นายกฯปลื้มราคายางเป็นบวก!?! ดีมานด์ใน-นอกประเทศเพิ่ม หนุนราคานิ่งกก.60 บาท ซ้ำถุงมือยางฮอตดันส่งออกยางรุ่ง

290

สถานการณ์ราคายางในช่วงนี้มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น เป็นผลมาจากปริมาณน้ำยางสดออกสู่ตลาดน้อยลง โดยปัจจัยหลักมาจากฤดูปิดกรีดยาง ประกอบกำลังซื้อที่เพิ่มมากขึ้นหลังเทศกาลตรุษจีน จึงสอดคล้องกับแนวโน้มราคายางที่คาดว่าจะปรับตัวขึ้นในทิศทางบวก ซึ่งเป็นผลดีต่อเกษตรกรชาวสวนยางอย่างแน่นอน

วันที่ 25 ก.พ.2564 นายอนุชา บูรพชัยศรี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม พอใจสถานการณ์ราคายางพาราที่มีแนวโน้มดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง คาดว่าทั้งปีราคายางแผ่นดิบทรงตัวเฉลี่ยอยู่ที่ราคา 60 บาท/กก. เนื่องจากได้รับปัจจัยสนับสนุนทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ รวมทั้งนโยบายรัฐบาลที่ให้แนวทางการใช้ยางพารา ผลิตเป็นเสาหลักนำทางและแบริเออร์นั้น ทำให้มีความต้องการยางพาราและน้ำยางพาราเพิ่มขึ้น ส่งผลต่อเม็ดเงินที่ถึงเกษตรกรชาวสวนยางพาราที่เพิ่มขึ้นอีกด้วย

ทั้งนี้ การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ราคายางพารามีแนวโน้มอยู่ในทิศทางบวกตลอดช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา สืบเนื่องจากความต้องการใช้ยางพาราทั้งจากต่างประเทศมีเพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะประเทศจีน การกระตุ้นเศรษฐกิจหลังช่วงการแพร่ระบาดโควิด-19 สนับสนุนให้มีการใช้รถยนต์ในหลายมณฑลเพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้มีความต้องการนำเข้าล้อยางรถยนต์ รวมทั้งผลิตภัณฑ์ยางพารามากยิ่งขึ้น

ประกอบกับความต้องการใช้ยางภายในประเทศที่เพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมถุงมือยางจากผู้ประกอบการเดิมและรายใหม่ เพิ่มกำลังการผลิตขึ้นอีก 1 เท่าตัว จาก 4,000 ล้านชิ้น เป็น 8,000 ล้านชิ้น และที่สำคัญคือ การดำเนินนโยบายของรัฐบาล ทั้งการนำยางพารามาใช้ในด้านความปลอดภัยทางถนน แบริเออร์คอนกรีตหุ้มยางพารา (Rubber Fender Barriers) และเสาหลักนำทางยางธรรมชาติ (Rubber Guide Post) ตามที่นายกรัฐมนตรีได้ให้แนวทางไว้ สามารถดึงยางออกจากระบบ ทำให้ราคายางพาราแผ่นดิบและน้ำยางพาราสามารถยืนอยู่เหนือ 60 บาท/กก.ได้

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า นายกรัฐมนตรีได้มอบนโยบายการเกษตร BCG แบบยั่งยืน ด้วยการเกษตรผสมผสาน ลดความเสี่ยงด้านผลผลิต รวมทั้งโครงการแปลงใหญ่ เน้นให้มีการรวมกลุ่มของเกษตรกร ให้ความรู้สนับสนุนเงินทุนเพิ่มศักยภาพการผลิตทั้งในรูปแบบต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ ผลิตสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่มด้วยเทคโนโลยีแทนการขายวัตถุดิบ ตามแนวทางเศรษฐกิจ BCG รัฐบาลได้กำหนดเป็นวาระแห่งชาติ เพื่อสร้างความมั่นคงด้านรายได้ให้กับเกษตรกรทุกชนิดอย่างยั่งยืน

นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์ได้ประกาศเรื่อง กำหนดราคากลางอ้างอิง โครงการประกันรายได้เกษตรกรชาวสวนยาง ระยะที่ 2 ปี 2563/64รอบที่ 4 ประกาศเมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2564 ตามนโยบายประกันรายได้เกษตรกร  คณะกรรมการเกณฑ์แถลงราคากลางอ้างอิง การขายตามโครงการประกันรายได้เกษตรกรชาวสวนยาง จ่ายเงินรอบที่ 4 มกราคม 2564 จ่ายเงินรอบที่ 4 ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2564 ดังนี้คือ

1.ยางแผ่นดิบคุณภาพดี ราคายางที่ประกันรายได้ 60.00 บาทต่อกิโลกรัม งวดนี้ราคากลางอ้างอิงการขาย 54.93 บาทต่อกิโลกรัม จะได้รับชดเชย 5.07 บาทต่อกิโลกรัม

2.น้ำยางสด (DRC 100%) ราคายางที่ประกันรายได้ 57.00 บาทต่อกิโลกรัมงวดนี้ราคากลางอ้างอิงการขาย 46.99 บาทต่อกิโลกรัม จะได้รับชดเชย 10.01 บาทต่อกิโลกรัม

3.ยางก้อนถ้วย (DRC 50%) ราคายางที่ประกันรายได้ 23.00 บาทต่อกิโลกรัม ราคากลางอ้างอิงการขาย 20.54 บาทต่อกิโลกรัม เกษตรกรจะได้รับชดเชย 2.46 บาทต่อกิโลกรัม

ทางด้านกระทรวงเกษตรฯ เตรียมชง ครม. ของบเพิ่ม 5 พันล้านบาท เพื่อจ่าย “ประกันราคายางพารา” งวด 5 – 6 โดยล่าสุดโอนประกันรายได้ไปแล้ว 96%

นายประยูร อินสกุล รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการบริหารโครงการประกันรายได้เกษตรกรชาวสวนยางระยะที่ 2 ว่า ที่ประชุมเห็นชอบให้เสนอคณะรัฐมนตรี(ครม.)เพื่ออนุมัติงบประมาณโครงการประกันรายได้เกษตรกรชาวสวนยาง ระยะที่ 2 เพิ่มอีก 4,990.435 ล้านบาท ทั้งนี้เนื่องจากสถานการณ์ปัจจุบันที่ราคายางพารามีความผันผวนไม่สอดคล้องกับราคายางที่คาดการณ์ ณ ช่วงเวลาที่จัดทำโครงการฯ เสนอครม.เมื่อวันที่ 3 พ.ย. 2563 ที่ผ่านมา

ซึ่งจากการคำนวณประเมินสถานการณ์ราคายาง ณ ปัจจุบัน คาดการณ์ว่าจะต้องใช้งบประมาณในการชดเชยส่วนต่างราคาประกันในงวดที่ 5 – 6 วงเงินงบประมาณ 5,265.295 ล้านบาท ซึ่งเกินวงเงินที่เคยได้รับอนุมัติเบื้องต้น 9.7 หมื่นล้านบาท โดยได้ใช้ไปแล้ว และเหลือวงเงินเพื่อดำเนินโครงการในขณะนี้เพียง 384 ล้านบาท เท่านั้น

ทั้งนี้ วงเงินที่เสนอขอเพิ่มเติมดังกล่าว จะใช้เพื่อประกันรายได้เกษตรกรชาวสวนยาง 4,880.621 ล้านบาท และงบประมาณสำหรับชดเชยต้นทุนเงินในอัตราเงินฝากประจำ 12 เดือน ของ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร(ธ.ก.ส.) บวก 1 ภายในวงเงินไม่เกิน 109.814 ล้านบาท