“หมอทวีศิลป์” ย้อนความทรงจำ บรรพบุรุษมาจากจีน ตั้งรกรากโคราช ไม่เคยคิดลืมคุณแผ่นดินไทย ฟาก “ธนาธร” ชีวิตคล้ายกัน แต่ไร้สำนึก บ่อนทำลายชาติ

2703

ต้องบอกว่า เรื่องความรักชาติ รักแผ่นดิน ถูกกลับมาพูดถึงอีกครั้ง เมื่อหมอทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษกศบค. ที่คนไทยคุ้นหน้าคุ้นตากันเป็นอย่างดี เพราะเจอหน้าคุณหมอออกมาแถลงข่าวสถานการณ์โควิด-19 อย่างต่อเนื่อง ตลอด 1 ปีที่ผ่านมา

โดยเรื่องราวรักชาติในครั้งนี้ ถูกหยิบยกมาพูดในแง่มุมของจิตสำนึก ที่คุณหมอซาบซึ้งบุญคุณแผ่นดินไทย หลายคนอาจจะพอทราบประวัติมาบ้าง ว่าชีวิตคุณหมอในวัยเด็กนั้นยากลำบาก กว่าจะสู้ชีวิตมาจนได้เป็นนักจิตวิทยาชื่อดัง และมาเป็นโฆษกศบค. บรรพบุรุษของคุณหมอ เดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลมาจากเมืองจีน และได้พากันตั้งรกรากที่ไทย

ทำให้พ่อและแม่ของหมอทวีศิลป์ เลือกตั้งรกรากที่โคราช จ.นครราชสีมา แต่ชีวิตในวัยเด็กของคุณหมอ ก็ต่อสู้มาไม่น้อย แม้จะมีชีวิตที่ดีขึ้น การงานก้าวหน้า วันนี้หมอก็ขอเล่าย้อนความทรงจำ ที่สุดภูมิใจและสำนึกรักในแผ่นดินไทยอย่างมาก

โดยหมอทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษกศบค. โพสต์ข้อความผ่านเพจเฟซบุ๊ก “More ทวีศิลป์” ซึ่งมีเนื้อหาดังนี้…

“พ่อคนครบุรี แม่คนสูงเนิน โคราชทั้งคู่”

แต่งงานทำมาหากินเลี้ยงลูกห้าคนเติบโตมาจากร้านขายโชห่วยหน้าตลาดเทศบาลสองโคราช

สินค้าก็มีทุกอย่างเหมือนเซเว่นเดี๋ยวนี้ ที่มีทั้งของของแห้งและของสด รวมถึงน้ำแข็ง ที่มาเป็นกั๊กใหญ่ ๆ (เขาเรียกอย่างนั้นนะ)

พ่อมีรถปิคอัพคันนึงใช้ไปซื้อของต่าง ๆ รวมถึงไปรับน้ำแข็งก้อนใหญ่มาจากโรงน้ำแข็งเพื่อแบ่งขายปลีกที่ร้านเกือบทุกวัน

ช่วงเด็กนั้นจำได้บ้านเป็นตึกแถวอยู่หน้าตลาดสด​ อาหารเพียบอาหารโปรดเราคือเต้าส่วนร้อน ๆ​ ที่เขาหาบมาขายมีทั้งใส่ถุงและมีชามเล็ก ๆ ตักให้กินร้อน ๆ มีเก้าอี้ไม้ตัวเล็ก ๆ ให้นั่ง

แม่ค้าเห็นเด็กตัวเล็กหน้าตี๋มาก็ตักให้เรากินเลย เพราะรู้จักกันดี เดี๋ยวแม่ก็จ่ายให้

มีเพื่อนมากมายแถวเนื่องจากเป็นตึกหน้าตลาดสด​เรียงยาวกันไปหลายสิบห้องเด็ก ๆ ก็วิ่งเล่นกันใช้ฟุตปาธนั่นแหละเล่นกัน

