ครบรอบ “อนาคตใหม่” ถูกยุบ ไม่ใช่ตัดไฟแต่ต้นลม แต่มันคือ “ไฟลามทุ่ง” สิ้นชื่อแบบไม่ได้ฟื้น!!

820

ขยี้ซ้ำ “อนาคตใหม่” ถูกยุบ ไม่ใช่ตัดไฟแต่ต้นลม แต่มันคือ “ไฟลามทุ่ง” สิ้นชื่อแบบไม่ได้ฟื้น หลังเลือกตั้ง อบจ. แพ้ราบคาบทุกจังหวัด!!

จากกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญ ที่มีนายนุรักษ์ มาประณีต เป็นประธาน ออกนั่งบัลลังก์เพื่ออ่านคำวินิจฉัยในคดีที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ขอให้ศาลพิจารณาวินิจฉัยเพื่อมีคำสั่งยุบพรรคอนาคตใหม่ ศาลรัฐธรรมนูญมีมติให้ยุบ พรรคอนาคตใหม่ เนื่องจากเห็นว่าเป็นการกระทำอันเป็นการฝ่าฝืนมาตรา 72 ของพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560 และมีมติให้สั่งเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของ กก.บห. ที่ดำรงตำแหน่งอยู่ ณ วันที่มีการทำสัญญากู้เงินคือ วันที่ 2 ม.ค. 2562 และ 11 เม.ย. 2562 เป็นเวลา 10 ปี ผลจากคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ทำให้ กก.บห. ทั้งหมด 16 คนถูกตัดสิทธิทางการเมือง แม้มี 2 คนลาออกไปก่อนหน้านี้แล้วก็ตาม โดยในจำนวนนี้เป็น ส.ส. จำนวน 11 คน ทำให้ อนค. เหลือเสียงในสภา 65 คน จากเดิม 76 คน

ล่าสุดวันนี้ เหล่าบรรดา ส.ส.ของพรรคก้าวไกล ได้โพสต์ข้อความรำลึกครบรอบ 1 ปี ยุบพรรคอนาคตใหม่ โดยนางอมรัตน์ โชคปมิตต์กุล สส.บัญชีรายชื่อพรรคก้าวไกล ทวีตข้อความว่า การตัดสินยุบพรรคอนาคตใหม่ พิสูจน์แล้วว่าไม่ใช่การ “ตัดไฟแต่ต้นลม” แต่มันคือ “ไฟลามทุ่ง”  พร้อมทั้งแชร์รูปถ่ายคู่กับนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ อดีตหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่

ทางด้าน นายณัฐวุฒิ บัวประทุม  รองหัวหน้าพรรคก้าวไกล ทวีตข้อความระบุว่า  ครบ #1ปียุบพรรคอนาคตใหม่ ค่ำคืนที่ร้องไห้ปาดน้ำตา พร้อมคำมั่นที่จะพิสูจน์ว่าคุณยุบได้แต่พรรค #อนาคตใหม่ คือผู้คนและการเดินทาง ในเส้นทางที่อาจมีหลายคนเลือกทางใหม่ พวกเราที่เหลือจะยืนข้างความฝันและอุดมการณ์ ฝันเห็นสังคมแห่งความเท่าเทียม และจะทำฝันนั้นให้เป็นจริง #ก้าวไกล ไปต่อกันนะ ครบ 1 ปีแล้ว กับการยุบพรรคอนาคตใหม่ พวกเราผ่านบททดสอบกันมามากพอสมควร และเราจะเดินต่อไปอย่างไม่ย่อท้อ ตราบใดที่ยังมีแรงและมีคนสนับสนุน  เพราะอนาคตใหม่ คือผู้คนและการเดินทาง

ล่าสุดทางด้าน ดร.ศุภณัฐ อภิญญาณ  หรือ “ดร.นิว” นักวิจัยภายใต้สถาบันวิจัย MAST Center และ คณะวิศวกรรมชีวการแพทย์ University of Arkansas ประเทศสหรัฐอเมริกา ได้โพสต์ข้อความถึงกรณีดัลกล่าวว่า ครบรอบ 1 ปี โง่อย่างไรให้อนาคตใหม่ถูกยุบ พร้อมกับแชร์โพสต์ของตัวเองที่ระบุว่า

