รปภ.ธรรมศาสตร์ ออกโรงปกป้องธงชาติ หลัง 3 กีบตัดเชือกจะชักธงต้าน ม.112 ขึ้นแทนที่!

2955

จากกรณีที่เมื่อวานนี้ได้มีการเผยแพร่วิดีโอไลฟ์ทางเฟซบุ๊ก ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รังสิต ถึงเหตุการณ์นางสาวเบญจา และเพื่อนๆอีก 2-3 คน ได้ตัดเชือกผูกธงชาติภายในมหาวิทยาลัย

และพยายามที่จะชักธงแดงต่อต้าน ม.112 ขึ้นแทนที่ แต่ถูกปรามไว้ โดยพนักงานรักษาความปลอดภัยของทางมหาวิทยาลัย โดยทางรปภ.ได้พยายามที่จะเจรจาขอร้องให้หยุดพฤติกรรมดังกล่าว เนื่องจากเป็นการไม่เหมาะสม แต่น.ส.เบญาได้เถียงกลับและอ้างซ้ำๆว่า ธรรมศาสตร์คือดินแดนแห่งเสรีภาพพ ทำไมตนจะชักธงแดงต้านม.112 ขึ้นแทนที่ไม่ได้ ในเมื่อเพื่อนของตนและเป็นนักศึกษาม.ธรรมศาตร์ต้องติดคุกจากกฎหมายมาตราดังกล่าว อย่างไรก็ตามทางคณะ รปภ.ได้พยายามถึงที่สุดเพื่อให้น.ส.เบญจาและเพื่อนล้มเลิกความตั้งใจที่ชักธงแดงขึ้นแทนธงชติ พร้อมพยายามอธิบายว่า ธงชาตินั้นเป็นที่เคารพของคนไทย การจะนำธงอย่างอื่นขึ้นแขวนแทนที่นั้นไมสมควร แต่น.ส.เเบญจายังดึงดัน จนกระทั่งรปภ.คนหนึ่งได้กล่าวว่าพวกเขามีหน้าที่รักษาความปลอดภัยสงบเรียบร้อยของมหาวิทยาลัย การเข้ามาดูแลเหตุดังกล่าวจึงเป็นหน้าที่ของพวกเขา ดังนั้นในเรื่องอื่นๆพวกเขาไม่สามารถตอบคำถามได้ น.ส.เบญจาจึงเลิกพยายามชักธงขึ้น แและมุ่งหน้าจะขึ้นไปพบผู้บริหาร

ทั้งนี้ การกระทำของเหล่ารปภ.มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ที่พยายามปกป้องธงชาติไทยและความถูกต้องอย่างสุดความสามารถของพวกเขานั้นช่างน่าชื่นชมยิ่งนัก แต่ในทางกลับกันผู้บริหารมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รังสิต กับปล่อยให้เหตุหารณ์ลักษณะนี้เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าในรั้วมหาวิทยาลัย

อย่างไรก็ตามก่อนหน้านี้ ได้มีคนออกมาโจมตีผู้บริหารมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์แล้วหลายครั้งจากหลายกรณี โดยเฉพาะ นายปริญญา เทวานฤมิตรกุล รองอธิการบดีฝ่ายความยั่งยืนและบริหารศูนย์รังสิต อย่างล่าสุดในกรณีที่ นายปริญญาได้โพสต์เฟซบุ๊กถึงกรณีที่เจ้าหน้าที่ตำรวจได้จับกุมและสลายการชุมนุมกลุ่มประชาชนที่ออกมาต่อต้านรัฐประหารเมียนมาที่หน้าสถานเอกอัครราชทูตเมียนมาประจำประเทศไทย โดยข้อความมีเนื้อหาโจมตีเจ้าหน้าที่ ที่เข้าสลายการชุมนุม พร้อมระบุว่าเจ้าหน้าที่ทำเกินกว่าเหตุและไม่เคารพกฎหมาย ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้ว การ์ดวีโว่เป็นวิ่งเข้าไปปะทะเจ้าหน้าที่ ขว้างปาสิ่งของโจมตี จนเป็นเหตุให้เจ้าหน้าที่บาดเจ็บหนักเกือบสิบนาย โดยฝั่งเจ้าหน้าที่ทำได้เพียงยกเกาะขึ้นป้องกันเท่านั้นไม่ได้มีการตอบโต้แต่อย่างใด
โดยระบุข้อความว่า

“เจ้าหน้าที่ตำรวจสลายการชุมนุมและจับกุมโดย #ไม่ปฏิบัติตามขั้นตอนตามพระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ พ.ศ.2558 ที่ #ต้องขอศาลก่อน
แม้ว่าพระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ พ.ศ.2558 จะกำหนดว่า การจัดชุมนุมจะต้องแจ้งเจ้าหน้าที่ก่อนอย่างน้อย 24 ชั่วโมง (มาตรา 10) โดยหากไม่แจ้งก่อนจะถือเป็นการชุมนุมที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย (มาตรา 14)
แต่การดำเนินการต่อการชุมนุมที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย #เจ้าหน้าที่จะต้องมีการประกาศให้เลิกชุมนุมก่อน (มาตรา 21 วรรคหนึ่ง(1)) หากผู้ชุมนุมไม่ปฏิบัติตาม #เจ้าหน้าที่ก็จะต้องไปร้องขอต่อศาลเพื่อมีคําสั่งให้ผู้ชุมนุมเลิกการชุมนุม โดยศาลที่ต้องไปขอคือศาลแพ่งหรือศาลจังหวัด (มาตรา 22) ต่อเมื่อศาลมีคำสั่งให้เลิกชุมนุม แล้วผู้ชุมนุมยังไม่เลิกชุมนุม เจ้าหน้าที่จึงจะมีอำนาจ “ดำเนินการให้มีการเลิกชุมนุม” โดยประกาศพื้นที่ตรงนั้นให้เป็น “พื้นที่ควบคุม” และให้ผู้ชุมนุมออกจากพื้นที่ในเวลาที่กำหนด (มาตรา 23) เมื่อเวลาครบกำหนดแล้วผู้ชุมนุมยังไม่ออกจากพื้นที่ถึงจะไปจับกุม และดำเนินการอื่นๆ ให้เลิกชุมนุมได้ (มาตรา 24)

