ตอกย้ำ “ม็อบขี้โกหก” แหกหน้า แก๊งบิดเบือนใส่ความเจ้า “สนามม้านางเลิ้ง” แปลสภาพเป็นสวนสวย เพื่อประชาชน

1667

ความจริงปรากฎ!! ตอกย้ำ “ม็อบขี้โกหก” แหกหน้า แก๊งบิดเบือนใส่ความเจ้า “สนามม้านางเลิ้ง” แปลสภาพเป็นสวนสวย เพื่อประชาชน!!

อย่างที่หลายๆท่านได้ทราบว่ากลุ่มนักเคลื่อนไหวเถื่อนที่อาศัยที่ซุกหัวนอนอยู่นอกประเทศ เพราะหนีคดีร้ายแรงหลายอย่าง เช่น นายสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล หรือ นายปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ ที่โดนคดี 112 เพราะพยายามบิดเบือนข้อมูล เพื่อหวังล้มล้างโจมตีสถาบันฯ มาเป็นระยะเวลานาน ได้เคยโกหกบิดเบือนในเรื่องของ ในหลวงได้ยึดพื้นที่สนามม้า เพื่อนำไปสร้างเป็นโรงแรมฯ เพื่อไว้ใช้ประโยชน์ส่วนพระองค์

หลังจากนั้นเรื่องราวดังกล่าวได้ถูกส่งต่อจนกลายเป็นกระแสให้กลุ่มม็อบ นำมาขยายต่อสร้างเป็นนิยายหลอกเด็ก ให้ประชาชนที่เข้ามาร่วมชุมนุมหลงเชื่อ และต้องการสร้างความเกลียดชังสถาบันฯ ให้ฝังอยู่ในสมองที่ไม่ได้ไตร่ตรองของกลุ่มผู้ชุมนุม

ซึ่งหากย้อนไปเมื่อวันที่ 22 พ.ย.63 ทางด้านของ ดร.ศุภณัฐ อภิญญาณ หรือ “ดร.นิว” นักวิจัยภายใต้สถาบันวิจัย MAST Center และ คณะวิศวกรรมชีวการแพทย์ University of Arkansas ประเทศสหรัฐอเมริกา ก็เคยได้พูดในเรื่องนี้ไว้อย่างละเอียด ว่าแท้จริงแล้ว สนามม้านางเลิ้ง กำลังจะถูกนำมาพัฒนาเพื่อให้ประชาชนชาวไทยทุกคนได้รับประโยชน์

อีกทั้งยังได้ทำการเปิดเผยข้อมูลต่างๆ ที่กลุ่มผู้ชุมนุม และผู้อยู่เบื้องหลังพยายามโกหก เพื่อโจมตีสถาบัน โดยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้

#เบิกเนตรม็อบราษฎร
เรื่องโกหกมักจะมาก่อนความจริงเสมอ…

นายสมศักดิ์เจียม ลุงปวินสุรชัย ฯลฯ ต่างมุ่งทำลายสถาบันฯด้วยการใส่ร้ายป้ายสีสร้างความเกลียดชัง ประเด็นหนึ่งคือการพำนักของในหลวงที่ประเทศเยอรมนี จนมีกลุ่มแนวร่วมใหม่ๆเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็น คณะก้าวหน้า ม็อบราษฎร ฯลฯ แต่ประเด็นดังกล่าวก็เงียบสนิทไป เมื่อรัฐบาลเยอรมนีได้ออกมายืนยันอย่างชัดเจน ในหลวงไม่ได้ละเมิดกฎหมายใดๆทั้งสิ้น กลุ่มคนเหล่านี้จึงหยุดกล่าวถึงประเด็นดังกล่าว แล้วหันไปหลอกมวลชนด้วยประเด็นอื่นๆแทน

ตอนนี้ก็มาถึงตาของนิทานเรื่อง “วังวชิราลงกรณ์คอมเพล็กซ์” ที่เละเป็นโจ๊กตามไปอีก เพราะที่ผ่านมาก่อนหน้านี้มีความชัดเจนแล้วว่า สนามม้านางเลิ้งจะถูกพัฒนาเป็นพื้นที่สวนสาธารณะ ให้ประชาชนได้มาพักผ่อนหย่อนใจและออกกำลังกาย ไม่ใช่อย่างที่นายสมศักดิ์เจียมหลอกลวง

