ศาลฯเคลื่อนไหวแล้ว เหตุ “รุ้ง” แอบอ้าง ศาลฯช่วยเหลือ ม็อบสามกีบ “ยื้อคดี”

5172

ระวังตัวไว้ให้ดี!! ศาลฯเคลื่อนไหวแล้ว เหตุ “รุ้ง” แอบอ้าง ศาลฯช่วยเหลือ ม็อบสามกีบ “ยื้อคดี” เตรียมตัวรับกรรมที่ก่อ!?

จากกรณีที่ทางด้านของ พล.ต.นพ.เหรียญทอง แน่นหนา ผู้อำนวยการโรงพยาบาลมงกุฎวัฒนะ ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟสบุ๊คส่วนตัว เพื่อเรียนถามถึงประเด็นที่ทางด้านของ น.ส.ปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล หรือ รุ้ง ได้พูดในขณะที่ปราศัยเมื่อวันที่ 9 ก.พ.64 ในประเด็นที่ มีศาลคอยส่งสัญญาณช่วยยื้อคดี โดยมีใจความว่า

“ศาลส่งสัญญาณมาให้เราว่า เขาจะยื้อได้ถึงแค่วันที่ 14 นี้เท่านั้น ศาลที่เขาอยู่ฝั่งเราที่เขาพยายามช่วยเรา เขายื้อให้ได้ถึงแค่วันที่ 17 เพราะเขาถูกกดดันลงมาเยอะมาก ถูกกดดันมาจากข้างบน ข้างบนที่ว่าคือใคร อำนาจเหนือใคร อำนาจเหนือศาล”

ซึ่งถือว่าการพูดในประเด็นดังกล่าวของ รุ้ง ค่อนข้ามเป็นเรื่องใหญ่และส่งผลกระทบอย่างเป็นวงกว้าง และข้อความดังกล่าวของ รุ้ง ถือได้ว่าเป็นการหมิ่นศาลฯ และจาบจ้วงสถาบันอย่างชัดเจน

ล่าสุดทางด้านของ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์ อาจารย์ประจำคณะสถิติประยุกต์ สถาบันบัณฑิตพัฒน บริหารศาสตร์ (NIDA) ได้โพสต์ถึงความเคลื่อนไหวล่าสุดของ สำนักงานศาลยุติธรรม ในประเด็นที่ทางด้านของ รุ้ง ได้พาดพิงและอ้างถึง โดยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้

นายพงษ์เดช วานิชกิตติกูล เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม ได้กล่าวถึงกรณีที่มีการกล่าวพาดพิง และวิพากษ์วิจารณ์ถึงการพิจารณาและพิพากษาคดีผู้พิพากษาและศาลยุติธรรมว่า ในฐานะที่สำนักงานศาลยุติธรรมเป็นหน่วยงานธุรการที่สนับสนุนการอำนวยความยุติธรรมของศาลให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย

ขอเรียนว่า ศาลได้ทราบการปราศรัยและการเผยแพร่ข้อความที่พาดพิงศาลแล้วจากที่มีการเผยแพร่ตามสื่อมวลชนแขนงต่าง ๆ เบื้องต้นได้รวบรวมข้อเท็จจริงจากข่าวที่ปรากฏตามสื่อนั้นไว้แล้ว โดยในส่วนข้อเท็จจริงจะเป็นอย่างไรนั้น สํานักงานศาลยุติธรรมจะได้ตรวจสอบและดำเนินการต่อไป

ในส่วนของการปฏิบัติหน้าที่ต่อการอำนวยความยุติธรรมด้านคดี ขอเรียนว่าผู้พิพากษาทุกท่านต่างปฏิบัติหน้าที่ด้วยความอิสระ ปราศจากอคติ ใช้ดุลยพินิจเพื่อออกคำสั่งหรือคำพิพากษาในคดีต่าง ๆ โดยชอบตามกรอบแห่งกฎหมาย ปราศจากการแทรกแซงทั้งภายในและภายนอกองค์กรสำหรับขั้นตอนการขอปล่อยตัวชั่วคราวของผู้ต้องหาหรือจำเลยในคดีอาญาก็จะดำเนินการไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา นอกจากนั้นผู้พิพากษายังอยู่ในกรอบจริยธรรมและการดำรงตนตามประมวลจริยธรรมของผู้พิพากษา ภายใต้การดูแลของคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม

