“รุ้ง ปนัสยา” เสียหน้าหนัก แถยับ “พาลโควิด” ทำคนออกมาชุมนุมน้อย หลังคุยโวคนชุมนุมเป็นล้าน

3350

หลังจากค่ำคืนวันที่ 20 ก.พ. 2564 ในเวลา 20.55 น. ได้มีการรายงานบรรยากาศการชุมนุมที่หน้ารัฐสภา ซึ่งมีแกนนำกลุ่มราษฎรได้ผลัดกันอภิปรายไม่ไว้วางใจนอกสภา

 

 

โดยน.ส.เบนจา อะปัญ แกนนำม็อบราษฎร ปราศรัยเป็นคนสุดท้ายและประกาศยุติชุมนุมแยกย้ายกันกลับบ้าน ซึ่งครั้งนี้ไม่มีเหตุวุ่นวายเหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา และตัวของเบนจาก็ยอมรับว่า ม็อบช่วงหลังแผ่วลงไป แต่อย่างไรก็ตามเราจะเคลื่อนไหวอีกครั้งเมื่อไหร่ให้ติดตามผ่านทางเฟซบุ๊กที่เป็นเพจหลักของกลุ่มราษฎร ทั้งนี้ยังเรียกร้องให้รีบปล่อยตัว 4 แกนนำและห้ามจับกุมคุมขังใครอีกเพิ่มเติม อยากฝากถึงประชาชนว่า อย่าเพิ่งหมดหวัง เราทุกคนคือ พลังสำคัญในการเปลี่ยนแปลงประเทศนี้

แต่ก่อนที่จะประกาศยุติการชุมนุม ในช่วงท้ายกลุ่มราษฎรได้อ่านแถลงการณ์แนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม เรื่อง “หมุดหมายการต่อสู้ครั้งต่อไปของพวกเรา” โดยมีใจความสรุป ในขณะนี้เป็นที่กระจ่างชัดแล้วว่าเราไม่สามารถพึ่งหวังกับการเมืองในระบอบรัฐสภา เนื่องด้วยแม้จะมีการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ถึงความเน่าเฟะของการเมืองไทยการชี้ให้เห็น​ถึงความเชื่อมโยงของระบอบศักดินา

และกลุ่มผลประโยชน์ด้วยหลักฐานอันแน่นหนาเพียงใด แต่กระนั้นก็ไม่สามารถนำเอาพวกเหลือบไรเหล่านั้นออกไปจากรัฐสภา ด้วยสิ่งนี้ทำให้เรายังคงที่จะยืนยันในข้อเรียกร้อง 3 ข้อคือ พล.อ.ประยุทธ์​ จันทร์​โอชา ​นายก​รัฐมนตรี​ และองคาพยพ​ ต้องลาออก รัฐสภาต้องเปิดประชุมวิสามัญทันทีเพื่อรับร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ​ และปฏิรูปสถาบัน อย่างไรก็ตามขอให้ทุกคนยึดมั่นในสันติวิธี​อุดมการณ์​ประชาธิปไตย​ สังคมที่เท่าเทียม และรัฐสวัสดิการ​


ขณะที่ทางด้านนางสาวปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล หรือ “รุ้ง” แกนนำ”ราษฎร” และแกนนำแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม ได้เปิดเผยกล่าวถึงการชุมนุมหน้ารัฐสภาว่า ไม่สามารถประเมินได้ว่าจะมีกลุ่มผู้ชุมนุมมาร่วมชุมนุมมากน้อยแค่ไหน ซึ่งเราเข้าใจดีว่าคนอาจจะออกมาไม่ได้มากในเวลานี้ เพราะมีข้อจำกัดเรื่องสถานการณ์ของโรค โควิด-19 จึงยากที่จะออกมารวมตัวกันยากเหมือนเมื่อก่อน ทางกลุ่มไม่ต้องการที่จะเห็นการใช้ความรุนแรงและการสลายการชุมนุม ซึ่งได้ไปร้องขอเจ้าหน้าที่ไม่ให้สลายการชุมนุม เพราะรับปากจะไม่เคลื่อนพลไปที่ไหน ตรงข้ามกับก่อนหน้านี้ที่รุ้งเคยบอกว่า ยิ่งมีการจับกุมตัวเพื่อนเรา คนยิ่งไม่ยอม จะปลุกระดมขึ้นออกมาให้มากขึ้น เป็น 1 แสนคน 2 แสนคน และต้องถึงหลักล้าน

