สกุลธร เข้ารับทราบข้อหากองปราบฯ คดีติดสินบน 20ล้านจนท.สำนักทรัพย์สินฯ

683

จากกรณีที่ก่อนหน้านี้ ได้มีการเปิดเผยเอกสารคำพิพากษาของคดีที่เกี่ยวข้องกับการติดสินบนยัดเงินใต้โต๊ะเพื่อได้สิทธิเช่าที่ดินผืนงามของสำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ ของนายสกุลธร จึงรุ่งเรืองกิจ

โดยเมื่อวันที่ 2 ธ.ค. 2563 ที่ผ่านมา คดีดังกล่าวมีคำตัดสิน เมื่อวันที่ 27 พ.ย. 2562 ซึ่งคดีนี้เกิดขึ้นระหว่างเดือนมีนาคม ปี 2560 ต่อมาประชาชนได้ทักท้วงถึงความผิดของนายสกุลธร แต่กลับไร้ซึ้งความคืบหน้าใด ๆ จนเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างมาก

ต่อมา นายสกุลธร ออกเอกสารชี้แจงกรณีดังกล่าว ระบุว่า ข้าพเจ้านายสกุลธร อยากจะชี้แจงและขอยืนยืนความบริสุทธิ์และมีประเด็นอยากจะชี้แจงดังนี้ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายสกุลธร จึงรุ่งเรืองกิจ ออกเอกสารชี้แจงกรณีที่ดินบริเวณชิดลม โดยระบุว่า ข้าพเจ้านายสกุลธร อยากจะชี้แจงและขอยืนยืนความบริสุทธิ์และมีประเด็นอยากจะชี้แจงดังนี้

1.ข้าพเจ้าขอยืนยันว่าไม่เคยรู้จัก นายประสิทธิ์ อภัยพลชาญเป็นการส่วนตัว รวมถึงข้าพเจ้าไม่เคยรู้จักเจ้าหน้าที่ในสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ท่านใดก็ตาม ข้าพเจ้ามารู้ว่าคุณประสิทธิ์คือใครหลังจากตำรวจได้ทำการสืบคดีแล้วเท่านั้น

2.ในปี 2560 ข้าพเจ้าได้รู้จักนายสุรกิจผ่านนายหน้าที่รู้จักอีกท่านหนึ่ง ซึ่งไม่ได้มีความสัมพันธ์ส่วนตัวกันมาก่อน รวมถึงไม่มีความสนิทสนมใดๆ ตลอดระยะเวลาในการทำงาน ที่ดินแปลงนี้มีคณะนายหน้าจำนวนหลายท่านได้รวมตัวเข้ามาเสนอที่ดินให้กับข้าพเจ้า ดังนั้นการเจรจาต่างๆ มีผู้รับรู้หลายท่านเป็นสิ่งที่เปิดเผยมาก และการที่คนที่เพิ่งรู้จักกันมันเป็นไปไม่ได้ที่ข้าพเจ้าจะบอกให้คุณสุรกิจนำเงินไปดำเนินการในสิ่งที่ไม่ถูกต้องให้กับบุคคลที่สามหรือมีลักษณะเรียกเงินเพื่อให้มีการกระทำที่ทุจริตยิ่งเป็นไปไม่ได้ ซึ่งผมขอยืนยันว่าในกรณีนี้ผมไม่ได้ไปวิ่งหาที่ดินตั้งแต่แรก แต่เป็นนายหน้าเข้ามาเสนอที่ดินให้ข้าพเจ้า โดยที่ผมไม่ได้เป็นผู้มอบหมายให้นายหน้าไปจัดหาเมื่อผมพิจารณาแล้วเห็นว่ามีความคุ้มค่าในเชิงธุรกิจจึงมีการดำเนินโครงการต่อ

3.ทั้งนี้ตลอดการทำงานข้าพเจ้าเน้นย้ำเสมอถึงความโปร่งใสและการทำงานบนความถูกต้อง โดยมีการระบุลงไปในสัญญาการจ้างอย่างชัดเจนว่า “ ในการปฏิบัติงานนายหน้าจะต้องเคารพและปฏิบัติตามกฎหมาย ตามข้อบังคับหรือระเบียบต่างๆ และรวมถึงการปฏิบัติงานให้เป็นไปตามมาตรฐานของวิชาชีพของนายหน้า ”