การใช้ดุลยพินิจของผู้พิพากษาในทุกเรื่องต้องมีเหตุผลตามหลักกฎหมายที่สามารถอธิบายให้กับคู่ความทุกฝ่ายได้ชัดเจน และการปฏิบัติหน้าที่ของผู้พิพากษาก็จะต้องพิจารณาจากพยานหลักฐานที่ปรากฏในสำนวนคดีของคู่ความทุกฝ่ายโดยเมื่อศาลมีคำสั่งหรือคำพิพากษาแล้ว หากคู่ความไม่เห็นด้วยก็สามารถยื่นอุทธรณ์หรือฎีกาได้ตามขั้นตอนของกฎหมาย ซึ่งเป็นการตรวจสอบการทำงานภายในตามหลักสากล

ดังนั้นกรณีที่ปรากฏเป็นข่าวต่าง ๆ ในช่วงนี้ ขอให้ทุกฝ่ายต่างเข้าใจถึงหลักการทำงานของผู้พิพากษาและศาล ไม่ควรดึงศาลเข้าไปเกี่ยวข้องในประเด็นข้อขัดแย้งไม่ว่าทางใดทางหนึ่งหรือไม่ควรผลักให้ศาลไปเป็นคู่กรณีกับคู่ความเสียเอง การตั้งคำถามหรือข้อสงสัยจากการใช้อารมณ์หรือความรู้สึกโดยปราศข้อความจริง ย่อมบั่นทอนและทำลายความน่าเชื่อถือศรัทธาของศาลไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ตั้งใจ

โดยเฉพาะอย่างยิ่งในลื่อออนไลน์มักใช้ถ้อยคำที่เกินเลย ไม่เหมาะสม และหยาบคาย อันเป็นการทำลายเกียรติและศักดิ์ศรีของผู้พิพากษา หากปรากฎว่ามีกรณีที่ข้อมูลบิดเบือน คลาดเคลื่อนไปจากข้อเท็จจริง และก่อให้เกิดความเสียหายต่อองค์กรหรือบุคคลใด ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเผยแพร่จะต้องมีส่วนรับผิดชอบในทางกฎหมาย

ผู้พิพากษาและศาลยุติธรรมยอมรับการตรวจสอบและวิพากษ์วิจารณ์โดยสุจริตจากประชาชนและสังคม ด้วยความอดทนอดกลั้นและมีวุฒิภาวะ ผู้พิพากษาและศาลจะไม่ออกมาตอบและอธิบายโดยไม่จำเป็น เพราะเข้าใจว่าอาจทำให้มีลักษณะเป็นการตอบโต้และก่อให้เกิดข้อโต้แย้งกันจนศาลกลายเป็นคู่ความเสียเอง หากเกิดสภาพการณ์ดังกล่าวสังคมย่อมวุ่นวายและปราศจากความสงบ

จึงอยากเรียนยืนยันให้ประชาชนและสังคมทั่วไปได้เข้าใจอย่างชัดแจ้งตรงกันว่า ศาลและผู้พิพากษาจะปฏิบัติหน้าที่ด้วยความสำนึกรับผิดชอบต่อทุกคนอย่างเท่าเทียม เสมอภาค และเป็นธรรม ตลอดมาและยังคงปฏิบัติเช่นนี้ตลอดไปไม่ว่าสถานการณ์สิ่งแวดล้อมจะเปลี่ยนไปในทิศทางใดก็ตามความเป็นกลางในหลักกฎหมายยังคงมีอยู่เสมอ