับไทย ก็ไม่ใช่ สภาพสังคมแต่ละประเทศไม่เหมือนกัน ปัจจัยทางด้านภูมิศาสตร์ ยุทธภูมิ มันต่างกัน ต้องมาเริ่มนับหนึ่งใหม่

สิ่งที่เห็นคือความล้มเหลวของฝ่ายเรียกร้องประชาธิปไตยอย่างเห็นได้ชัด เป็นเรื่องที่น่าเสียดาย การตั้งต้นที่บรรดานักศึกษาชุดแรก ๆ จุดขึ้นมา ใช้เวลา 5-6 ปีกลับพังทลาย เพียงเพราะไม่พิจารณาการจัดลำดับความสำคัญเร่งด่วน ไม่มียุทธศาสตร์ ขาดยุทธวิธี ไปฟังและทำตามสมมุติฐานของนักวิชาการที่อยู่เมืองนอก และไอ้พวกอีเว้นท์หาแด..ในเมืองไทย ผลสุดท้ายก็ใช้ชีวิตอิสรภาพของเด็ก ๆ เป็นเครื่องมือในการทดลองสมมุติฐานที่ล้มเหลว สนองตัณหา ความเกลียด โดยประชาชนไม่ได้อะไรเลย

ขณะที่ทางด้าน เปลวสีเงิน คอลัมนิสต์ แห้ง หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ ได้เขียนแสดงความคิดเห็นเรื่องดังกล่าวไว้บางช่วงด้วยว่า พล.ต.ท.ภัคพงศ์ พงษ์เภตรา ผู้บัญชาการนครบาล และ พล.ต.ต.ปิยะ ต๊ะวิชัย คนเป็นรองฯ ตอนนี้ผลงานท่าน “ได้ใจ” ประชาชน นโยบาย “เข้มตัวการ-ผ่อนคลายตัวตาม” และแผน “แยกปลา-แยกน้ำ” ที่ท่านใช้รับมือขบวนการ “ล่มชาติ-ล้มสถาบัน” กำลังเห็นผลเป็นรูปธรรม รู้ว่าท่านและตำรวจนครบาลทุกนาย ทั้งเหนื่อย ทั้งหนัก แต่นั่น….ยังไม่เท่าที่ต้อง “ทนอด-ทนกลั้น” ต่อการหยามเย้ย-ยั่วยุจากพวกม็อบสามสัส และขบวนการ’จานและโจร เจตนาให้ตำรวจ “หลุด”….แล้วไล่กระทืบ นั่นจะเป็นภาพสวยงามประกอบข่าว

เรียกว่าไม่ปล่อยให้ “โจรตีกิน” ด้วยการปั่นข่าวสารเท็จป้อนประชาชน ชิงนำในระบบสื่อสารทั้งออนไลน์-ออฟไลน์! อย่างกรณีเหตุการณ์ วางเพลิงหน้าคุกลาดยาว กรณี แก๊งโตโต้ปล้นชิงผู้ต้องหา กรณีชุมนุมเผาหน้าศาล ย่านรัชดา พล.ต.ท.ภัคพงศ์และ พล.ต.ต.ปิยะ ทำงานแบบมีกึ๋นและให้ค่าทางยุทธการข่าวสารผิดแต่ก่อน ๆ ปกติแบบนี้ตำรวจ “ผู้ถูกกระทำ” จะตกเป็นจำเลยให้ฝ่ายโจร ทั้งที่โจรเป็น “ฝ่ายกระทำ” แท้ ๆ แต่ชำนาญใช้สื่อสาร จึงปั่นข่าวฟอกตัว พลิกเป็นโจทก์ทางสังคม ในฐานะผู้เสียหาย

แต่ครั้งนี้ “นครบาลเก่ง” แยกเรื่องสำนวนในทางคดี กับเรื่องยุทธการข่าวในทางมวลชน แล้วบริหารน้ำหนักได้ลงตัว การ “ปั้นข่าว” ให้ตำรวจเป็นผู้ร้าย แล้วฝ่ายโจร 3 นิ้ว เป็นพระเอก จึงแป้ก! นครบาลไม่ยอมเป็นชายน้อย “ผู้ถูกกระทำ” คอยแก้ข่าวตามหลังอย่างเคย ผบช.น.ภัคพงศ์กับรองฯ ปิยะ ยืนซด “ให้ข้อมูลสด” พากย์เหตุการณ์แต่ละช็อตคืนนั้น แจงแจกเหมือนรู้ใจประชาชน เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม สำหรับเรื่องการจับกลุ่มผู้ชุมนุมซึ่งทำผิดกฎหมายนั้น วานนี้(9 มี.ค. 2564) กองบัญชาการตำรวจนครบาลบช.น.ได้แบ่งการดำเนินคดีกับกลุ่มผู้ชุมนุมออกทั้งหมด 6 กลุ่ม

กลุ่มที่ 1.นายปิยรัฐ กับพวกรวม 18 คน ถูกดำเนินคดีสมคบกันตั้งแต่ 5 คนขึ้นไปเพื่อเตรียมการกระทำการกระทำผิดอาญาตามภาคสองของประมวลกฎหมายอาญาตมามมาตรา 107-มาตรา366 การมั่วสุมของนายโตโต้พร้อมพวกเป็นการเตรียมการที่จะก่อความสงบไม่เรียบร้อยในบ้านเมืองตามาตรา 215 วรรค1 และวรรค 2 เนื่องจากการสืบสวนของเจ้าหน้าที่พบการกระทำจับกุมซึ่งหน้าจึงไม่มีความจำเป็นต้องใช้หมายจับ นอกจากนี้ยังผิดมาตรา 210 มาตรา 209 และ พ.ร.ก.ฉุกเฉินและ พ.ร.บ.ควบคุมโรคอีกส่วนหนึ่ง ดลุ่มนี้ดำเนินดคี 4 ข้อหา

