ม็อบสามกีบ ฉวยโอกาสดึงมือ “พม่า” ป่วนไทย หวังโค่นล้มการปกครอง??

1212

ยิ่งกว่าขายชาติ?? ม็อบสามกีบ ฉวยโอกาสโหนรัฐประหารเมียนมา ดึงมือหวังก่อม็อบใหญ่ป่วนไทย หวังโค่นล้มการปกครอง??

จากกรณีที่ประชาชนชาวพม่าได้มีการชุมนุมเพื่อต่อต้านรัฐประหาร โดยกลุ่มเยาวชนกะเหรี่ยงแดง และคนหนุ่มสาวผู้สนับสนุนพรรคเอ็นแอลดี ประมาณ 200 คน ได้พากันเดินไปตามถนนอินเส่ง ย่านตลาดวัวหรือตลาดเลดัน เป็นตลาดสดขึ้นชื่อของย่างกุ้ง จากนั้น มีผู้คนมาสมทบอีกนับพันคน

ต่อมานายพริษฐ์ ชิวารักษ์ หรือเพนกวิน แกนนำม็อบคณะราษฎรได้โพสต์ข้อความ สนับสนุนม็อบต่อต้านรัฐประหารเมียนมา โดยระบุข้อความว่า ถ้าประชาชนพม่าชนะ จะส่งแรงให้ประชาชนไทยชนะไปด้วย และถ้าประชาชนไทยชนะ ก็จะส่งแรงให้ประชาชนทั้งอาเซียนโค่นล้มรัฐบาลเผด็จการได้เช่นกัน

ในขณะที่ทางด้าน นายอานนท์ นำภา ได้โพสต์ข้อความถึงกรณีดังกล่าวเช่นกัน โดยบอกว่า ถ้าพม่าชนะ จะกลายเป็นโดมิโน่มาถึงไทย กระแสการลุกขึ้นต้านเผด็จการทหารจะกระพืออีกครั้ง คราวนี้น่าจะแรง และเร็ว

หลังจากการที่อองซาน ซูจี ที่ปรึกษาแห่งรัฐ, อู วินมิ่นท์ ประธานาธิบดีเมียนมา และผู้นำคนอื่น ๆ ได้ถูกควบคุมตัวโดยกองทัพเมียนมา ต่อมาได้มีการจับกุม อองซาน ซูจี ในช่วงที่กำลังเกิดความตึงเครียดระหว่างรัฐบาลพลเรือนกับกองทัพเมียนมา ท่ามกลางกระแสข่าวว่าอาจเกิดการรัฐประหารโดยกองทัพเพื่อล้มรัฐบาลและทางกองทัพเมียนมาได้ ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินแล้ว ตั้ง รองปธน. Myint Swe เป็น ประธานาธิบดี คุมอำนาจ 1 ปี

ซึ่งก็เป็นที่ตั้งข้อสังเกตว่า การที่ม็อบคณะราษฎร ได้ออกมาสนับสนุนการต่อต้านรัฐประหารในเมียนมาและมีการปลุกระดมแนวร่วมโดยการบอกว่า การต่อต้านรัฐประหารในเมียนมาจะกลายเป็นโดมิโน่มาถึงไทย กระแสการลุกขึ้นต้านเผด็จการทหารจะถูกจุดขึ้นอีกครั้ง เหมือนเป็นการนำการรัฐประหารเมียนมามาโหนเพื่อปลุกระดมกลึ่มสาวกให้ออกมาต่อสู้ และหวังให้เกิดการชุมนุมใหญ่ โดยการฉวยโอกาสยืมมือของพม่าเข้ามาสร้างความวุ่นวายให้กับบ้านเมือง เพื่อล้มล้างการปกครองหรือไม่??

