กางชื่อ13องค์กรNGOหนุนม็อบ-เปิดแหล่งซุกหัวรับเงินตปท.ป่วนไทย! รบ.ลุยสอบบัญชี

4861

น่าจะเรียกว่าเป็นไม้เบื่อไม้เมากันมาหลายยุคหลายสมัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับรัฐบาลบิ๊กตู่ สำหรับเอ็นจีโอ ที่รอบนี้ถึงกับบอกว่า เปิดศึกกันเลยทีเดียว โดยครม.ไฟเขียวกฎหมายสอบบัญชี พุ่งเป้าไปที่พวก ‘เอ็นจีโอปลอม’ ซึ่งพบรับเงินต่างชาติสร้างความวุ่นวายให้กับประเทศไทย!?!

โดยเมื่อวันที่ 23​ กุมภาพันธ์ 2564 น.ส.รัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ได้อนุมัติหลักการร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาองค์กรภาคประชาสังคม พ.ศ. … ตามที่กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์เสนอ เพื่อให้องค์กรภาคประชาสังคมมีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศร่วมกับภาครัฐ โดยเฉพาะองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และเป็นการส่งเสริมให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการบริหารรัฐกิจตามที่รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ ซึ่งร่างพระราชบัญญัติมีสาระสำคัญเป็นการกำหนดกลไกในการส่งเสริมและสนับสนุนศักยภาพ และสร้างความเข้มแข็งขององค์การภาคประชาสังคม

ทั้งนี้กำหนดให้มีคณะกรรมการส่งเสริมและพัฒนาองค์กรภาคประชาสังคม จัดตั้งสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาองค์กรภาคประชาชน เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานในรูปแบบต่างๆ อาทิ งบประมาณ ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้​

1.กำหนดให้มีคณะกรรมการส่งเสริมและพัฒนาองค์กรภาคประชาสังคม ประกอบด้วย กรรมการโดยตำแหน่ง 6 คน ได้แก่ 1ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ปลัดกระทรวงการคลัง ปลัดกระทรวงมหาดไทย ผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ​ ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน เลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ และกรรมกรรมผู้แทนองค์กรภาคประชาสังคม จำนวน 7 คน โดยทำหน้าที่กำหนดนโยบาย ยุทธศาสตร์และแผนงาน ให้คำปรึกษา จัดทำข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการส่งเสริมและพัฒนาองค์กรภาคประชาชน

และ 2.จัดตั้งสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาองค์กรภาคประชาชน ซึ่งมีฐานะเป็นนิติบุคคล เพื่อให้การสนับสนุนการดำเนินงานของคณะกรรมการดังกล่าว และรับจดแจ้งองค์กรภาคประชาสังคม

นอกจากนี้น.ส.รัชดา ยังกล่าวอีกว่า ปัจจุบันมีการจัดตั้งองค์กรที่ไม่แสวงหารายได้หรือกำไรมาแบ่งปันกัน (NGO) ในไทยเป็นจำนวนมาก ซึ่งมีการจดทะเบียนถูกต้องเพียง 87 องค์กร ทำให้การกำกับดูแลของรัฐไม่ทั่วถึง และมีหลายองค์กรที่อ้างว่าเป็นองค์กรที่ไม่แสวงหารายได้ฯ แต่ในทางปฏิบัติไม่ได้ดำเนินการตามวัตถุประสงค์ขององค์กรเพื่อสาธารณะประโยชน์ มีความไม่โปร่งใสเกิดขึ้น เพื่อกำกับดูแลในเรื่องดังกล่าว

“สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีได้ทำการศึกษากฎหมายเกี่ยวกับการกำกับดูแลองค์กรที่ไม่แสวงหารายได้ฯ ในหลายประเทศ อาทิ อังกฤษ ฝรั่งเศส อินเดีย จีน และญี่ปุ่น ซึ่งมีสาระสำคัญที่คล้ายกัน คือ มุ่งเน้นเรื่องธรรมาภิบาลในองค์กรฯ และเสนอต่อ ครม. ซึ่งได้รับการเห็นชอบในวันนี้”

