ชำแหละความจริง 11 ข้อ ที่คนไทยทั้งชาติ ได้เห็นจาก “คณะตีหม้อ” อีกไม่ช้าคนรักชาติรุกฮือ แทนตำรวจ

1425

หลังจากที่ม็อบ 10 กุมภา บริเวณลานหน้าหอศิลป์ แยกปทุมวันจบลง โดยเมื่อเวลา 20.47 น.ที่ สน.ปทุมวัน กลุ่มผู้ชุมนุมที่ถูกเจ้าหน้าที่จับกุม ได้รับการปล่อยตัวทั้งหมดแล้ว โดยการชุมนมครั้งนี้ รุ้ง ปนัสยา ก็ออกมาพูดต่ออีกว่า ม็อบครั้งต่อไป จะเกณฑ์คนมาให้เกิน 1 แสน 2 แสน 3 แสนคน เป้าหมายต่อไปคือนำมวลชนลงถนนให้เกินล้านคน

ถ้าออกมาเยอะขนาดนั้น ความหวังในการปฏิรูปสถาบัน ก็ยิ่งมีความหวังมากขึ้น จนเมื่อเวลา 21.00 น.รุ้ง ปนัสยา ได้ประกาศยุติการชุมนุม พร้อมทั้งให้ทุกคนเคาะหม้อ กระทะก่อนแยกย้ายกันกลับ

ทั้งนี้เหตุการณ์ม็อบ 10 กุมภา มีสิ่งที่น่าจับตามองและตั้งคำถามว่า ทำไมการออกมาปลุกระดมคนชุมนุมในครั้งนี้ ของแกนนำราษฎร เริ่มแป๊ก จุดไม่ติด เพราะที่ผ่านมามักเป็นราคาคุยเสียส่วนใหญ่ อย่างครั้งม็อบใหญ่วันที่ 19 กันยายน 2563 แกนนำเพ้อว่าจะมีผู้ชุมนุมราว ๆ 1 แสนคน จนเจ้าหน้าที่ตำรวจเองก็ต้องประเมินเหตุการณ์เพื่อเตรียมพร้อมรับมือ ยังเชื่อว่าม็อบจะมีจำนวนราว ๆ 50,000 คน แต่พอวันชุมนุมจริง มีกลุ่มมวลชนไม่เต็มพื้นที่สนามหลวงด้วยซ้ำ อยู่ที่ราว ๆ 20,000-30,000 คนเท่านั้น

อย่างการชุมนุมเมื่อวานนี้ จะเห็นว่า มวลชนที่กลุ่มแกนนำหวังจะให้มาร่วมกดดันเจ้าหน้าที่ตำรวจ ก็เดินทางมาเพียงหยิบมือ เคาะหม้อ ตีหม้อจนเหนื่อย บางรายยอมถอยหลังกลับก่อน เพราะมารวมตัวจนฟ้าจะมืด คนก็ไม่ได้เพิ่มมามากกว่าเดิมนัก


ล่าสุดดร.ศุภณัฐ อภิญญาณ หรือ “ดร.นิว” นักวิจัยภายใต้สถาบันวิจัย MAST Center และ คณะวิศวกรรมชีวการแพทย์ University of Arkansas ประเทศสหรัฐอเมริกา โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Suphanat Aphinyan ระบุว่า

สังคมได้อะไรบ้างจาก #ม็อบ10กุมภา ?

โดยมีรายละเอียดทั้งหมด 11 ข้อ ดังนี้

1. รถติดหนักมาก

2. โควิดเสี่ยงแพร่ระบาดมากยิ่งขึ้น

3. ได้เห็นขบวนการเดียวกันที่เคลื่อนไหวทั้งในและนอกสภา

4. ได้เห็นการละเมิดและฝ่าฝืนกฎหมายของม็อบ

5. ได้เห็นความป่าเถื่อนและต่ำทรามของม็อบ

6. ได้เห็นเจ้าหน้าที่ตำรวจถูกม็อบคุกคาม

7. ได้เห็นการใช้กฎหมู่อยู่เหนือกฎหมายของม็อบ

8. ได้เห็นม็อบแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม

9. ได้เห็นม็อบพยายามสร้างสถานการณ์ความรุนแรงไปสู่การก่อจลาจล

10. ประชาชนในพื้นที่ได้รับความรำคาญและความรู้สึกไม่ปลอดภัย

11. ทรัพย์สินสาธารณะและทรัพย์สินทางราชการถูกทำลายให้เกืดความเสียหาย

พร้อมทิ้งท้ายว่า มีอะไรเพิ่มเติมอีกบ้างไหมครับ?


