สถาบันอาหารฟันธง!?! ปี64 ส่งออกสินค้าอาหารไทยโต 7.1% เร่งรัฐออกมาตรการป้องกันปนเปื้อนโควิด หนุนต่างชาติเชื่อมั่น

452

ท่ามกลางการเผชิญวิกฤติการระบาดโควิด-19 ระลอกใหม่ แล้วมีวัคซีนป้องกันโควิดที่คนไทยจะเริ่มได้ฉีดในเวลาอันใกล้นี้  เป็นความหวังของประชาชน ภาคธุรกิจ ว่าจะหนุนช่วยให้เศรษฐกิจของไทยฟื้นตัวเร็วขึ้น สถาบันอาหารได้เปิดเผยแนวโน้มข่าวดีเกี่ยวกับการส่งออกสินค้าอาหารไทยสำหรับปีนี้ว่า จะเติบโตขึ้นอย่างแน่นอนโดยเฉพาะตลาดหลัก จีน สหรัฐ โอเชียนเนีย เมื่อตลาดโลกขยับมีความต้องการบริโภคเพิ่มขึ้น หนำซ้ำได้ราคาดีด้วย และย้ำเตือนรัฐบาลว่า ควรเร่งประกาศมาตรการการป้องกันปนเปื้อนเชื้อโรคโควิดโดยด่วน เพื่อเสริมความเชื่อมั่นแก่ต่างประเทศ ทั้งด้านการค้า การส่งออกและการลงทุน

วันที่ 18 ก.พ. 2564 นางอนงค์ ไพจิตรประภาภรณ์ ผู้อำนวยการสถาบันอาหาร เปิดเผยถึงแนวโน้มการส่งออกสินค้าอาหารไทยปี 2564 คาดว่าจะมีมูลค่า 1,050,000 ล้านบาท ขยายตัว 7.1% โดยมีปัจจัยสนับสนุนหลักมาจาก 

1.ความต้องการสินค้าในตลาดโลกมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นตามภาวะเศรษฐกิจหลังจากที่หลายประเทศเริ่มมีการให้วัคซีนป้องกันโควิด-19 แก่ประชาชน 

  1. ราคาสินค้าเกษตรและอาหารที่เพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าไก่ น้ำตาล ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง และสับปะรด 
  2. การกำหนดมาตรการป้องกันการปนเปื้อนเชื้อโควิด-19 ในกระบวนการผลิตอาหารส่งออก เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประเทศคู่ค้าที่นำเข้าสินค้าอาหารจากไทย

สั่งซื้อเม็ดมะม่วง คลิก!!
สั่งซื้อเม็ดมะม่วง คลิก!!

อย่างไรก็ตาม คาดว่ายังมีอีกหลายปัจจัยที่จะทำให้การส่งออกไม่เป็นไปตามเป้า ได้แก่ 1. การขาดแคลนวัตถุดิบของโรงงานแปรรูปอาหาร โดยเฉพาะอุตสาหกรรมแปรรูปอาหารทะเลที่เน้นผลิตเพื่อการส่งออก เช่น กุ้ง ปลาทะเล ปลาหมึก 

  1. ค่าเงินบาทมีแนวโน้มแข็งค่าสวนทางดัชนีเงินดอลลาร์สหรัฐฯที่อ่อนค่าลง ซึ่งจะกระทบกับกลุ่มอาหารส่งออกที่มีการใช้ปัจจัยการผลิตภายในประเทศในสัดส่วนที่สูง เช่น กุ้งแช่แข็ง สับปะรดกระป๋อง ไก่ น้ำตาลทราย ข้าว และผักผลไม้สด เป็นต้น 
  2. ต้นทุนค่าขนส่งทางเรือเพิ่มสูงขึ้น จากปัญหาการขาดแคลนตู้คอนเทนเนอร์และค่าระวางเรือที่เพิ่มสูงขึ้น รวมทั้งต้นทุนการผลิตและค่าขนส่งภายในประเทศที่มาจากการเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมันในตลาดโลก

สำหรับกลุ่มสินค้าที่คาดว่าการส่งออกจะปรับตัวสูงขึ้น ทั้งปริมาณและมูลค่า ได้แก่ ไก่ (+2.0%) ปลาทูน่ากระป๋อง (+3.6%) แป้งมันสำปะหลัง (+7.4%) เครื่องปรุงรส (+4.1%) มะพร้าว (+2.3%) อาหารพร้อมรับประทาน (+4.6%) และสับปะรด (+8.0%) ส่วนสินค้าที่คาดว่าการส่งออกจะใกล้เคียงกับปีก่อน คือ ข้าว (+5.7%) ส่วนน้ำตาลทราย (+51.3%) จะมีปริมาณส่งออกทรงตัว แต่มูลค่าส่งออกจะเพิ่มขึ้นตามราคาน้ำตาลในตลาดโลก ขณะที่กุ้งเป็นสินค้าหลักที่คาดว่าการส่งออกจะลดลงทั้งปริมาณและมูลค่า (-2.2%)