แล้วสำหรับ #การชุมนุมที่หน้าสถานทูต จริงๆ แล้วพระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะก็ไม่ได้ห้าม เพียงแต่กำหนดว่า “ต้องไม่กีดขวางทางเข้าออก หรือรบกวนการปฏิบัติงาน หรือการใช้บริการสถานที่” (มาตรา 8(4)) และหากมีการกีดขวางทางเข้าออกหรือรบกวนการปฏิบัติงาน เจ้าหน้าที่ก็ต้อง “ประกาศให้แก้ไขภายในระยะเวลาที่กำหนด” ก่อน (มาตรา 21 วรรคหนึ่ง(2)) หากผู้ชุมนุมไม่แก้ไข ถ้าเจ้าหน้าที่จะดำเนินการต่อไปก็ต้องไปขออำนาจศาลก่อนเช่นกัน
ว่าง่ายๆ คืออยู่ดีๆ เจ้าหน้าที่ตำรวจจะไปสลายการชุมนุมและจับกุมผู้ชุมนุมเลยไม่ได้ แม้จะเป็นการชุมนุมที่ไม่แจ้งก่อน หรือเป็นการชุมนุมที่เจ้าหน้าที่เห็นว่าไม่ชอบด้วยกฎหมาย เจ้าหน้าที่ตำรวจก็ต้องดำเนินการตามขั้นตอนตามกฎหมายคือ #1ต้องมีคำสั่งให้เลิกชุมนุมก่อน จากนั้น #2ต้องไปขอศาลให้มีคำสั่งให้เลิกชุมนุม ต่อเมื่อศาลสั่งให้เลิกชุมนุมแล้วไม่เลิก จึงจะ #3ดำเนินการให้มีการเลิกชุมนุม โดย #4ต้องประกาศเป็นพื้นที่ควบคุมและกำหนดเวลาให้ออกจากพื้นที่ก่อน เมื่อเวลาครบกำหนดแล้วผู้ชุมนุมยังไม่ออกจากพื้นที่ ถึงจะไป #จับกุม ได้ครับ
เพราะตามเจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ พ.ศ.2558 คือ ต้องแก้ปัญหาด้วยวิธีอื่นก่อน #โดยการสลายการชุมนุมต้องเป็นวิธีท้ายที่สุด และดังนั้นจึงต้องยากที่สุด คือต้องไปขอศาลก่อน จนบางท่านสงสัยว่ามัวแต่ต้องไปขอศาลก่อนจะไปทันเวลาได้อย่างไร ก็สงสัยไม่ผิดหรอกครับ เพราะการชุมนุมแบบแฟลชม็อบ หรือไม่ค้างคืน ไม่ยืดเยื้อ พระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะไม่ต้องการให้ไปสลายครับ เพราะเค้าไม่ได้ยืดเยื้อและเลิกกันเองอยู่แล้ว การสลายการชุมนุมจึงใช้เฉพาะการชุมนุมที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายที่ไม่ยอมเลิกเท่านั้นครับ

แล้วถ้าจะบอกว่าสถานการณ์ที่มีการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน ก็ต้องใช้พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 ไม่ต้องใช้พระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ พ.ศ.2558 อันนี้ก็ไม่ถูกครับ เพราะการชุมนุมที่ฝ่าฝืนประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน ก็เป็นแค่ประเด็นว่าไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่การควบคุมหรือสลายก็ต้องทำตามขั้นตอนตามพระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะอยู่ดีครับ และถ้าหากจะอ้าง พรก.สถานการณ์ฉุกเฉิน ผมก็ขอให้เจ้าหน้าที่ดูมาตรา 17 ของ พรก.สถานการณ์ฉุกเฉินด้วยครับ คือการปฏิบัติหน้าที่ก็ต้อง “ไม่เกินสมควรแก่เหตุหรือไม่เกินกว่ากรณีจำเป็น” ครับ
เจ้าหน้าที่รัฐมักจะเรียกร้องให้ประชาชนทำตามกฎหมาย แต่เจ้าหน้าที่ก็ต้องทำตามกฎหมายด้วยเช่นกัน กรณีที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ และรวมถึงในวันนี้ที่มีการสลายการชุมนุมและจับกุมโดยไม่ไปผ่านศาลและทำตามขั้นตอนต่างๆ ตามกฎหมายก่อน ผมเห็นว่า #เจ้าหน้าที่ตำรวจทำผิดกฎหมาย และสำหรับตามภาพนี้ผมเห็นว่า #ทำเกินกว่าเหตุ ด้วยครับ”

Image result for วีโว่ตีตำรวจม็อบสถานทูตเมียนมา

เป็นเหตุให้ นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย ได้โพสต์ข้อความถึงกรณีของดร.ปริญญาที่ออกมาปกป้องกลุ่มการ์ดวีโว่และบอกว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจทำเกินกว่าเหตุว่า
“จะบ้าหรือไง ไปกล่าวหาว่าตำรวจจับกุมเกินกว่าเหตุไม่ขอหมายศาล เรื่องนี้เป็นความผิดซึ่งหน้า ตาม ปอ.ม.80 เป็นครูสอน กม.ได้ไง?”

Image result for ศรีสุวรรณรณ