มาวันนี้ 22 พ.ย. 2563 – ทุกอย่างก็ยิ่งชัดเจนยิ่งขึ้นไปอีก
เมื่อในหลวงทรงพระราชทานโฉนดที่ดินจำนวนมาก เพื่อส่วนราชการต่างๆ ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติและประชาชน ทั้งนี้มีพื้นที่ซึ่งถูกนายสมศักดิ์เจียมแอบอ้างใส่เข้าไปในนิทานหลอกเด็กรวมอยู่ด้วย

– โฉนดที่ดิน 10 ไร่ 2 งาน 65.70 ตารางวา เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร เพื่อใช้เป็นที่ตั้งของโรงเรียนราชวินิต
– โฉนดที่ดิน 6 ไร่ 3 งาน 22 ตารางวา เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร เพื่อใช้เป็นที่ตั้งของโรงเรียนราชวินิต มัธยม
– โฉนดที่ดิน 60 ไร่ 1 งาน 80 ตารางวา เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร เพื่อใช้เป็นที่ตั้งของมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา
– โฉนดที่ดิน 37 ไร่ 1 งาน 10 ตารางวา เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร เพื่อใช้เป็นที่ตั้งของมหาวิทยาลัยสวนดุสิต

นับตั้งแต่วันที่ในหลวงเติบโตขึ้นมาจนถึงวันนี้ พระองค์ได้ตามรอยพระราชบิดามาโดยตลอด แม้พระองค์จะมีความดีมากเพียงใด แต่ม็อบราษฎรไม่เคยสนใจสิ่งเหล่านี้ กลับสนใจแต่ข้อมูลบิดเบือนใส่ร้าย ตามชุดความคิดที่ถูกป้อนโดยไม่รู้ตัวผ่านโซเชียลมีเดีย ไม่ต่างจากโรคระบาด เต็มไปด้วยโปรแกรมของความเกลียดชังและความอาฆาตมาดร้าย ภายใต้กระบวนการปั่นกระแสโซเชียลมีเดีย อัลกอริทึม ตลอดจนเสียงสะท้อนในเอคโค่แชมเบอร์ หรือ กะลา นั่นเอง

หากจะบอกว่าม็อบราษฎรคิดได้เองก็ไม่จริง เพราะข้อเสนอปฏิรูปสถาบันฯของม็อบมาจากนายสมศักดิ์เจียม ซึ่งแค่ข้อแรกก็ผิดหลักวิชาการเสียแล้ว ความคุ้มกันของสถาบันฯเป็นพื้นฐานระบอบการปกครอง มีอยู่ในทุกประเทศซึ่งมีระบอบการปกครองเดียวกัน

หากจะบอกว่าม็อบราษฎรไม่มีแกนนำก็ไม่จริง เพราะมีแกนนำอยู่หลายระดับ ตั้งแต่ระดับปฏิบัติการลงถนน ไปจนถึงระดับหัวสมองที่คอยคิดแผนการเคลื่อนไหวทั้งหมดอยู่ในวอร์รูม ทั้งหมดเป็นเพราะการใช้โซเชียลมีเดียเป็นเครื่องมือชี้นำทางความคิดและควบคุมพฤติกรรม บวกกับเงินทุนจำนวนมากจากต่างประเทศ ทั้งๆที่เมื่อไม่กี่ปีก่อน เป็นแค่เพียงลัทธิเล็กๆในซอกหลืบของรั้วมหาวิทยาลัย

