จีนหนุนอินเดียเป็นเจ้าภาพประชุมBRICS!?! เสริมการค้าการลงทุน สองฝ่ายยอมถอนทหารชายแดนพิพาท ฟื้นสัมพันธ์ใหม่

334

มาวันนี้ระหว่างจีนและอินเดีย ดูมีอะไรคืบหน้าในทางบวกหลายเรื่องด้วยกัน ล่าสุดประเทศมหาอำนาจที่มีอาวุธนิวเคลียร์ทั้งสองฝ่ายคือ จีนและอินเดีย ยอมถอนทหารชายแดนพิพาททั้งสองฝ่าย  และจีนออกหน้าเชียร์ กรณีอินเดียจะเป็นประธานจัดการประชุมกลุ่ม BRICS กลุ่มการค้าคู่แข่ง G7 ที่อ่อนแรงลงไปให้กลับมาฟื้นบทบาทอีกครั้ง 

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา อินเดียและจีนออกแถลงการณ์ร่วมกันเรื่องการเสร็จสิ้นการทำลายสิ่งก่อสร้างชั่วคราว และถอนทหารออกจากพื้นที่โดยรอบทะเลสาบปันกง บนหุบเขากัลวาน ทางตะวันออกของเขตลาดักห์ ในภูมิภาคแคชเมียร์ของอินเดีย หรือเขตอักไสชิน ทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีน บนเทือกเขาหิมาลัย เป็นการถอยกลับไปประจำการในเขตแดนของตัวเอง แต่ยังคงอยู่ในระยะที่สามารถมองเห็นกันได้ด้วยตาเปล่า  คาดจะช่วยบรรเทาบรรยากาศตึงเครียดภายในบริเวณนี้ลงพอสมควร หลังทั้งสองฝ่ายส่งทหารจำนวนมาก เข้ามาประจำการที่ทะเลสาบปันกง ตั้งแต่เดือนเม.ย. ปีที่แล้วอินเดียและจีนมีพรมแดนร่วมกันเป็นระยะทางยาวกว่า 4,000 กิโลเมตร ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่มีการอ้างกรรมสิทธิ์ทับซ้อน ส่งผลให้เป็นข้อพิพาททั้งทางการทูตและการทหารมาตลอด 

เมื่อความตึงเครียดคลี่คลายด้วยการทูต ล่าสุดจีนได้แสดงท่าทีให้การสนับสนุนการเป็นเจ้าภาพ BRICS ของอินเดียอย่างยิ่ง และคาดหวังการประชุมสุดยอดครั้งนี้ จะเป็นเวทีเปิดโอกาสให้สี จิ้นผิงมีโอกาสพบกับนเรนทรา โมดีโดยตรงเพื่อบรรเทาความตึงเครียดด้านพรมแดนอย่างชัดเจนและฟื้นฟูบทบาทของกลุ่ม BRICSอีกครั้ง

วันที่ 23 ก.พ.2564 จีนกล่าวสนับสนุนการเป็นประธานจัดประชุมกลุ่ม BRICS ของอินเดีย ในปีนี้ เป็นการส่งสัญญาณถึงความปรารถนาดีหลังจากทั้งสองประเทศตกลงที่จะคลายความตึงเครียดในพวกเขา เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ทั้งสองประเทศได้ดำเนินการปลดล็อคความตึงเครียด โดยถอนทหารจากจุดปันกง ทางตะวันตกในเทือกเขาหิมาลัย หลังจาก 9 เดือนอันตึงเครียดของการเผชิญหน้าทางทหารที่เลวร้ายที่สุดในรอบหลายทศวรรษ

นิวเดลี จะรับหน้าที่เป็นประธานการประชุมสุดยอดประจำปีของการรวมกลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ของ BRICS ซึ่งรวมถึงบราซิล รัสเซีย และแอฟริกาใต้ – ท่าทีของปักกิ่งต่อเรื่องนี้ วัง เหวินปิน (Wang Wenbin) โฆษกกระทรวงต่างประเทศของจีนกล่าวว่า BRICS จะกลายเป็นกลุ่มที่มีบทบาทในโลกและปักกิ่งสนับสนุนความพยายามของนิวเดลีในฐานะเจ้าภาพและประธาน