นาน ๆ ทีจะได้เข้าเล่นในบ้านที่ส่วนใหญ่จะเข้าไม่ได้เพราะมีข้าวของสินค้าโชห่วย มากมายก่ายกองเรียงกันเต็มพื้นที่​ แต่เราก็สนุกไปตามเด็ก ๆ เข้าบ้านโน้นออกบ้านนี้ เป็นที่รู้จักกันดีในตอนนั้น

เป็นที่มาของการต้องรับหน้าที่ไปเอาน้ำข้าวและเศษอาหารจากทุกบ้านที่เราคุ้นเคยในเวลาต่อมา

ภาพบรรยากาศของเด็กโคราชในเมืองเล่น_ตากระเติ่ง_ (คำนี้แว่ปเข้ามาทันที) โดยใช้ทางเท้าที่เทลาดพื้นด้วยซีเมนต์แล้วตีลายเส้นตารางสี่เหลี่ยมเป็นบล็อค ๆ เล็ก ๆ

เด็ก ๆ เวลาจะเล่นก็มาขีดด้วยช็อคขาวหรือไม่ก็ถ่านดำ ทำเป็นตารางไว้กระโดดขาเดียวข้ามเป็นช่องๆ เล่นกันสนุกสนาน

ขอบคุณบรรพบุรุษรวมถึงสตรีที่ให้เราได้เกิดในถิ่นโคราชที่แสนมีความสุขเมื่อนึกย้อนไป อุตส่าห์หอบผ้าผ่อนข้ามน้ำข้ามทะเลจากถิ่นไกลโพ้นหนีภัยมา​ประเทศไทย​ จนมาตั้งรกรากที่โคราช มีที่ทำกินเลี้ยงลูกหลานจนมีครอบครัว แตกขยายกันไปอีกหลายครอบครัวหลานอีกเป็นสิบ ๆ ชีวิต

กราบสำนึกในพระคุณจึงขอจารึกไว้เป็นความทรงจำให้รุ่นหลานเหลนได้รับการถ่ายทอดต่อไป

#แต่มีคำถามแว่ปนึงขึ้นมา

ทำไมหนอท่านบรรพบุรุษเลือกความลำบากเดินทางมาตั้งไกลจากท่าเรือมาตั้งรกรากที่…. โคราช ทรงวาด.. ใกล้กว่าตั้งเยอะทำไมมาไกลจัง

ซึ่งก็ได้มีแฟนคลับและชาวโซเชียลที่ติดตามโพสต์ของคุณหมอ แสดงความคิดเห็นว่า อ่านไปแล้วก็ซึ้ง จินตนาการภาพออก บางคนก็บอกว่า บรรพบุรุษของตัวเองก็ลี้ภัยจากเมืองจีนมาเช่นกัน จนได้ตั้งรกรากในไทย ไม่เคยลืมบุญคุณประเทศนี้เลย ที่ทำให้ได้มีมาอยู่อย่างมีความสุข

 

ขณะที่เรื่องนี้ มักจะถูกย้อนให้นึกถึงนักเคลื่อนไหวทางการเมืองอย่างนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ที่มีเรื่องราวชีวิตคล้าย ๆ กับคุณหมอทวีศิลป์ คือบรรพบุรุษต้องข้ามน้ำ ข้ามทะเล หนีภัยมาตั้งรกรากในไทย แต่ทุกวันนี้ นายธนาธรแทบไม่ได้มีสำนึกของความรักชาติ บ่อนทำลายทุกด้าน ๆ ที่คิดว่าจะได้ ทั้งปลุกระดมม็อบ จาบจ้วงสถาบัน เชียร์ให้ยกเลิกมาตรา 112 ทั้งที่ตัวเองเคยพูดว่า ถ้าได้เป็นนายกฯ จะไม่ยกเลิกมาตรานี้ จะทำให้สถาบันพระมหากษัตริย์ธำรงค์อยู่ได้ ด้วยเกียรติยศ