หากย้อนไปเมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2559 ที่ตลาดทะเลไทย ถนนพระรามที่ 2 ต.ท่าจีน อ.เมือง จ.สมุทรสาคร เมื่อนางอองซาน ซูจี อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และอดีตรัฐมนตรีประจำทำเนียบประธานาธิบดีสหภาพพม่า ได้เดินทางมาพบกับแรงงานชาวพม่า ตามกำหนดการในการมาเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการ โดยมีแรงงานพม่าจำนวนมากจากจังหวัดสมุทรสาครและใกล้เคียง มารอต้อนรับตั้งแต่ช่วงบ่าย เมื่อนางซูจีมาถึง ก็ได้ลดกระจกรถและโบกมือทักทายแรงงานชาวพม่า ทำให้แรงงานพม่าจำนวนมากได้ฝ่าแผงเหล็กแนวกั้นของเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อหวังที่จะได้พบนางซูจี โดยส่งเสียงคำว่า “เมซู” ซึ่งหมายถึง แม่ซูจี พร้อมโบกมือเพื่อทักทายนางซูจี ทำให้เกิดความอลหม่าน ก่อนที่ นางซูจี จะเดินเข้าหอประชุม ซึ่งมีแรงงานพม่าที่ได้รับการคัดเลือกจากทางจังหวัดสมุทรสาคร อยู่ภายในหอประชุมประมาณ 300 คนต่อมานางซูจี ออกจากหอประชุมเพื่อกลับกรุงเทพฯ ท่ามกลางสายฝน โดยมีแรงงานพม่าจำนวนมากวิ่งตามขบวนรถยนต์ของนางซูจี ก่อนที่จะสลายตัวในเวลาต่อมา

และเมื่อย้อนไปเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา กลุ่มแรงงานชาวเมียนมาในประเทศไทย ประมาณ 50 คน ได้มีการรวมตัวที่หน้าสถานเอกอัครราชทูตเมียนมาประจำประเทศไทย ถนนสาทรเหนือ เพื่ออ่านแถลงการณ์แสดงความไม่เห็นด้วยต่อการทำรัฐประหารในเมียนมา และเรียกร้องให้ปล่อยตัวนางอองซาน ซูจี ท่ามกลางสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด -19 โดยทางรัฐบาลประกาศใช้มาตรการควบคุมการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ที่กรุงเทพมหานครเป็นพื้นที่ควบคุมสูง (สีแดง) ที่ห้ามจัดการรวมตัวใดๆ ที่มีคนจำนวนมาก โดยมีกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจสน.ยานนาวา ดูแลความสงบเรียบร้อย

ซึ่งในเหตุการณ์ในครั้งนี้ ก็ทำให้เกิดการปะทะกันขึ้นระหว่างตำรวจ และกลุ่ม wevo ทางกลุ่มผู้ชุมนุมได้ใช้ข้าวของต่างๆ ขว้างปาใส่เจ้าหน้าที่ และขณะที่ตำรวจเคลื่อนขบวนบีบเข้ากระชับพื้นที่ ก็เกิดเสียงคล้ายระเบิดดังขึ้น มีเจ้าหน้าที่ตำรวจควบคุมฝูงชน บาดเจ็บ 2 นาย ขณะเดียวกัน ตำรวจได้ควบคุมตัวผู้ชุมนุมได้ 3 คน พร้อมเดินหน้ากระชับพื้นที่ไปบนถนนสาทร ผลักดันผู้ชุมนุมไปจนถึงสถานีรถไฟฟ้าสุรศักดิ์จนเกิดการขว้างปาสิ่งของใส่เจ้าหน้าที่และมีการขว้างระเบิดควันสีใส่ตำรวจด้วย จะเห็นได้ว่า การในการชุมนุมที่หน้าสถานทูตเมียนมา มีแรงงานชาวเมียนมาราว 50 คน แต่ก็ได้เกิดเหตุรุนแรง ซึ่งผู้ก่อเหตุคือฝ่ายการ์ดวีโว่ ที่ออกมาโหนรัฐประหารเมียนมา จนนำไปสู่การก่อเหตุวุ่นวาย??

อย่างไรก็ตาม ก็เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์กันเป็นจำนวนมากว่า การที่มีม็อบสามกีบได้ออกมาปลุกระดมสาวกในรูปแบบนี้นั้น ก็หวังที่จะให้เกิดกระแสการต่อต้านการปกครองในประเทศไทย และหวังที่จะให้เกิดการชุมนุมใหญ่ เพื่อมาสร้างสถานการณ์ในประเทศไทย และนำไปสู่การล้มล้างการปกครอง??