“ จีนให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อกลไก BRICS” เหวินปินกล่าวในการแถลงข่าวเมื่อวันจันทร์ที่ 22 ก.พ.2564 “จีนสนับสนุนอินเดีย ในการเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมและยินดีที่จะทำงานร่วมกับอินเดียและประเทศกลุ่ม BRICS อื่น ๆ ในการขยายความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ การเมืองและการแลกเปลี่ยนระหว่างประชาชน”

Long Xingchun ประธานของ Chengdu Institute of World Affairs ซึ่งเป็นหน่วยงานด้านความคิดที่บริหารงานโดยกระทรวงต่างประเทศของจีนกล่าวว่า การประชุมสุดยอดในปีนี้เป็นโอกาสให้ประเทศพันธมิตรได้แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ของพวก ที่กำลังก้าวไปข้างหน้า

“หากอินเดียสามารถควบคุมการระบาดของโรคโควิด -19 ได้ก็จะเป็นโอกาสดีที่อินเดียจะจัดการประชุมทางกายภาพซึ่งจะเปิดโอกาสให้มีการเจรจาทางการทูตอย่างสะดวกและมีประสิทธิภาพ” 

ผู้สังเกตการณ์โต้แย้งว่าการรวมกลุ่มของ BRICS อาจสูญเสียความโดดเด่นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เนื่องจากจีนนำโด่งด้านเศรษฐกิจ ก้าวขึ้นสู่สถานะมหาอำนาจโดยทิ้งพันธมิตรไว้เบื้องหลัง

“หลังจากประธานาธิบดีโจ ไบเดนสหรัฐฯ ได้แสดงท่าทีที่สหรัฐฯจะกลับมามีบทบาทกับกลุ่มพันธมิตร G7 เพื่อเผชิญหน้ากับจีน การฟื้นฟูกลุ่ม BRICS ยังคงเป็นช่องทางสำคัญสำหรับปักกิ่งใช้ BRICS เป็นความพยายามร่วมกันในการเพิ่มอำนาจการต่อรองของประเทศกำลังพัฒนา  เพื่อสร้างสมดุลระหว่างอิทธิพลของประเทศอุตสาหกรรมเก่าและประเทศพัฒนาเกิดใหม่” Long กล่าว

สมาชิกกลุ่ม BRICS คือกลุ่มประเทศที่มีการพัฒนาทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็วอันประกอบด้วย บราซิล รัสเซีย อินเดีย จีนและ แอฟริกาใต้ (Brazil  -Russia-India-China-South Africa) ขณะที่ปัจจุบันประเทศสมาชิก 3 ใน 5 ประเทศกลุ่ม BRICS คือ อินเดีย บราซิล รัสเซีย กลายเป็นกลุ่มประเทศที่มีจำนวนผู้ติดเชื้อสูงสุดของโลก ผลจากการแพร่ระบาดของโควิด 19 ครั้งนี้ กลุ่ม BRICS ได้มีการประชุมใหญ่ (BRICS Summit) มาแล้วทั้งหมด 11 ครั้ง การประชุม “12th BRICS Summit ประจำปี 2563” ซึ่งเดิมมีกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 21-23 กรกฎาคม 2563 ณ เมืองเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก ประเทศรัสเซีย ต้องถูกเลื่อนออกไปและในปี 2564นี้ อินเดียจะเป็นเจ้าภาพและดำรงตำแหน่งประธานกลุ่ม

อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (GDP) ของกลุ่มประเทศ BRICS ในปี 2019 มีมูลค่า 46.22 พันล้านเหรียญสหรัฐ โดยเฉพาะจีดีพีของจีนเพิ่มขึ้นประมาณ 6 เท่าตั้งแต่ปี 2003 ประเทศในกลุ่ม BRICS มีเศรษฐกิจเฟื่องฟูในช่วงหลายปีที่ผ่านมา 4 ประเทศนี้ยังมีผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศที่ใหญ่ที่สุด 1 ใน 10 อันดับแรกของโลก  ซึ่งผลิตได้มากกว่าประเทศที่พัฒนาแล้ว เช่น แคนาดาและออสเตรเลีย อัตราการว่างงานก็อยู่ในระดับต่ำ