นักเขียนสามนิ้วมาอีกคนแล้ว ผิดหวังก้าวไกลอภิปรายวัคซีน วนแต่ข้อมูลเก่า

2620

การเคลื่อนไหวของม็อบที่สร้างความรุนแรง และโจมตีสถาบันฯ ชัดเจนว่าสอดรับ สอดประสานกับฝ่ายการเมืองอย่างพรรคก้าวไกล ที่เดินหน้าเรียกร้องให้ยกเลิกม.112 ทั้งยังนำเรื่องวัคซีนโควิดมาโยงเป็นเรื่องการเมืองอยู่เป็นระยะ ซึ่งเรื่องนี้เองที่ทำให้แม้ฝ่ายเดียวกันยังต้องออกมาตำหนิในเชิงผิดหวัง เพราะการกระทำที่ขาดการหาข้อมูล มุ่งหวังแต่จะโจมตีฝ่ายตรงข้ามอย่างเดียว

ดังกรณีที่วานนี้ (17 ก.พ. 2564) ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรในญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล โดยในการอภิปรายของนายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคก้าวไกล อภิปรายไม่ไว้วางใจ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.สาธารณสุข

นายวิโรจน์ อภิปรายว่า พล.อ.ประยุทธ์ และนายอนุทิน รู้อยู่ตลอดเพราะรัฐบาลนี้เป็นคนคาดการณ์ว่าหากฉีดวัคซีนล่าช้า 1 เดือน ความเสียหายทางเศรษฐกิจจะเท่ากับ 2.5 แสนล้านบาท ดังนั้น ทุกวันที่ พล.อ.ประยุทธ์บริหารประเทศ ประเทศชาติจะเสียหายเป็นมูลค่า 8,300 ล้านบาท คิดเป็นชั่วโมง ชั่วโมงละ 347 ล้านบาท จนถึงวันนี้ช้าไปมากแล้วจึงเป็นความผิดที่ พล.อ.ประยุทธ์ ในฐานะ ผอ.ศบค. และนายอนุทิน จะปฏิเสธความรับผิดชอบไม่ได้

ทั้งนี้ นายวิโรจน์ ยังกล่าวอีกว่า การที่นายอนุทินออกมาอ้างว่าที่ไทยไม่เข้าร่วม COVAX เพราะเป็นประเทศฐานะปานกลาง แต่ทำไมประเทศที่ร่ำรวยอย่างประเทศในสหภาพยุโรป เป็นต้น ถึงเข้าร่วม นายอนุทิน อย่ามาอ้างว่า COVAX จะส่งมอบวัคซีนล่าช้า เพราะองค์การอนามัยโลก ได้ประกาศเอาไว้ที่หน้าเว็บไซต์ เมื่อวันที่ 22 ม.ค. 64 ว่า ได้เตรียมส่งมอบวัคซีนแอสตราเซเนกา ประมาณ 150 ล้านโดส ประเทศในอาเซียนต่างได้รับการแจกจ่ายวัคซีนกันถ้วนหน้า ช้าตรงไหนไม่ทราบ

ส่วนประเทศไทยเป็นศูนย์ครับ เพราะนายอนุทิน และพล.อ.ประยุทธ์ ตัดสินใจไม่เข้าร่วม COVAX กะจะพาประชาชนไปกระจุกความเสี่ยงที่วัคซีนแอสตราเซเนกา ที่ผลิตโดยบริษัทเอกชน ที่เพิ่งได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยี และน่าจะไม่เคยผลิตวัคซีนมาก่อน จะมั่นใจได้อย่างไรว่า บริษัทเอกชน ที่ชื่อว่า สยามไบโอไซเอนซ์ ที่เพิ่งจะได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตวัคซีนชนิด Viral Vector จะผลิตวัคซีน ส่งมอบตามจำนวนที่ได้วางแผนเอาไว้

เรื่องที่คนไทยให้อภัยพล.อ.ประยุทธ์ไม่ได้โดยเด็ดขาด คือรู้ทั้งรู้ว่าสยามไบโอไซเอนซ์ นั้นมีความเกี่ยวข้องกับสถาบันพระมหากษัตริย์ แทนที่จะรอบคอบ ประณีต โปร่งใส แต่กลับรวบรัด ขาดความโปร่งใส อำพรางข้อมูลสาธารณะ จนเกิดความล่าช้าในการจัดหาวัคซีน แทนที่จะสำนึก ขอพระราชทานอภัยโทษ แต่พล.อ.ประยุทธ์ กลับใช้กฎหมายอาญามาตรา 112 ฟ้องร้องปิดปาก

“พล.อ.ประยุทธ์ และนายอนุทิน มักใหญ่ใฝ่สูงหมายจะเอาเงินภาษีของประชาชนไปสร้างซีนให้กับตนเอง คุยโม้คุยโต โง่แล้วอยากนอนเตียง เอาชีวิตของราษฎรไปขึ้นเขียง เอาเศรษฐกิจปากท้องของประชาชนไปเสี่ยงกับบริษัทเอกชนที่เพิ่งรับการถ่ายทอดเทคโนโลยี และน่าจะไม่เคยผลิตวัคซีนมาก่อน นี่หรือคนที่อ้างว่าสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ และที่กล้าที่จะเป็นเหลือบ ลิ้น ไร ปรสิต โหนนำสถาบันมาเป็นเกราะป้องกันตัวเอง ความผิดตัวเองคนคู่นี้ แค่เดินเฉียดเงาผมยังรู้สึกรังเกียจ แค่คิดว่าต้องหายใจเอาอากาศร่วมกันกับคนสองคนนี้ ก็รู้สึกขยะแขยง จึงไม่อาจให้ดำรงตำแหน่งนายกฯ และรมว.สาธารณสุขได้ต่อไป” นายวิโรจน์กล่าว

