พล.ท.นันทเดช แฉความลับ กลุ่มการเมือง วางแผนดันยอดผู้ทำผิด ม.112 กดดัน พระมหากษัตริย์

1927

แผนแบบนี้ มีมานานแล้ว!! พล.ท.นันทเดช แฉความลับ กลุ่มการเมืองสายแม้ว วางแผนดันยอดผู้กระทำความผิด ม.112 เพื่อหวังกดดัน พระมหากษัตริย์!!

อย่างที่ทราบกันเป็นอย่างดีว่าในขณะนี้ กลุ่มผู้ชุมนุม และนักเคลื่อนไหวทางการเมือง หยิบยกประเด็น กฎหมายอาญา มาตรา 112 มาเป็นประเด็นสำคัญในการโจมตี สถาบันพระมหากษัตริย์

โดยล่าสุดวันที่ 7 ก.พ.64 ทางด้านของ พล.ท.นันทเดช เมฆสวัสดิ์ อดีตหัวหน้าศูนย์ปฏิบัติการพิเศษ ศูนย์รักษาความปลอดภัยแห่งชาติ (ศรภ.) ได้โพสต์ชำแหละความจริง เกี่ยวกับ นักการเมืองต้องการดันยอดผู้กระทำความผิด ม.112 เพื่อกดดันทางการเมือง โดยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้

ม.112 ตอนที่ 2
ตั้งแต่ประเทศไทยมีกฎหมายอาญาเมื่อ พ.ศ. 2451 เป็นต้นมา จนถึง พ.ศ. 2548 นับเป็นเวลาเกือบร้อยปี มีคดีที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายอาญา มาตรา 112 น้อยมากไม่เกิน 10 คดี ความผิดที่เกิดขึ้นมาจากบุคคลสติไม่ดีเป็นส่วนใหญ่ แต่ก็ไม่มีการติดคุก เวลามีสวนสนามทีก็ต้องไปคุมตัวไว้ พอสวนสนามเสร็จก็ปล่อยออกมา รองลงมาเป็นการอ้างอิงสถาบันพระมหากษัริย์ไปแสวงหาผลประโยชน์ เช่น การแอบอ้างพระนามไปจัดสร้างพระหรือวัตถุมงคลมากที่สุดในตอนนั้น

หลังจากนั้น ถ้าเริ่มนับเวลาตั้งแต่ปัจจุบัน (พ.ศ. 2564) ย้อนหลังไป 17 ปีที่ผ่านมา (พ.ศ. 2547) จะพบว่าความผิดตามกฎหมายอาญา มาตรา 112 เกิดเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วใน 2 ลักษณะ คือ

1. เกิดจากการตั้งใจกระทำความผิดของผู้ที่เข้าร่วมงานทางการเมืองซึ่งสนับสนุนระบอบทักษิณ

2. เกิดจากเจ้าหน้าที่รัฐในขณะนั้นต้องการเอาใจผู้บังคับบัญชา เร่งสร้างยอดการจับกุมผู้กระทำความผิดตามกฎหมายอาญา มาตรา 112 อย่างจงใจ ทั้งๆ ที่การกระทำความผิดนั้นยังอยู่ในลักษณะการวิพากษ์วิจารณ์เชิงวิชาการไม่ได้พาดพิงโดยตรงต่อสถาบันพระมหากษัตริย์จนเข้าองค์ประกอบความผิดตามกฎหมายอาญา มาตรา 112 ซึ่งกรณีนี้มีการจับกุมขึ้นเป็นจำนวนมากในสมัยรัฐบาลนายทักษิณ แต่ก็จะไปหลุดคดีในชั้นศาลเกือบทั้งหมด ขอยกตัวอย่าง 3 รายคือ

1. นายสุลักษณ์ ศิวรักษ์ ซึ่งไม่ได้หลบหนีคดี สู้คดีตามกระบวนการยุติธรรมจนหลุดคดีในที่สุด ผมยังออกหนังสือรับรองในฐานะประธานอนุกรรมาธิการ เกียวกับสถาบันฯ ของวุฒิสภาให้ไว้สู้คดี (แต่ปัจจุบันนี้ไม่รู้ควรจะโดนอีกหรือเปล่า)

