“ปริญญา” เตือน อ่าน ม.114 ดีๆก่อนจะลงโทษ ส.ส. โหวตสวนมติพรรค ขณะกลุ่มดาวฤกษ์ พปชร. โชว์บริสุทธิ์ใจ เชื่อรธน.คุ้มครอง!?!

1315

ปริญญา เตือน อ่าน ม.114 ดีๆก่อนจะลงโทษ ส.ส. โหวตสวนมติพรรค ขณะกลุ่มดาวฤกษ์ พปชร. โชว์บริสุทธิ์ใจ เชื่อรธน.คุ้มครอง!?!

จากกรณีการประชุมสภาฯอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีที่ผ่านไปแล้ว หลังจากนั้น ก็เป็นประเด็นที่น่าจับตามมองเมื่อ ส.ส.หลายพรรค ไม่ว่าจะเป็นพรรคก้าวไกล พรรคพลังประชารัฐ ได้มีส.ส.สวนมติพรรค โดยทาง ส.ส.พรรคก้าวไกล พรรค 4 คนโหวตสวนมติพรรค ลงมติไว้วางใจให้รัฐมนตรีของพรรคภูมิใจไทย รวมไปถึงกรณีของ 6 ส.ส. ดาวฤกษ์ของพรรคพลังประชารัฐ ที่งดออกเสียงลงมติไม่ไว้วางใจนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ทำให้เป็นประเด็นที่ร้อนแรงขึ้นมาในขณะนี้ว่า ทางพรรคจะมีบทลงโทษส.ส.ที่สวนมติพรคอย่างไร

ล่าสุด วันนี้ (24 กุมภาพันธ์) น.ส.วทันยา วงษ์โอภาสี ส.ส.บัญชีรายชื่อ  และ น.ส.ฐิติภัสร์ โชติเดชาชัยนันต์ ส.ส.กทม. พรรคพลังประชารัฐ ได้ให้สัมภาษณ์กรณีการงดออกเสียงลงมติไม่ไว้วางใจนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคม

โดยทาง น.ส.ฐิติภัสร์ ได้กล่าวว่า พวกเราในฐานะที่เป็นผู้แทนราษฎรของเขตบางกะปิ วังทองหลาง และนายศิริพงษ์ รัสมี ส.ส.กทม. เขตหนองจอก พรรคพลังประชารัฐ ซึ่งเรื่องนี้เราเกี่ยวข้องโดยตรง จึงได้ตัดสินใจทำหน้าที่ในฐานะของผู้แทนราษฎร และปฏิบัติติหน้าที่ด้วยความบริสุทธิ์ใจ ไม่ได้รับผลประโยชน์ หรืออามิสสินจ้างใดๆทั้งสิ้น ยืนยันว่าไม่ได้เกี่ยวกับปัญหาส่วนตัว เชื่อว่ารัฐธรรมนูญจะคุ้มครองเราในฐานะที่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความสุจริต

เมื่อถามว่ากรรมการตรวจสอบที่มีนายไพบูลย์ นิติตะวัน ส.ส.บัญชีรายชื่อ ในฐานะรองหัวหน้าพรรค เป็นประธานได้มีการเชิญเข้าไปชี้แจงหรือยัง น.ส.ฐิติภัสร์ กล่าวว่า ตอนนี้ยังไม่ทราบ แต่เรายินดีและจะให้ความร่วมมือ และเชื่อว่าพรรคจะให้ความเป็นธรรม เพราะเราทำหน้าที่โดยสุจริต

เมื่อถามต่อว่า เหตุผลที่ตัดสินใจโหวตสวนมติพรรค น.ส.วทันยา กล่าวว่า ตนได้มีการชี้แจงไปหมดแล้ว ถามว่ากังวลหรือไม่หวังโหวตสวน และจะทำให้พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ในฐานะหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐโกรธ น.ส. วทันยา กล่าวว่า อย่างที่บอกตนได้ชี้แจงไปหมดแล้ว คิดว่าเราพยายามที่จะรักษามารยาททางการเมือง โดยการงดออกเสียง ไม่ได้โหวตสวน ถือว่าวันนี้เราทำหน้าที่อย่างดีที่สุด

เมื่อถามว่า ได้มีการพูดคุยกับหัวหน้าพรรคหรือยัง น.ส.ฐิติภัสร์ กล่าวว่า หลังจากที่ได้มีการชี้แจงกับทางคณะกรรมการจึงจะขอพูดอีกครั้งหนึ่ง เมื่อถามว่าขณะนี้ส.ส.ในพรรคพลังประชารัฐและภูมิใจไทย เรียกร้องให้ออกมาแสดงความรับผิดชอบกับเรื่องที่เกิดขึ้น น.ส.ฐิติภัสร์ กล่าวว่า พวกเราเป็นส.ส. พรรคพลังประชารัฐ ในส่วนของพรรคภูมิใจไทยเราไม่สามารถไปข้องเกี่ยวได้