เกี่ยวกับเรื่องนี้ ล่าสุด ทางด้าน น.ส.สฤณี อาชวานันทกุล นักวิชาการอิสระด้านเศรษฐศาสตร์ นักเขียน นักแปลชื่อดัง โพสต์ลงบนเฟซบุ๊กชื่อ “Sarinee Achavanuntakul – สฤณี อาชวานันทกุล” กล่าวถึงการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลว่า ส.ส.จิราพร ก็อภิปรายเรื่องเหมืองทองคำได้ดีเช่นกัน มาไล่ดูอภิปรายไม่ไว้วางใจที่ผ่านมาสองวันชอบเนื้อหาการอภิปรายของ ส.ส.สุรเชษฐ์ พรรคก้าวไกล เรื่องรถไฟฟ้า กับ ส.ส.จิราพร พรรคเพื่อไทย เรื่องเหมืองทองคำที่สุด

ส่วนเรื่อง #มหากาพ์วัคซีน ที่ ส.ส.วิโรจน์ อภิปรายนั้นก็สนุกดี แต่พอดีตามเรื่องนี้ค่อนข้างใกล้ชิดอยู่แล้วเลยไม่รู้สึกว่ามีข้อมูล “ใหม่” มากนัก อิอิ เสียดายที่ไม่ได้ไล่ไทม์ไลน์แผนการจัดการวัคซีนให้เห็นชัด ๆ ในสภา เปรียบเทียบแต่ละเดือนมาเรื่อย ๆ ว่าเปลี่ยนแปลงยังไงบ้าง

อย่างไรก็ตาม จากโพสต์ดังกล่าวของ น.ส.สฤณี นั้นมีความสอดคล้องกับที่ก่อนหน้านั้น ภัควดี วีระภาสพงษ์ นักเขียนและนักแปล ผู้เคลื่อนไหวอยู่ในวงการสิทธิมนุษยชน ได้โพสต์ข้อความถึงกรณีการชุมนุมเมื่อวันที่ 13 ก.พ. 2564 ที่ผ่านมาว่า เวลาเราด่ารัฐบาลประยุทธ์โง่ ทหารไทยโง่ ชนชั้นนำโง่ สลิ่มโง่ เอาจริง ๆ พวกเขาก็ไม่ได้โง่ไปทุกเรื่องหรอก และต่อให้โง่ขนาดไหน ถ้ามีงบประมาณแสนล้านไว้เผาเล่นทุกปี ถึงพลาดเป้าไปเยอะ มันก็ต้องเข้าเป้าบ้าง ชนชั้นนำไทยเก่งเรื่องกระชับอำนาจให้ตัวเอง และที่เก่งที่สุด มีประสบการณ์เชี่ยวชาญที่สุดคือการใส่ร้ายสร้างภาพให้ประชาชนหัวแข็งดูน่าฆ่าทิ้ง

14 ตุลา 6 ตุลา พฤษภา 35/53 กรือเซะ/ตากใบ ฯลฯ บางคนบอกว่านั่นมันสมัยก่อน ยุคนี้มีโซเชียลมีเดีย ทำไม่ง่ายหรอก ในแง่หนึ่งมันก็จริง แต่อีกแง่หนึ่ง มนุษย์มันก็เป็นมนุษย์ บางทีก็ทำพลาดซ้ำซากอยู่นั่นแหละ พอมีผู้ประท้วงบางกลุ่มห้าวเป้ง อยากตาต่อตา ฟันต่อฟัน ไม่ยอมยึดสันติวิธีแบบหมาจนตรอก คุณคิดว่าตำรวจดูไม่ออกเหรอ ถ้ามีคนกลุ่มนี้ในผู้ชุมนุม ตำรวจทหารไม่ต้องเสียเวลาส่งคนแฝงตัวหรอก แค่ยุหรือปล่อยให้คนกลุ่มนี้พุ่งเข้าหา คฝ.ก่อน ปาหินปาระเบิดปิงปอง ปาประทัดใส่ตำรวจสักสามสี่รอบการชุมนุม ยิ่งชอบทำซ้ำๆ เป็นแบบแผน ตำรวจหามุมกล้องให้สื่อได้ถ่ายไว้เลย ต่อให้เป็นสื่อมวลชนที่เห็นใจเรา เขาก็กลืนไม่เข้าคายไม่ออก

ตำรวจเขาไม่เน้นจับคนกลุ่มนี้หรอก อย่างมากก็จับสักคนสองคนเพื่อยั่วให้เพื่อนในกลุ่มโกรธ ชุมนุมคราวหน้าจะได้บวกเต็มที่กว่าเดิม พอเป็นแบบนี้สักไม่กี่ครั้ง ขบวนการก็หมดความชอบธรรม เหลือคนมาชุมนุมแต่ฮาร์ดคอร์ ดูน่าฆ่าทิ้งมาก ซึ่งไม่ยากสำหรับสังคมไทยที่เคยชินกับการสังหารหมู่ทางการเมือง
สรุปว่าเราพอใจจะโง่กว่าตำรวจ โง่กว่าทหาร โง่กว่าสลิ่ม โง่กว่าประยุทธ์ใช่ไหม?