บิ๊กตู่ซัดกลางสภา ผู้ใหญ่แอบหลังม็อบปั่นหัวทำผิดกม. ถามไม่สงสารเด็กหรือ หลอกไปติดคุก

2700

นายกฯบิ๊กตู่สู้ฝ่ายค้านในสภา แต่มาวันนี้กับศึกซักฟอกถึงกับบ่น ท้อเพราะนับวันสภา มีแต่ให้ร้าย ดูถูก เหยียดหยามมากขึ้น ขณะส.ส.ก็ไปหลบหลังม็อบเด็ก ทั้งยังกังวลเรียกอนาคตของชาติเป็นนักเรียนเลว ชี้อันตรายสถานการณ์เคลื่อนไหวอาจลุกลามทำเสียอนาคตได้

ทั้งนี้ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณาญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล ได้ดำเนินการมาเป็นวันที่สุดท้ายแล้ว จากวันแรกที่มีนายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาฯ คนที่ 1 ทำหน้าที่ประธานในที่ประชุม มีเหตุการณ์ให้ถูกพูดถึงโดยนางอมรัตน์ โชคปมิตต์กุล ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล อภิปราย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ในประเด็นการทุจริตในหน้าที่ 4 ข้อ

โดยการอภิปรายของ นางอมรัตน์ กลายเป็นเรื่องที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์และมีการแชร์ในโซเชียลฯ อย่างมาก เมื่อส.ส.พรรคก้าวไกลรายนี้อภิปรายเสียดสีพล.อ.ประยุทธ์ ด้วยคำพูดที่ว่า ช่วงนี้ดูตัวยาว แขนยาว ขึ้นไม่รู้ว่าไปโหนอะไรมา

ทำให้พล.อ.ประยุทธ์ ต้องลุกขึ้นขอใช้สิทธิ์ชี้แจงว่า หลายเรื่องอยู่ระหว่างการตรวจสอบทั้งปปช. ศาลรัฐธรรมนูญ ทุกอย่างชัดเจน ประเด็นสำคัญ ขอขอบคุณที่บอกว่า ผมตัวผอมลง สูงขึ้น แสดงว่าท่านห่วงใย ผมก็ห่วง ท่านเหมือนกัน เพราะตัวท่านก็เตี้ยลง ทุกวัน ๆ เพราะไปหลบอยู่หลังม็อบทุกวัน

นั่นเองจากคำของพล.อ.ประยุทธ์ ทำให้ย้อนไปถึงพฤติกรรมของนางอมรัตน์ ที่เข้าไปร่วมชุมนุมในครั้งต่าง ๆ ไม่เพียงเท่านั้นนางอมรัตน์ ยังเป็นอีกหนึ่งคนที่โพสต์ข้อความบนโซเชียลฯ เพื่อยั่วยุปลุกปั่น ปลุกระดมมวลชน และที่เห็นบ่อยครั้งคือการที่นางอมรัตน์ พาตัวเองไปใช้ตำแหน่ง ส.ส. เพื่อประกันตัวเหล่าแกนนำที่โดนแจ้งข้อหาต่าง ๆ โดยเฉพาะความผิดตามมาตรา112

ล่าสุดวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2564 พลเอกประยุทธ์ ได้เข้าร่วมประชุมและกล่าวชี้แจงถึงกรณีปัญหาด้านการศึกษา ของการอภิปรายไม่ไว้วางใจของพรรคฝ่ายค้าน โดยระบุว่า

วันอาทิตย์ที่ 16 สิงหาคม 2563 บรรยากาศคณะประชาชนปลดเเอกชุนุมเพื่อเรียกร้องประชาธิปไตย บริเวณ อนุเสาวรีย์ประชาธิปไตย ตั้งเเต่เวลา 15.00 – 21.00 น.

“ตนสังเกต เวลาฝ่ายรัฐบาลจะชี้แจงอะไร ต้องมีการคัดค้านอยู่บ่อยครั้งมากเกินไป จนสาละไม่ได้ การตั้งคำถามในสภาจะถามอะไรก็ได้ แต่ตอบต้องตอบด้วยหลักการและเหตุผล ไม่ใช่การตอบกลับเป็นคำๆแบบนี้ คงไม่ใช่ โดยเฉพาะตนเองที่บอกว่าตอบไม่ตรงคำถาม ก็คงไม่ใช่ เพราะตนต้องบริหารในภาพใหญ่”

ทั้งนี้นายกรัฐมนตรี ยังระบุว่า สิ่งสำคัญคือวันนี้ยอมรับหรือไม่ว่า การศึกษามีปัญหา หากถามจากผู้ปกครอง ครู และเด็กก็จะรู้ว่ามีปัญหาจึงต้องมีการปฏิรูปการศึกษา ตนขอยืนยันว่าพ.ร.บ.การศึกษา จะเข้าในวาระแรกของการเปิดประชุมสภาสมัยหน้า และสิ่งสำคัญที่สุดคือการปฏิรูปการศึกษา ซึ่งถือเป็นเหตุจำเป็น ซึ่งทุกคนอยู่ในห้องนี้ประกอบด้วยคนอยู่ในหลายช่วงวัยที่หลากหลาย และหลากหลายด้านการศึกษา