ครั้งหนึ่งหมอเหรียญทอง เคยเดือด ว่านายธนาธรไว้ว่า “ผมเป็นลูกหลานเจ๊ก หรือ คนไทยเชื้อสายจีน ต้นตระกูลได้เข้ามาอาศัยพระบรมโพธิสมภาณแห่งราชวงศ์จักรีตั้งแต่ต้นกรุงรัตนโกสินทร์ ถึงจะมีเชื้อสายจีน แต่ก็ปลูกฝังสืบทอดอุดมการณ์ความจงรักภักดีต่อชาติ และพระมหากษัตริย์มาโดยตลอด…ไม่เหมือนไอ้อีลูกหลานเจ๊กบางตัวที่เลวระยำ…ถึงแม้จะเป็นทหารนอกราชการ (Old soldier) และเป็นแค่ทหารหมอ …แต่ก็พร้อมรบเมื่อถึงคราวจำเป็น”

ทั้งนี้สาแหรก ประวัติ 2 ตระกูล “จุฬางกูร-จึงรุ่งเรืองกิจ” มีที่มา ที่ไป ดังนี้

ในยุคที่คนจีนนั่งเรือสำเภามาพึ่งพระบรมโพธิสมภารในเมืองไทย รุ่นบรรพบุรุษมีพ่อแม่แซ่จึงคนเดียวกัน คือ “อาฮง-ม้วยเฮียง”

กระทั่งทำธุรกิจเริ่มต้นเจนที่ 1 พี่น้องท้องเดียวกัน 5 คน และเป็นต้นตระกูลจุฬางกูรกับจึงรุ่งเรืองกิจในปัจจุบัน

ประกอบด้วย ลูกชายคนโต “ฮั่นตง แซ่จึง” ในยุคที่อาฮง-ม้วยเฮียงนั่งเรือเข้าเมืองไทยได้หอบลูกชายมาเพียงคนเดียว ซึ่งในกาลต่อมาตั้งชื่อ-นามสกุลไทยว่า “สรรเสริญ จุฬางกูร”

ทำมาหากินจนตั้งตัวและขยายธุรกิจได้ น้อง ๆ อีก 4 คนก็ตามมาช่วยทำธุรกิจครอบครัวทีหลัง จนกระทั่งรัฐบาลไทยเปิดให้ตั้งนามสกุลได้

ปรากฏว่าคราวนี้ “อากง-อาม่า” มีบทบาทในการตั้งชื่อ ให้คอมเมนต์มาว่า เราเป็นคนแซ่จึง ควรตั้งนามสกุลไทยให้สอดคล้องกัน กลายเป็นที่มาของนามสกุล “จึงรุ่งเรืองกิจ”

ประกอบด้วย คนที่ 2 ชื่อเดิม “ฮั้งฮ้อ แซ่จึง” ก่อนจะมาใช้ชื่อไทยว่า “พัฒนา จึงรุ่งเรืองกิจ” (ถึงแก่กรรม) สมรสกับ “สมพร จึงรุ่งเรืองกิจ” ประมุขแห่งกลุ่มไทยซัมมิท

คนที่ 4 “สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ” ป้อนชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ น้องรักของพี่สรรเสริญ

และคนที่ 5 “อริสดา จึงรุ่งเรืองกิจ” ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อ ทางณัฐพลเรียกว่า “เจ็กมด” และเป็นเจ้าของโรงแรมเมเปิล บางนา

ดังนั้น ฐานธุรกิจหลักในวงการชิ้นส่วนยานยนต์-มอเตอร์ไซค์ แท้ที่จริงเป็นของคนครอบครัวเดียวกัน แต่ 2 นามสกุล

“สรรเสริญ จุฬางกูร” พี่ใหญ่แห่งครอบครัว ประมุขแห่งกลุ่มซัมมิท คอร์ปอเรชัน

“พัฒนา จึงรุ่งเรืองกิจ” ผู้ล่วงลับ แตกตัวออกมาเป็นกลุ่มไทยซัมมิท

พิจารณาจากแง่มุมนี้จะเห็นว่า แม้ใช้ 2 นามสกุล แต่ธุรกิจครอบครัวก็มีสายใยบาง ๆ ผูกพันกันไว้ด้วยชื่อแบรนด์ “ซัมมิท”