#ชำแหละธนาธรปิยบุตร ภาค 2
เลคเชอร์เป็นวิทยาทาน…หลักวิชากฎหมายการเงินพรรคการเมือง ให้ รศ.ดร.กฎหมายมหาชน กับ ไพร่หมื่นล้าน
จะได้หยุดแถและพูดจาดูมีสมองขึ้นมาบ้าง!!!
1.เงินกู้สามารถกู้ได้…
เพราะกฎหมายการเงินพรรคการเมืองของเกือบทุกประเทศทั่วโลกอนุญาตให้กู้ได้ ยกเว้น ประเทศตุรกี เป็นต้น
ดังนั้นประเทศไทยเองที่เมื่อดูจากบริบทของกฎหมายก็น่าจะอนุญาตให้กู้ได้ไม่แตกต่างกัน
โดยในที่นี้…เงินกู้น่าจะรวมอยู่ใน มาตรา 62 พ.ร.ป.พรรคการเมืองฯ ในข้อ 62(5) เงิน ทรัพย์สิน และประโยชน์อื่นใดที่ได้จากการรับบริจาค
2.ไขหลักวิชาว่าด้วยเงินกู้กับเงินบริจาค…
อ้างอิงข้อมูลจาก ภาค 1 นะครับ จากตัวอย่างหลักๆของรูปแบบกฎหมายการเงินพรรคการเมืองทั่วโลก
– ประเทศสหรัฐอเมริกากับแคนาดาที่กำหนดลิมิตหรือเพดานของเงินบริจาคไว้เป็นเพดานเดียวกับเงินกู้ ตราบใดที่กู้เงินมาและยังไม่ได้คืนเงินกู้นั้น เงินกู้นั้นก็จะรวมอยู่กับเงินบริจาคภายใต้เพดานเดียวกัน
– ประเทศอังกฤษที่แม้ไม่มีลิมิตหรือเพดานของเงินบริจาคแต่ก็จัดเงินกู้เป็นประเภทเดียวกับเงินบริจาคที่ต้องแจ้งอย่างละเอียดเพื่อความโปร่งใสในการดำเนินกิจกรรมทางการเมือง แล้วประเทศอังกฤษก็ได้กำหนดเพดานการใช้จ่ายเงินแทน
– ประเทศฝรั่งเศสที่แยกเงินบริจาคออกจากเงินกู้อย่างชัดเจนภายใต้เงื่อนไขและระยะเวลาที่กำหนด ซึ่งถ้าผิดไปจากเงื่อนไขและระยะเวลานี้…เงินกู้ก็จะกลายสภาพเป็นเงินบริจาคไปในที่สุด
ดังนั้นแม้รูปแบบกฎหมายการเงินของพรรคการเมืองของแต่ละประเทศจะแตกต่างกัน แต่ก็สามารถเห็นได้อย่างชัดเจนว่าเงินกู้กับเงินบริจาคนั้นมีความเกี่ยวข้องกันไม่ในรูปแบบใดก็รูปแบบหนึ่งเนื่องด้วยความโปร่งใสในการดำเนินกิจกรรมทางการเงิน
3.ความผิดทางอาญาเนื่องด้วย…มาตรา 66…
เมื่อเข้าใจหลักวิชาว่าด้วยเงินกู้กับเงินบริจาค และความใกล้เคียงกันในเรื่องของการกำหนดเพดานเงินบริจาคของประเทศสหรัฐอเมริกากับแคนาดาแล้ว
ในเบื้องต้นนี้ก็อาจที่จะสามารถอธิบายความผิดทางอาญาในข้อกฎหมายตามมาตรานี้ได้อย่างเป็นรูปธรรมที่ชัดเจนมากยิ่งขึ้น
เพราะแม้ว่าประเทศไทยจะกำหนดเพดานของเงินบริจาคไว้ค่อนข้างสูงถึง 10 ล้านบาท
แต่นายธนาธรกลับให้พรรคอนาคตใหม่กู้เงินเป็นจำนวนถึง 191.2 ล้านบาท ซึ่งทะลุเพดานของเงินบริจาคไปถึง 19.12 เท่า
ดังนั้น…จึงไม่น่ารอดจากความผิดทางอาญาในมาตราอื่นๆ อันเนื่องมาจากการกระทำผิดที่ขัดต่อมาตรา 66
4.ยุบหรือไม่ยุบ…ตามมาตรา 72…อันนำไปสู่มาตรา 92(3)
4.1 ไม่ยุบ
ถ้าตีความถึงที่มาของเงินกู้ว่าเป็นเงินของนายธนาธรที่ได้มาด้วยความสุจริตแบบนั้นก็อาจจะไม่เข้าข้อกฎหมายในข้อนี้
4.2 ยุบ
ถ้ามองให้ละเอียดตามที่คุณหมอวรงค์ได้นำเรื่องราวมาเปิดเผยว่าการกู้เงินครั้งนี้มีความไม่ชอบมาพากลอยู่หลายประการตามหลักฐานที่ได้ปรากฏขึ้นมาในวาระต่างๆ ซึ่งอาจจะเข้าข่ายเป็นนิติกรรมอำพราง
อีกทั้งปริมาณเงินกู้ดังกล่าวก็มีจำเกินกว่าเพดาน 10 ล้านบาทอย่างมีนัยสำคัญ ถึง 19.12 เท่า จึงอาจทำให้นับได้ว่ามีความผิดปกติเป็นอย่างมาก และอาจจะกลายเป็นเงินที่ได้มาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายไปในที่สุด
ขอยกตัวอย่างที่ประเทศสหรัฐอเมริกา เคยมีข่าวของคนที่ละเมิดเพดานเงินบริจาคหลายเท่าตัวแต่ก็ห่างไกลจาก 19.12 หลายเท่านัก
ทำให้มีชาวอเมริกันจำนวนไม่น้อยที่ให้ความสนใจและแสดงจุดยืนที่ต้องการให้มีการบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด โปร่งใส และเท่าเทียมกัน โดยที่ไม่ได้เข้าข่ายเป็นการกดดันการทำงานของศาลแต่ประการใด ซึ่งนับได้ว่าเป็นแบบอย่างที่ดีของผู้คนในสังคมที่เป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง
แต่ในขณะเดียวกันที่ประเทศไทยของเรา กลับมีการออกมากดดันการทำงานของศาลรัฐธรรมนูญ ในลักษณะที่มีการชี้นำเพื่อปกป้องคนที่กระทำความผิดโดยไม่สนต่อหลักการและกฎหมายแต่ประการใด
ที่นี่ก็ลองพิจารณาดูเองแล้วกันครับว่าพฤติกรรมกฎหมู่อยู่เหนือกฎหมายอันเป็นไปในลักษณะที่กดดันการทำงานของศาลรัฐธรรมนูญโดยเฉพาะอย่างยิ่งในขณะที่ศาลกำลังทำงานอยู่นั้น
มันเป็น ประชาธิปไตย หรือ ประชาธิปไตยจอมปลอม กันแน่?
5.คำแนะนำจาก OSCE…
OSCE หรือ Organization for Security and Co-operation in Europe ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ทำงานเกี่ยวกับความมั่นคง, สันติภาพ และประชาธิปไตย ประกอบไปด้วยสมาชิก 57 ประเทศ จากทวีปอเมริกาเหนือ, ยุโรป และเอเชีย
ได้ศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับกฎหมายการเงินพรรคการเมือง
และได้ให้คำแนะนำต่อประเด็นของเงินกู้ไว้ว่า…
เงินกู้ของพรรคการเมืองควรมาจากสถาบันทางการเงินที่ถูกต้องตามกฎหมาย เช่น ธนาคาร เป็นต้น และไม่ควรมาจากบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลอื่นๆ เพราะอาจจะทำให้เกิดการแทรกแซงหรือครอบงำพรรคการเมืองขึ้นได้ อีกทั้งเมื่อใดก็ตามถ้าไม่จัดเงินกู้อยู่ในประเภทเดียวกับเงินบริจาคแล้ว ปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นตามมาก็คือการเลี่ยงเพดานของเงินบริจาคโดยอาศัยการกู้เงินแทนการบริจาคนั่นเอง
จากคำแนะนำในข้างต้นนี้…ก็เป็นเหตุผลสำคัญประการหนึ่งที่ช่วยยืนยันหลักวิชาในเบื้องต้นได้ว่า…เงินกู้กับเงินบริจาคนั้นมีความเกี่ยวข้องกันเนื่องด้วยความโปร่งใสในการดำเนินกิจกรรมทางการเงิน…และทำไม…เงินกู้จึงควรจัดอยู่ในประเภทเดียวกับเงินบริจาค
หวังว่าการเลคเชอร์ในครั้งนี้จะเป็นวิทยาทานที่มอบความรู้และหลักวิชาให้แก่ รศ.ดร.กฎหมายมหาชน กับ ไพร่หมื่นล้าน ได้ไม่มากก็น้อย คงจะช่วยทำให้สมองน้อยๆหรือจิตสำนึกน้อยๆของทั้งสองคนได้เข้าถึงหลักวิชาและหลักปฏิบัติเกี่ยวกับเงินกู้และเงินบริจาคในระดับสากลอย่างเป็นระบบ และหยุดแถหรือบิดเบือนกฎหมายเข้าข้างตัวเองแบบข้างๆคูๆราวกับว่าตนเองไม่มีความผิดเลยแต่ประการใด แล้วรู้จักมีความละอายขึ้นมาบ้างในจิตใจ ตลอดจนรู้จักพูดจาดูมีสมองในการให้สัมภาษณ์หรือแถลงอะไรๆขึ้นมาบ้าง!!!
จากคนรุ่นใหม่คนหนึ่งที่เป็นประชาชนคนธรรมดาแถมไม่ได้เรียนจบกฎหมายใดๆมา แต่มีความรู้สึกรังเกียจต่อคนประเภทที่เป็นผู้นำประชาธิปไตยจอมปลอมที่เล่นการเมืองแบบสกปรกด้วยการบิดเบือนและปลุกระดมที่ปลุกเร้าต่อความรุนแรงเป็นที่สุด
“ผู้นำประชาธิปไตยจอมปลอม คือ คนที่ชอบพร่ำสอนความเชื่อที่เขารู้แก่ใจว่ามันผิดให้แก่คนที่เขารู้ดีว่าเป็นคนโง่”
“The demagogue is one who preaches doctrines he knows to be untrue to men he knows to be idiots.” ― H.L. Mencken นักเขียนชาวอเมริกัน
Don’t do the crime, if you can’t do the time.
อย่ากระทำความผิด ถ้าไม่มีปัญญารับผิดชอบ
ซึ่งย้อนไปก่อนหน้านี้ ในช่วงของการเลือกตั้งนายกฯ อบจ.ภายหลังผลการเลือกตั้งนายกอบจ.ทั่วประเทศทั้ง 76 จังหวัด ออกมาอย่างไม่เป็นทางการ คณะก้าวหน้า ภายการนำของนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าคณะก้าวหน้า ได้ส่งผู้สมัครลงชิงตำแหน่งนายกอบจ.และส.อบจ. ภาคเหนือ 8 จังหวัด ภาคกลาง 11 จังหวัด ภาคตะวันตก 4 จังหวัด

