กล้วยเต็มม็อบ รุ้งเจ้าเก่า มาแจกเอง หลังเพื่อน 3 กีบโดนหิ้วเข้าคุก ลั่นเย็นนี้เจอกัน

1893

ภายหลังจากที่แกนนำม็อบคณะราษฎรเข้าคุกไปอีกรอบ จากการกระทำความผิดเกี่ยวกับมาตรา112 ที่ศาลระบุชัดในการไม่ให้ประกันตัวเพราะทำความผิดซ้ำ ๆ หลายครั้ง ขณะที่มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากนักกฎหมายฝ่ายผู้ชุมนุม รวมทั้งการปลุกระดมของกลุ่มคนดังกล่าว ซึ่งเป็นที่แน่นอนว่า การออกมาเคลื่อนไหววิพากษ์วิจารณ์ในครั้งนี้จะขาดเธอคนนี้ไปไม่ได้ นั่นคือ น.ส.ปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล หรือ รุ้ง

โดยจากกรณีวานนี้ (9 ก.พ. 2564) ที่สำนักงานอัยการสูงสุด ถ.รัชดาภิเษก นายประยุทธ เพชรคุณ รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด กล่าวชี้แจงการสั่งคดีนายพริษฐ์ ชิวารักษ์ หรือ เพนกวิน, นายอานนท์ นำภา, นายปติวัฒน์ สาหร่ายแย้ม หรือ หมอลำแบงค์ และนายสมยศ พฤกษาเกษมสุข ผู้ต้องหาที่ 1-4 ซึ่งเป็นแกนนำและแนวร่วมกลุ่มราษฎร ว่า คดีมี 2 สำนวน เรื่องแรก (คดีชุมนุมม็อบเฟส) มีผู้ต้องหารายเดียว คือ นายพริษฐ์ ข้อหาหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ฯ ตาม ป.อาญา ม.112, ยุยงปลุกปั่นฯ ตาม ป.อาญา ม.116 และชุมนุมฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 7 ได้มีคำสั่งฟ้องทั้ง 3 ข้อหา

สำหรับอีก 1 สำนวน คือ คดีชุมนุม ระหว่างวันที่ 19-20 ก.ย. 2563 ที่ ม.ธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์-สนามหลวง ได้กล่าวหาผู้ต้องหาทั้งสี่ ในข้อหาตาม ม.112, ม.116, ร่วมกันมั่วสุมตั้งแต่ 10 คนขึ้นไปฯ ป.อาญา ม.215, ฝ่าฝืน พ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะฯ, ฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ, กีดขวางทางสาธารณะฯ, ร่วมกันกีดขวางการจราจรฯ, ตั้งวางวัตถุบนถนนอันเป็นการฝ่าฝืนกฎหมายฯ, ทำลายโบราณสถานฯ, ทำให้เสียทรัพย์ฯ และร่วมกันโฆษณาเครื่องขยายเสียงโดยไม่ได้รับอนุญาตฯ รวม 11 ข้อหา พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 7 สั่งฟ้องผู้ต้องหาทั้งสี่ทุกข้อหา

ศาลสอบคำให้การพวกจำเลยแล้ว พวกจำเลยแถลงให้การปฏิเสธ ขอต่อสู้คดี ศาลจึงนัดตรวจพยานหลักฐานคู่ความทั้ง 2 ฝ่าย โดยคดีดำ อ.286/2564 นัดวันที่ 15 มี.ค. นี้ เวลา 09.00 น. และคดีดำ อ.287/2564 นัดวันที่ 15 มี.ค. นี้ เวลา 13.30 น.

จากนั้นจำเลยทั้งสี่ได้ยื่นคำร้องพร้อมหลักทรัพย์เพื่อขอปล่อยชั่วคราวในชั้นนี้ ศาลมีคำสั่งว่า พิเคราะห์ความหนักเบาแห่งข้อหาและพฤติการณ์แห่งคดีแล้ว เห็นว่าคดีมีอัตราโทษสูง พฤติการณ์แห่งคดีเป็นเรื่องร้ายแรง อีกทั้งการกระทำของจำเลยเป็นการกระทำซ้ำๆ ต่างกรรมต่างวาระ ตามข้อกล่าวหาเดิมหลายครั้งหลายครา กรณีมีเหตุอันควรเชื่อว่า หากอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวจำเลยอาจไปก่อเหตุลักษณะเดียวกันกับความผิดที่ถูกกล่าวหาอีก จึงไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราว ให้ยกคำร้อง แจ้งคำสั่งให้ทราบและคืนหลักประกันทั้งสองสำนวน และนำตัวส่งเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเวลาประมาณ 18.34 น. เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ได้ควบคุมตัว นายพริษฐ์ นายอานนท์ นายปติวัฒน์ และนายสมยศ ส่งเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ โดยทั้ง 4 มีสีหน้าเป็นกังวลอย่างชัดเจน โดยเฉพาะนายพริษฐ์ และนายอานนท์ แต่ก็ยังชู 3 นิ้วสื่อสารไปยังมวลชนที่อยู่ด้านนอก