อย่างไรก็ตามการเดินเกมของม็อบ 3 นิ้ว เป็นไปตามที่นักวิชาการ คนดัง และคนปกป้องสถาบัน ได้วิเคราะห์ไว้ว่า ที่อาจารย์และนักวิชาการได้คอยปลุกระดมมวลชนให้ออกมาชุมนุม ในวันที่ 19- 20 ก.พ. 2564 ภายหลังที่การสั่งฟ้อง 18 แกนนำและแนวร่วมกลุ่ม “ราษฎร” อัยการมีคำสั่งให้เลื่อนไปเป็นวันที่ 8 มี.ค. 2564 แทนนั้น เรื่องนี้ก็ทำให้แกนนำราษฎรและอาจารย์ที่อยู่เบื้องหลังหัวร้อน ผิดแผนการไปตาม ๆ กัน จากตอนแรกจะใช้เรื่องอัยการสั่งฟ้องคดีม.112 มาเป็นชนวนเรียกมวลชนให้ออกมาชุมนุม แต่กลับผิดคาด ไม่รู้ว่าจะเดินเกมต่อไปยังไง ก็คงเหมือนกับที่รุ้งเอาข้ออ้างเรื่องโควิด -19 มาหลอกตัวเองและคณะ 3 นิ้วว่า คนออกมาน้อย เพราะกลัวโควิด

 

แต่แท้ที่จริงคงไม่ใช่ เพราะที่ผ่านมา แม้ว่าตัวเลขผู้ติดเชื้อจะเพิ่มสูงขึ้นหรือมีคำสั่งเตือนเรื่องพรก.ฉุกเฉินจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ แกนนำม็อบก็ไม่ได้แคร์เรื่องนี้ แต่นั่นเป็นเพราะใกล้ถึงจุดจบของม็อบแล้วต่างหาก ที่มวลชนเริ่มตาสว่าง เพราะม็อบมีแต่ความรุนแรง ไม่ได้ออกมาเรียกร้องประชาธิปไตยอย่างที่พยายามสร้างคำพูดสวยหรู ขนาดรุ้งยังหมดมุกจะเล่น เลยอ้างเชื้อโควิดมาบังหน้า เพราะยอมรับความพ่ายแพ้ไม่ได้ แม้สถานการณ์ตอนนี้พื้นที่ ที่ติดเชื้อเยอะ มีเพียงไม่กี่จังหวัด ในเขตกทม.และปริมณฑล ตัวเลขน้อยกว่าช่วงที่ผ่านมาด้วยซ้ำ ถ้าจะอ้างโควิด-19 น่าแปลกใจว่า ทำไมพวกแกนนำถึงมากลัวโรคร้ายตอนนี้ คนมาชุมนุมน้อยก็เพราะความเน่าเหม็นของแกนนำและการ์ดม็อบที่พยายามใช้ความรุนแรงจนคนเขาตาสว่าง เพราะว่าคนมาไม่ถึงหลักร้อย มีรายงานบรรยากาศว่า จนถึงช่วงค่ำ มีผู้มาชุมนุมประมาณ 600-700 คนเท่านั้น ขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจมาควบคุมความเรียบร้อยประมาณ 4,000 นาย แล้วแบบนี้รุ้ง ปนัสยา จะโทษเชื้อโควิดทำม็อบพัง ไม่อายบ้างหรอ?