โดยเป็นการเห็นชอบในหลักการร่างกฎหมายว่าด้วยการดำเนินงานขององค์กรที่ไม่แสวงหารายได้หรือกำไรมาแบ่งปันกัน เพื่อให้มีกฎหมายกลางในการกำกับการดำเนินงานขององค์กรที่ไม่แสวงหารายได้ฯ ให้เป็นไปอย่างถูกต้อง โปร่งใส และเกิดประโยชน์ต่อประชาชนและประเทศอย่างแท้จริง ซึ่งมีสาระสำคัญกำหนดให้องค์กรที่ไม่แสวงหารายได้ฯ ต้องดำเนินการ​ ดังนี้​

1.ต้องจดแจ้งการเป็นองค์กรที่ไม่แสวงหารายได้ฯกับกรมการปกครอง

2.ต้องเปิดเผยแหล่งที่มาและจำนวนของเงินหรือทรัพย์สิน ที่ใช้ในการดำเนินกิจกรรมในแต่ละปี และต้องยื่นแบบรายการภาษีเงินได้ทุกปี​

3.ต้องเสนอรายงานการสอบบัญชี โดยผู้สอบบัญชีรับอนุญาตต่อผู้รับจดแจ้งภายใน 60 วัน นับแต่วันสิ้นปีบัญชี และให้ผู้รับจดแจ้งเผยแพร่ต่อสาธารณะ​

4.กำหนดให้องค์กรที่ไม่แสวงหารายได้ฯ จะรับเงินหรือทรัพย์สินจากบุคคลธรรมดา นิติบุคคล หรือคณะบุคคลที่ไม่มีสัญชาติไทย หรือไม่ได้จดทะเบียนจัดตั้งในไทย มาใช้ในการดำเนินกิจกรรมในไทยได้เฉพาะกิจกรรมที่กฎหมายกำหนด

ขอยืนยันว่า ร่างกฎหมายดังกล่าวเป็นไปเพื่อส่งเสริมและกำกับดูแลองค์กรไม่แสวงหารายได้ฯ เพื่อให้การดำเนินการเป็นไปอย่างโปร่งใส ตรวจสอบได้ และบรรลุวัตถุประสงค์ร่วมกันพัฒนาประเทศและสาธารณะประโยชน์ ไม่ใช่การจำกัดสิทธิเสรีภาพขององค์กรแต่อย่างใด”

อย่างไรก็ตามรายงานข่าวจากที่ประชุมคณะรัฐมนตรี แจ้งด้วยว่า ระหว่างการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ส่งเสริมและพัฒนาองค์กรภาคประชาสังคม ด้านนายจุติ ไกรฤกษ์ รัฐมนตรีว่ากระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ แสดงความเห็นสนับสนุนให้มีกฎหมายฉบับนี้ว่า

“มีเอ็นจีโอหลายแห่งที่รับเงินจากต่างประเทศ มาอยู่ที่จังหวัดเชียงใหม่ โดยจะรับเงินมาแล้วจ่ายให้ประชาชนเพียงแค่ 30% ที่เหลือไม่รู้ว่านำไปใช้จ่ายดำเนินการอะไร

ที่ผ่านมาเสนอข่าวว่ามีการลิดรอนสิทธิเสรีภาพในประเทศจนทำให้ประเทศเสียหาย เพื่อจะไปขอเงินจากต่างประเทศให้มาสนับสนุน ดังนั้น ต้องควบคุมบรรดาเอ็นจีโอปลอมเหล่านี้ เราต้องการเอ็นจีโอที่ดี ซึ่งรัฐพร้อมจะช่วยเหลือเต็มที่ แต่ไปรับเงินจากต่างประเทศมา พอถึงเวลาไปทำข่าวให้ประเทศเสียหาย เพื่อไปรับเงินมาต่อ ดังนั้นถ้ากฎหมายฉบับดังกล่าวออกมาถือเป็นเรื่องดีจะได้ตรวจสอบว่าเอาเงินมาทำอะไร เพราะเงินที่ได้รับบริจาคมามีจำนวนมาก”

ขณะที่ผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ ให้ข้อมูลกับที่ประชุมครม.ว่า เอ็นจีโอมีหลายองค์กร แต่มีบางองค์กรมาสร้างปัญหา เช่น 13 องค์กรภาคประชาสังคมระหว่างประเทศ ที่ก่อนหน้านี้ออกมาสนับสนุนการชุมนุมของม็อบราษฎร และโจมตีรัฐบาลเรื่องสิทธิมนุษยชนบ่อยครั้ง