“ตนยอมรับว่าตนเรียนระบบเก่ามา แต่ตนก็เรียนรู้ระบบใหม่ ช่วงของการเปลี่ยนผ่าน เพราะฉะนั้นแน่นอนย่อมมีการเปลี่ยนแปลงปรับปรุงแก้ไ ขแต่ทุกอย่างต้องเป็นไปตามกฎหมาย กฎระเบียบ ตนอยากให้การแก้ไขปัญหาของการศึกษา หรืออะไรก็ตาม ไม่อยากให้ทุกเรื่องกลับไปที่เดิม เพียงแค่เปลี่ยนรัฐมนตรีเป็นคนละ 2 เดือน 3 เดือนหรือ 6 เดือนทุกอย่างคงแก้ไขไม่ได้ เพราะเป็นปัญหาที่เชิงโครงสร้าง ต้องแก้ทั้งวงจร แก้ทั้งระบบ”

นอกจากนี้ พลเอกประยุทธ์ ยังกล่าวต่อที่ประชุมสภาฯว่า หากมองปัญหามองเป้าหมายคืออะไร ปัญหาอยู่ที่ไหน ต้นทางกลางทางเป็นอย่างไร เราจะต้องเอาตัวออกจากตรงนู้น เช่นเดียวกับตนเอาออกจากปัญหาเหล่านั้น มองจากข้างนอกเข้าไปว่าจะแก้ไขปัญหาอย่างไร และได้กระบวนการแก้ไขปัญหาเรียบร้อยแล้วจึงเอาตัวเราเข้าไป จึงจะสามารถแก้ไขปัญหาอุปสรรคได้คนได้ประโยชน์เสียประโยชน์อะไรต่างๆก็จะดูแลอย่างไรจึงจะเรียกว่าการปฏิรูปการศึกษา

“ตนคิดว่าหลายเรื่องคงตอบแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการไม่ได้ แต่ในฐานะกำกับดูแล ตนก็จะติดตามในการคัดสรรคน กฎหมายทำได้ก็ว่าไป หากผิดก็ต้องยอมรับอยู่แล้ว”

อย่างไรก็ตามนายกรัฐมนตรี ยอมรับว่า มีสิ่งที่ตนไม่สบายใจอยู่ 1 อย่าง นั่นคือการเข้ามาครั้งนี้เป็นรัฐบาลประชาธิปไตยมา 2 ปี ครั้งแรก ตนคิดว่าสภาในสภาดีกว่านี้ แต่ครั้งนี้ตนไม่สบายใจเท่าไร ตนให้เกียรติทุกคนเสมอมา แต่ครั้งนี้การกล่าวอ้าง ให้ร้ายดูถูกเหยียดหยามมากขึ้น แต่ตนก็พยายามอดทน ตนเป็นนายกรัฐมนตรีต้องทนได้เสมอ

และในช่วงท้าย พลเอกประยุทธ์ ยังยอมรับว่าเป็นห่วงกับคำว่า นักเรียนเลว หรือ ครูชุดดำ ซึ่งไม่เคยมองอย่างนั้น ไม่เคยยุแยงให้เด็กเป็นอย่างนั้น

“เราจะเรียกเขาเป็นนักเรียนเลวได้อย่างไร เขาเป็นนักเรียน เป็นอนาคตของชาติ เพราะฉะนั้นมีอยู่หลายคนในนี้ ตนไม่ขอว่าใคร อย่ามาประท้วงตน เพราะทุกคนก็รู้ดีอยู่ ก่อนหน้านี้สมัยอายุเท่าตนไม่มีหรอกเรื่องแบบนี้ เรื่องร้ายแรงแบบนี้ไม่เคยมี ทำไมจะต้องให้เขาไปมีปัญหากับกฎหมายตนไม่เข้าใจ แล้วมีคนไปแอบอยู่ข้างหลัง ไม่สงสารเด็กบ้างหรือ เมื่อถึงเวลาเขาก็มีเวลาของเขา

วันนี้เขาต้องเรียนหนังสือ ไม่เคยมีปัญหาเหล่านี้มาก่อน ตนสังเกต ในฐานะเป็นนายกรัฐมนตรีและฝ่ายความมั่นคง ตนสังเกตความเคลื่อนไหว การพูดจาต่างๆสอดคล้องสถานการณ์ภายนอกทั้งสิ้น นี่คืออันตราย ตนถามแล้วใครจะเอาอยู่ ไม่ว่าใครจะเป็นนายกฯ”

นั่นคือถ้อยคำของนายกรัฐมนตรี ที่กล่าวอย่างเป็นห่วงเป็นใยเด็ก เยาวชนของชาติ ที่ถูกผู้ใหญ่บางคนแอบอยู่ข้างหลัง คอยยุแยงปลุกปั่น ให้ออกไปทำผิดกฎหมาย เรื่องนี้นับว่าเป็นอันตราย ซึ่งต้องช่วยกันจับตาดูกันต่อไปว่า นายกฯและรัฐบาลจะแก้ปัญหานี้ให้จบลงอย่างไร???