ขณะที่ทางด้านนายไพศาล พืชมงคล อดีตที่ปรึกษษพลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ ได้โพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊ก Paisal Puechmongkol ว่าการตั้งข้อหาดำเนินคดีอาญาแล้ว ไม่ฝากขัง ไม่ยื่นฟ้องศาล ทำให้กระบวนการดำเนินคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาอาญาต้องหยุดชะงักลงโดยไม่ทราบต้นสายปลายเหตุ

เป็นพฤติกรรมส่อว่าเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 200

ซึ่งเจ้าพนักงานผู้เกี่ยวข้องเสี่ยงที่จะต้องรับโทษจำคุกถึง 20 ปี

ที่สำคัญคือผู้มีอำนาจจะต้องแถลงให้ประชาชนทราบว่าเกิดอะไรขึ้นในกระบวนการยุติธรรมขั้นนี้

มิฉะนั้นก็จะเกิดเสียงซุบซิบนินทาให้เกิดความเสียหายต่อระบบราชการและกระบวนการยุติธรรม และทำให้คนทำผิดฮึกเหิมลำพอง ทำให้คนรักชาติศาสน์กษัตริย์ท้อแท้ท้อถอย และอาจรวมตัวกันจัดการกันเอง!! ซึ่งจะทำให้เกิดกลียุค

ที่ผ่านมาไม่ว่าจะมีการดำเนินคดีแกนนำกี่รายต่อกี่ราย เจ้าหน้าที่ตำรวจก็จะมีการปล่อยตัว จนพวกแกนนำบางครั้งยิ่งได้ใจ หึกเหิมไม่เกรงกลัวกฎหมาย และนับวันยิ่งเริ่มปลุกระดมความรุนแรง จาบจ้วงสถาบันพระมหากษัตริย์มากขึ้นทุกที หลายครั้งที่มีการตั้งคำถามว่า ทำไมเจ้าหน้าที่ตำรวจถึงไม่จริงจัง ไม่ดำเนินคดีให้คนพวกนี้เข็ดหลาบ แต่นับวันยิ่งลามไปถึงการยื่นเสนอรายชื่อแก้มาตรา 112 ที่มีนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล ออกมานำ ส.ส. ทั้ง 44 คนแถลง ว่าต้องยกเลิกมาตราดังกล่าว

และแน่นอนว่า “กลียุค” ที่นายไพศาล พืชมงคล กล่าวไว้ อาจจะได้เกิดขึ้นจริง เพราะตอนนี้ก็มีแต่ประชาชนที่ออกมาลุกฮือขอแสดงพลังปกป้องสถาบันฯ ผ่านการร่วมลงชื่อค้านแก้มาตรา 112 โดยทางด้านหมอวรงค์ เดชกิจวิกรม ได้นำกลุ่มไทยภักดี ยื่นรายชื่อเรียบร้อยแล้ว ดังนั้นจึงเป็นที่น่าจับตามองว่า หลังจากนี้หากเจ้าหน้าที่ตำรวจยังแสดงการทำงานที่ไร้ประสิทธิภาพ ปล่อยให้แกนนำและม็อบสามกีบได้ใจ เหิมเกริมกันกว่าเดิม ก็คงถึงเวลาที่ประชาชน ผู้รักในชาติ ศาสน์ และมีใจจงรักภักดีปกป้องสถาบันฯ จะไม่ยอมทนอีกต่อไป ต้องออกมาจัดการพวกสามกีบให้รู้สำนึก ว่าอย่าล้อเล่นหรือย่ำยีหัวใจคนไทย ในการทำร้าย หมิ่นเกียรติและโจมตีสถาบันพระมหากษัตริย์