หากแปลตรงตัว คำว่า ซัมมิท-summit หมายถึง จุดสูงสุด ย่อมเป็นความหมายที่ดี

ตำนานที่ลึกกว่านั้น ในยุคสร้างเนื้อสร้างตัว “พี่ใหญ่สรรเสริญ” ชีวิตที่เริ่มต้นทำงานในวัย 9 ขวบ เป็นช่างซ่อมเบาะรถ ต่อมาได้ชักชวนเพื่อนสนิทอีกสองคนทำกิจการห้องแถวเล็ก ๆ ร่วมกัน 3 คนก็เลยชื่อร้าน “สามมิตร” แต่ทำได้เพียงปีเศษก็แยกย้ายกันออกไป

ทิ้งแบรนด์ไว้เป็นมรดกให้กับสรรเสริญ ซึ่งผันตัวเองเป็นเถ้าแก่ครั้งแรกในวัย 26 ปี ลงทุน “ห้างหุ้นส่วนจำกัด สามมิตรชัยกิจ” บนถนนทรัพย์ กับลูกน้องเริ่มต้น 6 คน

วันนี้ สรรเสริญมีพนักงานในเครือเกิน 10,000 คน เติบโตเคียงคู่กับแบรนด์ “ซัมมิท คอร์ปอเรชัน”

ปัจจุบันสาแหรกเข้าสู่ยุคเจน 2 โดยฟากของ สรรเสริญ จุฬางกูร มีบุตรชาย 6 คน คือ “อภิชาติ-ทวีฉัตร-ณัฐพล-กรกฤช-วุฒิภูมิ-อัครพงษ์”

ส่วนฟากของ สมพร จึงรุ่งเรืองกิจ เป็นคุณแม่ของลูก ๆ “ธนาธร-สกุลธร-บดินทร์ทร-ชนาพรรณ-รุจิรพรรณ”

อย่างไรก็ตามแม้ว่าเรื่องราวชีวิตของหมอทวีศิลป์จะเหมือนกับบ้านของนายธนาธร แต่ก็มีสิ่งหนึ่งที่แตกต่าง คือ จิตสำนึก สิ่งนี้นายธนาธรไม่มีในหัวสมอง เพราะที่ผ่านมา ตั้งแต่ตั้งตัวว่าจะจัดพรรคการเมือง ก็พยายามที่จะทำให้สังคมไทยแตกแยก ล่าสุดยังพูดต่อหน้าศาลจาบจ้วงสถาบันฯ เชียร์ให้ยกเลิกม.112 สนับสนุนม็อบ 3 นิ้ว วิจารณ์วัคซีนโยงลามปามถึงในหลวง

นี่ยังไม่รวมคดีที่เพิ่งโดนเรื่องรุกที่ป่าสงวน แม่ก็โดนด้วย พี่สาวก็ไม่รอด น้องชายอีกคนก็ตัดสินบน เพราะฉะนั้นการกระทำที่ผ่านมา ก็พอจะชัดเจนได้แล้วว่า ทั้งตัวนายธนาธรและตระกูลจึงรุ่งเรืองกิจ ไร้สำนึกต่อแผ่นดินไทย ที่พระมหากษัตริย์ได้เมตตาให้พึ่งพระบารมี และพระบรมโพธิสมภาณ อาศัยในแผ่นดินนี้อย่างมีความสุข และตระกูลจึงก็ทำธุรกิจร่ำรวยในแผ่นดินที่บรรพบุรุษตัวเอง หนีภัยมาตั้งรกราก ถ้าไม่เรียกว่า “เนรคุณ ” ก็ไม่รู้จะหาคำไหนมาเปรียบได้อีก