4.ทั้งนี้ตลอดในช่วงระยะเวลาดังกล่าวมีการทำงานหลายขั้นตอนจน Final project development proposal ได้ออกมาเป็นโครงการเป็นลักษณะ Mix-Use ขนาด 160,000 ตารางเมตร ประกอบไปด้วย โรงแรม ศูนย์การค้า สำนักงาน และคอนโดมิเนียม (ดูเอกสารประกอบที่ 1) ซึ่งตลอดการทำงานมีการจ้างที่ปรึกษาหลายหน่วยงานเพื่อส่งแผนการพัฒนานี้ ซึ่งมีการทำงานจริง เพราะขณะนั้นเชื่อเพียงว่าการผ่านการพิจารณาได้จะต้องทำโครงการให้มีความโดดเด่นเท่านั้น ดังนั้นการชำระเงินตามที่มีข่าวอออกไป เป็นการชำระค่าจ้างในลักษณะของ real estate consultancy ตามคู่สัญญาการค้าที่มีการระบุในสัญญาตามมาตรฐานธุรกิจทั่วไป โดยแบ่งจ่ายเมื่อแผนงานมีความคืบหน้า ทุกครั้งมีการชำระเงินเป็นเช็คและได้มีการบันทึกใบรับเช็คตามมาตรฐานสัญญาธุรกิจทั่วไป ซึ่งไม่ได้มีเจตนาที่จะหลบหลีกการตรวจสอบ ในกรณีนี้ได้มีการทำเอกสารราชการปลอมนำมาแสดงกับข้าพเจ้าเพื่อยืนยันความคืบหน้าในการทำงานอันจะทำให้มีสิทธิ์ขอเบิกค่าจ้างตามที่สัญญากำหนดไว้ได้ซึ่งทำให้ข้าพเจ้าเกิดความเสียหาย

5.ในวันที่ 16 พฤศจิกายน 2560 ข้าพเจ้าได้รับหนังสือจากสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ เพื่อเชิญไปนำเสนอแผนพัฒนาโครงการในวันที่ 23 พฤศจิกายน 2560 (ภายหลังทราบว่าเป็นหนังสือที่ได้ถูกปลอมแปลงขึ้นมา)ปรากฎว่า ข้าพเจ้าได้รับโทรศัพท์จากนายหน้าว่าขอยกเลิกการประชุมล่วงหน้า 1 วันก่อนถึงวันประชุม จึงเป็นเหตุที่ทำให้เริ่มรู้สึกถึงความผิดปกติ จึงได้ส่งหนังสือถึงสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์เพื่อสอบถามเกี่ยวกับการเช่าที่ดินแปลงดังกล่าวโดยมีการบันทึกรับเอกสารจากสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ และได้รับหนังสือตอบกลับจากสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์แจ้งว่า ยังไม่มีนโยบายในการหาผู้เช่ารายใหม่แต่อย่างใด ข้าพเจ้าจึงได้ยกเลิกสัญญาและส่งหนังสือทวงหนี้ 2 ครั้งตามระบบ ซึ่งจากการที่เราตรวจสอบเอกสารจนค้นพบข้อเท็จจริงทั้งหมดแสดงถึงความบริสุทธิ์ว่าเราไม่มีการไหว้วานใครให้ไปกระทำการที่ผิดกฎหมาย จนทำให้สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ได้ทำการตรวจสอบและได้ทำการสืบสวนต่อจนทราบว่ามีการปลอมแปลงเอกสารจนสามารถจับกุมผู้กระทำความผิดได้และที่ผ่านมาได้ให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่จนสามารถจับกุมผู้กระทำความผิดได้จากเหตุการณ์นี้

6.ข้าพเจ้าขอยืนยันว่า ข้าพเจ้าเป็นผู้เสียหายจากเหตุการณ์นี้และขอยืนยันในความบริสุทธิ์ ทั้งนี้ข้าพเจ้าขอชี้แจงเพิ่มเติมว่า จากข่าวที่สังคมได้รับนั้นเป็นเพียงคำกล่าวอ้างของบุคคลอื่น ซึ่งโดยความเป็นจริงแล้วกรณีนี้ข้าพเจ้าเป็นผู้เสียหายจากการปลอมแปลงเอกสาร สำหรับสิ่งที่ข้าพเจ้าได้ชี้แจงนั้นได้ถูกปรากฏอยู่ในเอกสารสำนวนสอบสวนตั้งแต่แรก ในส่วนของค่านายหน้านั้นเป็นการตกลงตามมาตรฐานในวิชาชีพตามหลักสากลของธุรกิจนี้และจะทำการชำระก็ต่อเมื่อได้ทำธุรกรรมจดสิทธิ์การเช่าที่สำนักงานที่ดินให้แล้วเสร็จ

ข้าพเจ้าขอยืนยันสิ่งที่ชี้แจงมาทั้งหมดเป็นความสัตย์จริง และยืนยันว่าไม่เคยใช้ให้ผู้ใดไปดำเนินการสิ่งที่ไม่ถูกต้องตามที่เป็นข่าว อย่างไรก็ตาม จากเหตุการณ์ในครั้งนี้ข้าพเจ้าจะใช้ความระมัดรังวังให้มากยิ่งขึ้นกับการดำเนินธุรกิจต่อไปในภาคหน้า เพื่อไม่ให้เกิดข้อครหาใดๆ ทั้งกับตนเองและหน่วยงานอื่น