2. นายใจลส์ ใจ อึ๊งภากรณ์ ซึ่งถูกออกหมายจับในเวลาติดต่อกับกรณีของนายสุลักษณ์ ซึ่งคดียังไม่ได้เข้าสู่ระบบการไต่สวนทางกฎหมายก็ชิงหลบหนีคดีไปต่างประเทศเสียก่อน จึงถูกนำไปโฆษณาว่านายใจลส์ทำผิดกฎหมายอาญา มาตรา 112 ทั้งๆ ที่ศาลไม่ได้ตัดสิน (ต่อมาเมื่อนายใจลส์หลบหนีไปอยู่ที่ประเทศอังกฤษได้กระทำความผิดขึ้นจริงๆ)

3. อีกรายเป็น อาจารย์อยู่พิษณุโลก ท่ีบ้านมีอินเตอร์เนท อยู่ ชั้นล่างใครจะมาใช้ก็ได้ โดนแจ้งจับ 112 เพราะตำรวจตามรอยอินเตอร์เนทไป ผมไปตรวจดูผมว่าแกมาอบรมในกรุงเทพ เวลานั้น จึงไปเป็นพยานให้ หลุดไป

ทั้ง 3 เรื่องนี้มาจากความพยายามของนักการเมืองกลุ่มหนึ่งใช้อิทธิพลผลักดันให้เกิดขึ้น โดยมุ่งใช้ยอดผู้กระทำความผิดตามกฎหมายอาญา มาตรา 112 มากดดันต่อพระมหากษัตริย์ให้พระราชทานอภัยโทษ เหมือนกับที่เคยพระราชทานอภัยโทษในลักษณะต่างๆ มาแล้วหลายครั้ง แต่การพระราชทานอภัยโทษนักโทษการเมืองที่หลบหนีคดีไปอยู่ต่างประเทศ ไม่ได้ต่อสู้คดีทางศาลนั้นทำไม่ได้ นอกจากนั้น คดีคอร์รัปชันยังเป็นข้อยกเว้นในการพระราชทานอภัยโทษอีกด้วย (ต่อมาได้มีการว่าจ้างชาวต่างชาติให้ช่วยเผยแพร่ข่าวเรื่องข้อมูลการจับกุมตามกฎหมายอาญา มาตรา 112 สูงขึ้น มีผู้สมัครใจกระทำความผิดเพื่อรับเงินตอบแทนและได้รับการดูแลทางการเมืองเมื่ออยู่ในเรือนจำ)

เรื่องแบบนี้จะไปโทษกฏหมายได้อย่างไร มันอยู่ที่คนทำ ปัจจุบัน ทำผิดกันอย่างชัดเจน คนไทยจะทำอย่างไร จะต้องพึ่งพากฏหมายให้มันศักดิ์สิทธิ์ขึ้นใช่ไหมครับ
ไม่ใช่จับๆแล้วปล่อยอยู่แบบนี้ เพราะเกือบ100%เป็นเรื่องท่ีนักการเมืองอยู่ข้าง
หลังครับ เราต้องช่วยกันครับ

ซึ่งก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 4 ก.พ.64 ทางด้านของ พล.ท.นันทเดช ได้โพสต์ตอนที่ 1 ไว้โดยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้

มาตรา112 ตอนท่ี1(จำเป็นต้องเขียนเรื่องนี้ทุกวันครับ)
จากกรณีที่ สำนักข่าวINN เผยแพร่ข่าว
เรื่อง นาย ธนาธร เชื่อว่า พรรคก้าวไกลจะยื่นแก้ ม.112แน่นอน นั้น ก็ต้องถามว่า
มันเป็นเรื่อง “ผลประโยชน์ทับซ้อนกันของพวกตัวเองหรือเปล่า” เพราะ