ภาคอีสาน 14 จังหวัด ภาคใต้ 5 จังหวัด

ซึ่งก่อนการเลือกตั้ง คณะก้าวหน้าที่มี นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ เป็นประธาน ซึ่งก่อนการเลือกตั้ง อบจ. หลายฝ่ายให้การจับตาเป็นอย่างมากว่า จะสามารถปักธงเลือกตั้งท้องถิ่นได้หรือไม่ หลังเคยพาพรรคอนาคตใหม่ประสบความสำเร็จในการเลือกตั้ง ส.ส.เมื่อปี 2562 ที่ผ่านมา ประกอบกับช่วงที่ผ่านมามีการออกมาเคลื่อนไหวในทิศทางเดียวกับม็อบคณะราษฎร 2563 แต่ปรากฏว่า ผู้สมัครนายก อบจ.จากคณะก้าวหน้า จำนวน 42 คน แพ้แบบแลนด์สไลด์

อย่างไรก็ดี แม้จะมีการออกมาระบุในทำนองปลอบใจตัวเองว่า พวกเขาประสบความสำเร็จแล้ว เพราะหลายพื้นที่ผู้สมัครจากคณะก้าวหน้าอยู่ในอันดับที่ 2 หากแต่เมื่อวัดจากกระแสในการเลือกตั้ง ส.ส.เมื่อปี 2562 ต้องถือว่าล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง เพราะไม่ได้ นายก อบจ.แม้แต่คนเดียว 

ซึ่งทำให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์เป็นจำนวนมาก หลังจากที่นายธนาธร ได้เปิดหน้าออกมาว่าต่อต้านสถาบันพระมหากษัตริย์ ก็ทำให้มีประชาชนสนับสนุนน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด สังเกตจากการเลือกตั้งนายกฯอบจ. ที่ไม่มีผู้สมัครของคณะก้าวหน้า ชนะการเลือกตั้งแม้แต่คนเดียว