ขณที่ทางด้าน นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ระบุถึงกรณีของนายสกุลธรว่า “ผมต้องบอกว่าน้องชายผมได้ออกเอกสารการแถลงข่าวชี้แจงต่อกรณีนั้นมาแล้ว ถ้าอยากทราบความคิดเห็นของน้องชายผมก็ไปดูแถลงการณ์ฉบับนั้น แต่ผมเชื่อว่าเป็นความจงใจของรัฐบาลที่มาจากการสืบทอดอำนาจที่พยายามกดดันผมให้หยุดการเคลื่อนไหวทางการเมือง”

เกี่ยวกับเรื่องนี้ ล่าสุด มีรายงานว่า นายสกุลธร ประธานบริหาร บริษัท เรียลแอสเสท ดีเวลลอปเม้นท์ จํากัด พร้อมด้วยทนายความ เดินทางเข้าพบ พ.ต.อ.สัณห์เพ็ชร หนูทอง ผกก.(สอบสวน) กก.1 บก.ป. พ.ต.ท.หญิง บุญทิวา ลิ้มศิริลักษณ์ รอง ผกก. สอบสวน) กก.1 บก.ป. ตามหมายเรียกเพื่อรับทราบข้อกล่าวหาตามประมวลกฎหมายอาญา ม.144 ฐาน “ผู้ใดให้ ขอให้หรือรับว่าจะให้ทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดแก่เจ้าพนักงาน” หลังชุดสืบสวนกองปราบฯสอบสวนขยายผลพบว่า นายสกุลธร มีความผิดในการทุจริตการร่วมกับผู้ต้องหาที่ถูกพิพากษาไปก่อนหน้าในคดีติดสินบนเจ้าพนักงานเพื่อเช่าที่ดินของสำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์

ก่อนหน้านี้ ศาลอาญาคดีทุจริตฯ ได้มีคำพิพากษาจำคุก นายประสิทธิ์ อภัยพลชาญ อดีตเจ้าหน้าที่สำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัติย์ และ นายสุรกิจ ตั้งวิทูวณิช พนักงานบริษัทเอกชน สองผู้ต้องหารับเงินสินบนเพื่อจัดหาที่ดินของ สำนักงานทรัพย์สินฯ ให้กับนายสกุลธร ซึ่งปัจจุบันได้ออกจากเรือนจำมาแล้วเมื่อต้นเดือน ธ.ค. ที่ผ่านมา

โดยทั้งคู่ได้ให้การเป็นประโยชน์ ประกอบกับพนักงานสอบสวนมีคำพิพากษาซึ่งระบุชัดเจนว่า นายสกุลธรจ่ายเงินสินบนจำนวน 20 ล้านบาท เพื่อต้องการเช่าที่ดินของสำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัติย์ ย่านชิดลม ต่อมาจากการตรวจสอบพยานหลักฐานจนแน่ชัดแล้วพบว่า นายสกุลธรมีพฤติกรรมการกระทำผิดจริง จากการสั่งจ่ายเช็คเงินสดให้กับเจ้าหน้าที่ทั้ง 2 ราย พนักงานสอบสวนกองปราบฯจึงได้เรียกตัวมาแจ้งข้อกล่าวหาเพื่อดำเนินคดี

จากแนวทางการสอบสวนประกอบกับคำพิพากษาของศาลพบว่าการกระทำของนายสกุลธร สำเร็จไปแล้วเพราะมีการจ่ายเงินสินบนไปแล้วจำนวน 20 ล้านบาท จึงมีความผิดตามกฎหมายอาญา มาตรา 144 ผู้ใดให้ ขอให้หรือรับว่าจะให้ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดแก่เจ้าพนักงาน เพื่อจูงใจให้กระทำการ ไม่กระทำการ หรือประวิงการกระทำอันมิชอบด้วยหน้าที่ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ขณะเดียวกันพนักงานสอบสวนกองปราบฯ กำลังพิจารณาข้อกฎหมายด้วยว่า การกระทำของ นายสกุลธร นั้น กรรมการบริหารบริษัทคนอื่น ๆ รู้เห็นด้วยหรือไม่ เพราะการกระทำของ นายสกุลธร ทำในนามบริษัท เรียลแอสเสท ดีเวลลอปเม้นท์ จํากัด หากพบว่าเป็นความผิดกรรมการบริหารฯ ก็อาจจะต้องถูกดำเนินคดีด้วย ซึ่งรวมถึง นางสมพร จึงรุ่งเรืองกิจ มารดาของนายสกุลธร และนายธนาธร