หากจะบอกว่าม็อบราษฎรเป็นความหวังของสังคมก็ไม่จริงเพราะ…
ปากบอกอยากปฏิรูป แต่จ้วงจาบหยาบช้าไม่มีหยุด
ปากบอกหยุดคุกคามประชาชน แต่คุกคามตำรวจถึงที่
ปากบอกสันติ แต่รนหาเรื่องก่อความวุ่นวายทุกครั้ง
ปากบอกภาษีกู แต่ทำลายทรัพย์สินสาธารณะ
ปากบอกต้องการอนาคตที่ดี แต่สร้างภาระให้สังคม
ปากบอกปัญญาชน แต่พฤติกรรมหยาบคายต่ำตม
ปากบอกขี้ข้าเผด็จการ แต่เป็นขี้ข้าอำมหิตที่ชักใยม็อบ
ปากบอกปลดแอก แต่ยอมแบกแอกรับใช้นักการเมือง
ปากบอกรักสิทธิมนุษยชน แต่เหยียดคนอื่นเป็นสัตว์
ปากบอกรักความเท่าเทียม แต่ละเมิดกฎหมายเสียเอง
ปากบอกรักเสรีภาพ แต่ละเมิดเสรีภาพของผู้อื่นไปทั่ว
ปากบอกต้องการประชาธิปไตย แต่พฤติกรรมอนาธิปไตย

โดยล่าสุดในัวนที่ 16 ก.พ.64 ทางด้านของ เพจสาธารณะ “โบราณนานมา” ได้โพสต์ข้อความถึงรายละเอียดต่างๆ ของการเปลี่ยนสภาพสนามม้านางเลิ้ง ให้กลายเป็นสวนสาธารณะเพื่อประชาชนให้ได้ใช้ประโยชน์เพื่อส่วนรวมอย่างแท้จริง และถือเป็นการตอกย้ำความโกหกของกลุ่มผู้ชุมนุมได้เป็นอย่างดี โดยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้

จาก “สนามม้านางเลิ้ง” สู่ “สวนสาธารณะ ๒๑๖ ไร่”
“ราชตฤณมัยสมาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์” หรือที่รู้จักกันว่า “สนามม้านางเลิ้ง” ก่อตั้งโดย “พระยาประดิพัทธภูบาล” และ “พระยาอรรถการประสิทธิ์” ทำหนังสือขึ้นทูลเกล้าฯ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖ ขอพระราชทานพระบรมราชานุญาต ก่อตั้ง “สโมสรสนามม้าแข่งเพื่อบำรุงพันธุ์ม้า” โดยถวายที่ดินของ “กรมอัศวราช” เป็นสถานที่แข่งขัน ซึ่งต่อมามีพระบรมราชานุญาตพร้อมพระราชทานนามว่า “ราชตฤณมัยสมาคมแห่งกรุงสยาม

อีกทั้ง ทรงรับไว้ในพระบรมราชูปถัมภ์ เมื่อ ๑๘ ธันวาคม ๒๔๕๙ รวมไปถึงพระองค์ยังทรงส่งม้าในคอกของพระองค์เข้าร่วมแข่งอีกด้วย สมาคมฯ ทำหน้าที่ในการดำเนินกิจการแข่งม้า จัดทำทะเบียนประวัติม้า เจ้าของและผู้ที่เกี่ยวข้อง ส่วนการแข่งขันจะจัดขึ้นในวันอาทิตย์เว้นอาทิตย์ สลับกันกับ “ราชกรีฑาสโมสร”

ปัจจุบันสัญญาเช่าได้ครบกำหนดอายุสัญญาเช่ามานานแล้ว สำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ จำเป็นต้องใช้ที่ดินและอาคารดังกล่าว จึงไม่สามารถให้เช่าได้อีกต่อไป ซึ่งสำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ได้ประสานและแจ้งบอกเลิกสัญญาเช่า “สนามม้านางเลิ้ง” และขอให้ส่งมอบสถานที่เช่าคืน และในเดือนมีนาคม ๒๕๖๒ ได้ทำการรื้อถอน “สนามม้านางเลิ้ง”

โดยหลังจากนี้ “อดีตสนามม้านางเลิ้ง” จะถูกเปลี่ยนเป็น “สวนสาธารณะ” ที่จะเพิ่มพื้นที่สีเขียวในกรุงเทพมหานคร ในโครงการนี้มี
๑. สวนสาธารณะประมาณ ๒๑๖ ไร่
๒. พระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ ๙
๓. จอดรถใต้ดิน ๓ ชั้น รองรับรถยนต์ ๗๐๐ คัน
๔. ร้านค้าของ “ชุมชนนางเลิ้ง”
๕. อาคารจอดรถโรงพยาบาลรามาธิบดี
สวนสาธารณะแห่งนี้ คาดว่าจะแล้วเสร็จและเปิดให้ใช้บริการ ภายในปี ๒๕๖๕