1. กฏหมายอาญาทุกมาตรา เหมือนกันหมด ถ้าพวกคุณไม่ไปทำผิดเข้า
ก็ไม่ต้องเดือดร้อน สมมุติพวกคุณ ไปลักทรัพย์มา ทำผิดกันหลายๆคน
พอตำรวจรวบรวมหลักฐานได้ เตรียมจะจับ พวกคุณก็ออกมาร้องให้เลิก
กฏหมายว่าด้วยลักทรัพย์ ทันทีว่าไม่ดีอย่างงั้น ไม่ดีอย่างนี้
เพื่อจะไม่ให้โดนลงโทษจากมาตรานี้

ม.112 ก็เหมือนกับมาตราอื่นๆ คุณไม่ไปละเมิด ก็ไม่เห็นต้องเดือดร้อนอะไรเลย
กฏหมายมาตรานี้ ไม่ได้ทำให้คุณยากจนลง ไม่ได้ทำให้คุณเสียสิทธิอะไรเลย
ไม่ได้ให้คุณอยู่ในบ้าน คุณจะไปไหนก็ได้ จะพูดอะไรก็ได้ ถ้าไม่ไปด่าคนอื่นเขา
กฏหมายเกี่ยวกับโควิดยังรอนสิทธิพวกคุณมากกว่าเสียอีก ดังนั้นจึงสรุปได้ว่า
พวกคุณกล้าทำ แต่กลัวติดคุก จึงออกมาโวย ทั้งๆท่ียังไม่รู้ว่า
จะผิดหรือเปล่า ไม่แน่จริงนี่หว่า

2. พวกคุณกล้าทำในเรื่องท่ีน่าจะผิดกฏหมายมาตรา112 ทำกันเข้าไปอย่างสนุกสนาน ทั้งเปรียบเปรย
กระทบกระแทก ทั้งด่าตรงๆจนเพลิน พอตำรวจรวบรวมความผิดได้ เตรียมจะฟ้อง
ก็พากันแหกปากขอให้เลิกมาตรานี้ทั้งๆท่ีรู้ว่า เลิกไม่ได้ (การขอแก้ไขของพวกคุณก็เหมือนยกเลิกนั้นเอง) แต่เจตนาจริงๆก็คือ

ข่มขู่ไม่ให้ ตำรวจ อัยการ หรือ ศาล เล่นงานแรงเกินไป หรือไม่เล่นเลยก็ได้ จึงต้อง
ทำให้เรื่องมันปั่นป่วน เข้าไว้ ตำรวจบางคนยังถูกขู่อีกว่า “ถ้าพวกฉันกลับมาเป็นรัฐบาล
จะคิดบัญชีกับพวกแกแน่นอน” ซึ่งก็ต้องยอมรับว่าคนท่ีเป็นข้าราชการทุกคน
ก็ล้วนแต่กลัวผลกระทบต่ออาชีพกันทั้งนั้น แต่ก็มีบางคนก็ต้องยอมพวกคุณด้วยเหตุผลนี้

ยิ่งตัวคนในกระบวนการยุติธรรม ท่ีเคยมีความผิดติดตัวอยู่บ้างแล้วในอดีต
ก็จะกลัวพวกคุณมาก กลัวพวกคุณแฉ กลัวพวกคุณเดินขบวนมาล้อมที่ทำงาน
ก็เลยช่วยๆเอาหูไปนา เอาตาไปไร่ ปล่อยพวกคุณไป พวกคุณถึงได้ใจไง
ถ้าต้องไป ก็แค่พาพวกไปสัก 20-30 คน แล้วอาละวาดทำอะไรแผลงๆ
แต่งคอสเพลย์ล้อเลียนสนุกสนานดี

3. ตอนนี้วันเวลาของความสุข จากการข่มขู่ผู้อื่น จึงน้อยลงทุกที
ตำรวจเริ่มตั้งหลักได้แล้ว เพราะพวกคุณข่มเหงตำรวจมากเกินไป
ดังนั้นพวกคุณจึงเริ่มดิ้นรน อีกครั้งหนึ่ง น่าจะเป็นครั้งสุดท้ายเสียด้วย
แต่อย่าถึงขั้นฆ่ากันเอง แล้วเอาศพมาแห่ว่าตายเพราะ ม.112 อีก ก็แล้วกัน
ตัวอย่างการเคลื่อนไหวแบบนี้ ก็เคยมีตังอย่างมาแล้ว ไม่เข็ดหรือไงครับ