เมื่อถามว่า ล่าสุดพล.อ.ประวิตร ระบุไม่ต้องโทร.ติดต่อไป ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร น.ส.วทันยา กล่าวว่า ตนไม่ทราบและทางพรรคได้มีการตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงขึ้นมาแล้ว เราจะทำหน้าที่ในฐานะสมาชิกพรรคให้ดีที่สุด และไม่หนักใจที่จะทำงานร่วมกับพรรคต่อไป รวมถึงเดินหน้าทำหน้าที่ของเราในฐานะผู้แทนของประชาชนต่อไป

ขณะเดียวกัน ทางด้าน ผศ.ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์  ได้โพสต์เฟซบุ๊กแสดงความคิดเห็นกรณีพรรคการเมืองจะลงโทษ ส.ส.ที่แหกมติพรรคในการโหวตอภิปรายไม่ไว้วางใจคณะรัฐมนตรี โดยระบุข้อความว่า

ก่อนจะลงโทษอะไร #ให้อ่านมาตรา 114 ก่อนครับ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือ ส.ส.นั้นมีสถานะตามรัฐธรรมนูญเป็น #ผู้แทนปวงชนชาวไทย โดยรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 มาตรา 114 ได้รับรองและคุ้มครองสถานะและการทำหน้าที่ของ “ผู้แทนปวงชน” ของ ส.ส. เอาไว้ดังนี้คือ

“มาตรา 114 สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาย่อมเป็นผู้แทนปวงชนชาวไทย ไม่อยู่ในความผูกมัดแห่งอาณัติมอบหมาย หรือความครอบงําใด ๆ และต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เพื่อประโยชน์ส่วนรวมของประเทศชาติและความผาสุกของประชาชนโดยรวม โดยปราศจากการขัดกันแห่งผลประโยชน์”

ดังนั้น ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 114 นี้ ในการปฏิบัติหน้าที่ของ ส.ส. ไม่ว่าจะสังกัดพรรคใด #ไม่ว่าจะเป็นพรรครัฐบาลหรือพรรคฝ่ายค้าน ประโยชน์ของปวงชนจะต้อง #มาก่อนประโยชน์ของพรรคการเมืองที่สังกัดเสมอ แม้จะสังกัดพรรครัฐบาล แต่ถ้าเห็นว่ารัฐมนตรีชี้แจงข้อกล่าวหาที่ถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจได้ไม่กระจ่าง “ผู้แทนปวงชน” ก็ควรสามารถที่จะตัดสินใจได้ด้วยตนเองโดยเอาประโยชน์ส่วนรวมของปวงชนเป็นที่ตั้งว่า ควรจะไว้วางใจรัฐมนตรีคนนั้นหรือไม่

นี่คือสิ่งที่เรียกว่าหลัก Free Mandate หรือ #หลักอิสระอาณัติของผู้แทนปวงชน ซึ่งมีอยู่ในทุกประเทศที่ประชาธิปไตยประสบความสำเร็จ เพราะหลักนี้ทำให้ #หลักการแบ่งแยกอำนาจ และ #การตรวจสอบถ่วงดุล ระหว่างฝ่ายสภาและฝ่ายรัฐบาลเกิดขึ้นได้จริง ไม่ใช่ #เผด็จการโดยพรรคการเมือง ที่ทำให้รัฐบาลสามารถใช้สิ่งที่เรียกว่า “มติพรรค” ไปครอบงำผู้แทนปวงชนได้อย่างสิ้นเชิง จน “สภาผู้แทนราษฏร” แทบจะไปถ่วงดุลอะไรรัฐบาลไม่ได้เลย เนื่องจากมีเพียงฝ่ายค้านซึ่งเป็นเสียงข้างน้อยที่ทำหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาลที่ยกมืออย่างไรก็แพ้
ประเทศบางประเทศที่เคยมีบทเรียนกับเผด็จการโดยพรรคการเมือง เช่น ประเทศเยอรมนี ที่เคยมีพรรคนาซีที่ครอบงำ ส.ส. ได้หมด จนทำให้บ้านเมืองถึงกับหายนะมาแล้ว จึงถือเป็นหลักเลยว่า มติของพรรคการเมืองที่ให้ ส.ส.ยกมือในสภาอย่างไรนั้นถึงกับเป็นโมฆะเลยทีเดียว