กลุ่มที่ 2 คือกลุ่มผู้ต้องหาที่ถูกจับได้และได้หลบหนีไปจากการควบคุมของเจ้าพนักงานในส่วนนี้จะมีความผิด 4 ข้อหาหลักเช่นเดียวกันกับกลุ่มของนายโตโต้ แต่จะมีความผิดตามมารา 190 ตามประมวลกฎหมายอาญาหลบหนีไปจากการควบคุมของเจ้าพนักงานสอบสวนสืบสวนคดีอาญา มีการปรากฏตัวต่อตำรวจ สน.พหลโยธิน ตำรวจได้รับตัวและปล่อยตัวให้กลับไปก่อนจากนั้นจะทำการพิสูจน์ทราบว่าทั้ง 27 คน เป็นผู้ที่หลบหหนีหรือไม่อย่างไรเมื่อความปรากฎชัดเจนว่าบุคคลที่มาพบเจ้าหน้าที่ตำรวจนั้นเป็นบุคคลที่หลบหนีจริง พนักงานสอบสวนจออกหมายเรียกมารับทราบข้อกล่าวหาทั้ง 4 ข้อกล่าวหาเดิมและอีก 1 ข้อหาใหม่ดำเนินคดีตามกฎหมาย นอกจากนี้มีผู้ต้องหาบางส่วนยังไม่ได้มาพบตำรวจวันนั้นตำรวจก็จะออกหมายเรียกตัวมาดำเนินคดีเช่นเดียวกัน

กลุ่มที่ 3 ตามที่ปรากฎภาพและคลิปมีกลุ่มบุคคล กลุ่มผู้ชุมนุมกลุ่มการ์ดทุบทำลายรถของทางราชการและชิงตัวผู้ต้องหาทำร้ายเจ้าพนักงานชิงของกลางบางส่วนไปจากการดูแลของเจ้าพนักงานมีความผิดตามมาตรา 191 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา 83 ร่วมกันช่วยเหลือผู้ต้องหาหรือผู้ถูกควบคุมในอำนาจของพนักงานสอบสวนสืบสวนคดีอาญาให้หลุดพ้นไปจาการดูแลของเจ้าพนักงาน ส่วนนี้จะมีการดำเนินคดีเพิ่มเติมในข้อหาตามมาตรา 191 ถ้าความปรากฏว่าผู้ชุมนุมคนหนึ่งคนใดหรือในกลุ่มนั้นมีหลักฐานโยงไปถึงการทำลายทรัพย์สินและทำร้ายเจ้าหน้าที่ตำรวจจะเป็นความผิดฐานต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงาน ร่วมกันตั้งแต่ 3 คน ขึ้นไปผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 138และ 140 ยังมีความผิดอื่นๆเช่นทำให้เสียทรัพย์ของทางราชการอีกส่วนหนึ่งด้วย

กลุ่มที่ 4 ตามที่ปรากฏภาพ มีกลุ่มบุคคลทุบทำลายแนวรั้วของศาลอาญา นำสิ่งต่างๆมาเผารวมทั้งพระบรมฉายาลักษณ์ บุกรุกสถานที่ราชการศาลอาญาและสำนักงานอัยการสูงสุด ในส่วนนี้จะเป็นความผิดข้อหา บุกรุกสถานที่ราชการในเวลากลางคืนและความผิดบางส่วนจะเป็นฐานละเมิดอำนาจศาล พนักงานสอบสวนกำลังดูว่าความผิดใดผิดมาตรา 112 คงต้องมีการดำเนินกับกลุ่มผู้ต้องหากับกลุ่มที่ 4

กลุ่มที่ 5 คือกลุ่มผู้ชุมนุมอื่น ๆ อย่างที่เรียนกรุงเทพฯ มีประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน พ.ร.บ.ควบคุม โรคห้ามมีการชุมนุมหรือการมั่วสุมในลักษณะที่มีความเสี่ยงต่อการแพร่ระบาดเชื้อโรค การชักชวนผ่านทางโซเชี่ยลมีเดีย ชักชวรให้มีการชุมนุมหรือเป็นผ้านับสุนให้มีการชุมนุมตลอดจนมาเป็นผู้ชุมนุมหรือผู้กระทำผิดกฎหมายด้วยทั้งนั้น จะผิด พ.ร.ก.ฉุกเฉินและ พ.ร.บ.ควบคุมโรค

กลุ่มที่ 6 เวลา 23.00 น.ขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจตระเวนชายแดนกำลังเดินทางกลับจากการปฏิบัติหน้าที่ศาลอาญาผ่านกลุ่มผู้ชุมนุมหน้า สน.พหลโยธิน ได้มีกลุ่มบุคคลได้ใช้ลูกเหล็กหนังสติก อาวุธปืนยิงใส่รถเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทำให้รรถราขการเสียหาย รถกระบะ 1 คัน รถ 6 ล้อ 1 คัน และรถบัส 3 คัน จากการตรวจพิสูจน์ของ พฐ.ร่องรอยการถูกยิงเชื่อว่าถูกยิงมาจากอาวุธปืน พนักงานสอบสวนจะต้องพิจารณาดำเนินการว่าการกระทำผิดฐานพ