ต่อมาวันเดียวกันนั้น น.ส.ปนัสยา โพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊ก Panusaya Sithijirawattanakul ระบุว่า…ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปจะเป็นการเปิดหน้าสู้กับเผด็จการศักดินาอีกครั้งหลังจากมีการระบาดของโควิดระลอกล่าสุด

พี่น้องประชาชนทุกคนคะ เราไม่อาจจะรอเวลาได้อีกแล้ว เราไม่สามารถหยุดเคลื่อนไหวบนท้องถนนอีกได้แล้ว การที่ศาลไม่ยอมให้เพื่อนเราได้ประกันตัวในวันนี้คือสัญญาณที่บอกว่าเขาจะไม่ใช้วิธีประนีประนอมกับเรา

เช่นนั้นพวกเราประชาชนผู้รักประชาธิปไตยทุกคนต้องออกมาแสดงพลังกัน อย่างหนาแน่น และเข้มแข็ง ส่งสัญญาณบอกเหล่าเผด็จการศักดินาด้วยกันว่า เราไม่ยอม รัฐบาลและสถาบันกษัตริย์ต้องตอบรับใน 3 ข้อเรียกร้องของประชาชน

1 ประยุทธ์และองคาพยพต้องออกไป 2 ร่างรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน 3ปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ ออกมาพร้อมกัน พรุ่งนี้ 17.00น. ที่สกายวอล์ค หน้าหอศิลป์ ศักดินาจงพินาศ ประชาราษฎร์จงเจริญ

ทั้งนี้ ที่สกายวอล์ก แยกปทุมวัน มีกลุ่มมวลชนมาชุมนุมกันเพื่อจัดกิจกรรมแสดงออกไม่เห็นด้วยกับเหตุการณ์ในครั้งนี้ โดยมีการปราศรัยจากตัวแทนกลุ่มผู้ชุมนุม ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจจาก สน.ปทุมวัน จัดกำลังตำรวจเข้าดูแลความสงบทั้งในและนอกเครื่องแบบ โดยยังไม่มีการประกาศแจ้งให้ยกเลิกการชุมนุม

ขณะที่ น.ส.ปนัสยา กล่าวผ่านเครื่องขยายเสียงว่า การจับ 4 คนเข้าคุกครั้งนี้ไม่ใช้การฝากขัง แต่เป็นการขังระหว่างพิจารณาคดีซึ่งไม่มีกำหนดเวลาว่าพวกเขาจะได้ออกมา และในวันที่ 17 ก.พ. 2564 เธอก็มีนัดพบอัยการเพื่อนำตัวไปส่งศาล ซึ่งคาดว่าในวันนั้นเธอก็จะถูกขังด้วยเช่นกัน ถามว่าการแสดงความคิดเห็นของพวกเรานั้นผิดอย่างไร พวกเราแต่ออกมาพูด หากไม่อยากให้คนพูดก็มาเย็บปากประชาชนให้หมดประเทศไปเลย จะได้ไม่ต้องมีใครพูด

“การที่ทุกคนออกมา เพราะทุกคนมีความหวังว่าประเทศเราจะพัฒนา คนจนจะได้มีคุณภาพชีวิตที่ดี ชนชั้นนำไม่เคยเห็นใจประชาชนบ้างหรืออย่างไร ขอให้ศาลไตร่ตรองคำสั่งขังระหว่างพิจารณาคดีว่า คิดรอบคอบแล้วหรือไม่ อยากให้สถาบันตุลาการช่วยทำให้ทุกอย่างกลับมาถูกต้อง ไม่เห็นหรือว่าตอนจับคนเข้าคุกเมื่อปีที่ผ่านมาเป็นอย่างไร มีคนออกมาชุมนุมมาแค่ไหน อย่ากดดันให้ประชาชนไร้หนทาง ตอนนี้ยังมีเวลาที่ทุกฝ่ายยังสามารถตกลงเพื่อการปฏิรูปได้” น.ส.ปนัสยา กล่าว พร้อมทิ้งท้ายนัดมวลชนออกมาชุมนุมกันอีกครั้งในวันที่ 10 ก.พ. 2564

ด้าน พ.ต.อ.พันษา อมราพิทักษ์ ผกก.สน.ปทุมวัน ได้อ่านประกาศขอให้ยุติการชุมนุม เนื่องจากผิด พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ระหว่างนั้นมีแนวร่วมเข้าไปเคาะหม้อ และตะโกนด่าทอด้วยไม่ความไม่พอ ก่อนจะมีชายคนหนึ่งเข้าไปพยายามประชิดตัวตำรวจ ทำให้ผู้ชุมนุมคนอื่น ๆ กรูเข้ามาผลักดันตำรวจให้ถอยร่น ออกจากพื้นที่ชุมนุม จนต้องเข้าไปอยู่ด้านในห้างสรรพสินค้า ขณะที่ยังพบว่ากลุ่มผู้ชุมนุมมีการตะโกนถ้อยคำหยาบคายอีกด้วย