เอ็นจีโอบางกลุ่มที่อยู่ในประเทศไทย เรื่องสิทธิมนุษย์ชน ซึ่งเกี่ยวกับการชุมนุมในขณะนี้ และส่งผลเสียต่อประเทศ ถือเป็นเรื่องดีที่จะมีกฎหมายมาควบคุมให้ชัดเจน”

ดังนั้นเองทางทีมข่าวเดอะทรูธ จึงตรวจสอบไปก็พบความเคลื่อนไหวเมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2563 องค์กรภาคประชาสังคมระหว่างประเทศ ได้ออกแถลงการณ์ร่วมถึงทางการไทยเกี่ยวกับการชุมนุมของม็อบคณะราษฏร ระบุว่าเป็นขบวนการเรียกร้องประชาธิปไตย พร้อมส่งข้อเสนอแนะ 4 ข้อ เรียกร้องรัฐบาลไทยให้เคารพ คุ้มครอง และสนับสนุนการใช้สิทธิในเสรีภาพการชุมนุมโดยสงบ

สำหรับ 13 องค์กรภาคประชาสังคมระหว่างประเทศที่ร่วมแถลงการณ์ มีรายชื่อดังต่อไปนี้

1.Amnesty International , 2.Article 19, 3.ASEAN Parliamentarians for Human Rights, 4.Asia Democracy Network, 5.Asian Forum for Human Rights and Development (FORUM-ASIA), 6.Asian Network for Free Elections (ANFREL), 7.CIVICUS: World Alliance for Citizen Participation,

8.Civil Rights Defenders, 9.FIDH – International Federation for Human Rights, 10.Fortify Rights, 11.Human Rights Watch, 12.International Commission of Jurists และ 13.Manushaya Foundation

กระนั้นการออกแถลงการณ์ของ13องค์กรฯ บางช่วงระบุว่า ร่วมประณามการใช้กำลังของตำรวจไทยที่ขาดหลักความจำเป็นและเกินกว่าเหตุต่อผู้ชุมนุมโดยสงบที่เดินขบวนไปรัฐสภา เมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน และแสดงความกังวลว่าทางการไทยอาจใช้มาตรการแบบเดียวกันเมื่อผู้ชุมนุมประกาศว่า จะมีการชุมนุมอีกครั้งที่ธนาคารไทยพาณิชย์ สาขาสำนักงานใหญ่ในวันที่ 25 พฤศจิกายน

ในแถลงการณ์ตอนหนึ่งยังระบุอีกว่า ตามกฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ รวมทั้งกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) ซึ่งประเทศไทยได้ทำการภาคยานุวัติในปี พ.ศ. 2539 คุ้มครองสิทธิที่จะมีเสรีภาพในการแสดงออก (มาตรา 19) และการชุมนุมโดยสงบ (มาตรา 21)

แต่ทางการไทยมักปิดกั้นการแสดงออกและจำกัดการชุมนุม ประชุม หรือเสวนาสาธารณะเกี่ยวกับประเด็นสิทธิมนุษยชน การปฏิรูปทางการเมือง และบทบาทของสถาบันพระมหากษัตริย์ในสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งรัฐบาลไทยควรอนุญาตให้คณะราษฎรเดินขบวนในวันที่ 25 พฤศจิกายน และอนุญาตให้ผู้ชุมนุมที่ไม่ใช้ความรุนแรง รวมถึงผู้ชุมนุมที่เป็นเด็ก สามารถชุมนุมโดยสงบที่ธนาคารไทยพาณิชย์ สาขาสำนักงานใหญ่

นั่นคือท่าทีของ13องค์กรฯเอ็นจีโอ ที่ออกมาประณามรัฐบาลไทย ทั้งที่ในความเป็นจริงต่อมาการชุมนุมที่หน้าสำนักงานใหญ่ไทยพาณิชย์ มีความรุนแรงเกิดขึ้น โดยการ์ดของผู้ชุมนุมทำร้ายกันเอง ทั้งยิงและปาระเบิด รวมทั้งการปราศรัยยังพาดพิงถึงสถาบันพระมหากษัตริย์ไทยด้วยถ้อยคำบิดเบือนและรุนแรงหยาบคาย!!!