นางอนงค์ กล่าวด้วยว่า สำหรับในปี 2563 ที่ผ่านมา ภาคการผลิตอุตสาหกรรมอาหารของไทยหดตัวลง -6.5% เป็นผลมาจากการบริโภคภายในประเทศและการส่งออกที่ลดลง เนื่องจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 รวมถึงจากปัญหาการขาดแคลนวัตถุดิบ โดยเฉพาะในกลุ่มมันสำปะหลัง อ้อย (น้ำตาล) และสับปะรด

ส่วนภาคการส่งออกสินค้าอาหารไทยในปี 2563 มีมูลค่า 980,703 ล้านบาท ลดลง -4.1% หรือในรูปดอลลาร์คิดเป็นมูลค่าส่งออก 31,284 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ลดลง -5.1% ขณะที่ส่วนแบ่งตลาดโลกของไทยลดลงมาอยู่ที่ 2.32% จาก 2.49% ในปี 2562 และอันดับประเทศผู้ส่งออกอาหารของไทยตกลงมาอยู่ในอันดับที่ 13 ของโลก จากอันดับที่ 11 ในปีก่อนหน้า

 

ทั้งนี้ ตลาดส่งออกอาหารของไทยปี 2563 มีเพียงประเทศจีน สหรัฐฯ และโอเชียเนีย 3 ตลาดหลักเท่านั้นที่มีอัตราขยายตัว โดยการส่งออกไปยังประเทศจีนมีมูลค่า 179,761 ล้านบาท (+18.1%) สหรัฐฯมีมูลค่า 118,718 ล้านบาท (+12.2%) ภูมิภาคโอเชียเนียมีมูลค่า 33,056 ล้านบาท (+1.7%) 

ส่วนตลาดอื่นๆ หดตัวลง โดยเฉพาะตลาดกลุ่มประเทศแอฟริกาใต้สะฮารา (Sub-Saharan Africa) (-29.1%) อาเซียนเดิม (-17.7%) สหภาพยุโรป (-11.0%) กลุ่มประเทศตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือ (MENA) (-11.3%) และสหราชอาณาจักร (-12.1%) 

โดยปัจจุบัน จีนเป็นตลาดส่งออกอาหารอันดับที่ 1 ของไทย มีสัดส่วนส่งออก 18.3% รองลงมา ได้แก่ กลุ่ม CLMV คือกัมพูชา ลาว เมียนมา เวียดนาม 13.9% และญี่ปุ่น 12.7%

นางอนงค์ กล่าวต่อว่า นอกจากอุตสาหกรรมอาหารของไทยจะได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19แล้ว ยังมีแรงกดดันจากการแข็งค่าของเงินบาท ภาวะขาดแคลนตู้คอนเทนเนอร์ และต้นทุนขนส่งที่เพิ่มสูงขึ้น 

โดยในปี 2563 ที่ผ่านมา พบว่ากลุ่มสินค้าอาหารแปรรูปมีมูลค่าส่งออก 581,533 ล้านบาท หดตัว -5.6% หรือมีสัดส่วนส่งออก 59.3% ของมูลค่าส่งออกอาหารโดยรวม

ขณะที่กลุ่มสินค้าเกษตรวัตถุดิบมีมูลค่าส่งออก 399,170 ล้านบาท ลดลง 2.0% หรือมีสัดส่วน 40.7% ของมูลค่าส่งออกอาหารโดยรวม ทั้งนี้กลุ่มสินค้าหลักที่การส่งออกขยายตัว ได้แก่ ปลาทูน่ากระป๋อง (+9.1%) เครื่องปรุงรส (+8.1%) และอาหารพร้อมรับประทาน (+12.6%) ซึ่งสอดรับกับการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคอาหารที่บ้าน ในขณะที่ปี 2563 ที่ผ่านมากลุ่มสินค้าหลักที่การส่งออกลดลง ได้แก่ ข้าว (-11.6%) ไก่ (-2.4%) น้ำตาลทราย (-40.6%) แป้งมันสำปะหลัง (-4.4%) กุ้ง (-13.8%) ผลิตภัณฑ์มะพร้าว (-2.7%) และสับปะรด (-2.4%)