จับตาค้าชายแดนเมียนมา!?! จุรินทร์สั่งเปิดด่าน 40 แห่งทั่วประเทศ ดันส่งออกสินค้าชายแดน ปั้มเงินกว่า 5.59 แสนล้านบาท ลุ้นทั้งปี 4%

412

สถานการณ์ในเมียนมาส่งผลกระทบต่อไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่พ้น เพื่อความไม่ประมาทโดยเฉพาะด้านการค้าชายแดน  ก.พาณิชย์เกาะติดสถานการณ์ชายแดนเมียนมารายวัน วันนี้สั่ง เร่งเครื่องการค้า เปิดแน่ 4 ด่าน แม่สาย แม่สอด ระนอง สังขละ หวังดันส่งออกปี 2564 ขยายตัว 4%และเล็งเปิดทั่วประเทศรวม 40 แห่งเพื่อดันเป้าเท่าปี 2563 แต่ปัจจัยลบภายนอกที่ดำรงอยู่ ทั้งโควิดระบาดทั่วโลก สงครามการค้าสหรัฐ-จีน ล้วนเป็นตัวฉุดรั้ง  สภาหอการค้าไทยฯเสนอรัฐบาลให้ช่วยลดต้นทุนภาษีการส่งออก ดูแลค่าเงินบาท หวังลุ้นส่งออกได้ตามเป้า ในฝั่งเมียนมายังปล่อยเศรษฐกิจขับเคลื่อนต่อ พ่อค้าและแบงก์พาณิชย์ไทยในเมียนมาเดินหน้าธุรกิจปกติ แต่พ่อค้าเมียนมาเริ่มตุนดอลลาร์-บาทเพื่อความมั่นใจ จับตาการรุกคืบของสหรัฐและพันธมิตรในอาเซียน อาจส่งผลกระทบด้านเศรษฐกิจการค้าและการลงทุนนับจากนี้

วันที่ 4 ก.พ. 2564 นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธาน “การประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนด้านการพาณิชย์ (กรอ.พณ.) ครั้งที่ 1/2564” ว่า ที่ประชุมได้หารือใน 3 ประเด็นหลัก เพื่อร่วมกันแก้ไขปัญหาและผลักดันการส่งออกของประเทศ โดยเฉพาะการประเมินทิศทางการส่งออกไทยในปี 2564 นี้

สำหรับ 3 ประเด็นหลักได้แก่

1.การติดตามสถานการณ์การเมืองของเมียนมา โดยจากการรับฟังรายงานจากทุกฝ่ายทั้งภาครัฐและเอกชน ปัญหาดังกล่าวไม่ได้ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญ การค้า การส่งออก หรือการทำธุรกิจยังคงเดินหน้าไปได้ตามปกติ  พร้อมทั้งด่านชายแดนสำคัญทั้ง 3 ด่าน คือ ด่านแม่สาย ด่านแม่สอด และด่านระนอง ยังคงให้บริการปกติ และได้ประสานเปิดด่านชายแดนเพิ่มที่ด่านสังขละ ซึ่งคาดว่าจะเปิดให้บริการในเร็วๆนี้

นอกจากนี้ ยังสั่งการให้สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ (ทูตพาณิชย์ในเมียนมา) รายงานสถานการณ์เข้ามาทุกวัน โดยเฉพาะประเด็นที่จะส่งผลกระทบต่อการค้า การทำธุรกิจ การลงทุน ซึ่งภาคเอกชนสามารถติดตามข้อมูลได้ที่เว็บไซต์กระทรวงพาณิชย์

2.การประเมินตัวเลขส่งออกโดยภาคเอกชนคาดว่าส่งออกไทยทั้งปีอยู่ที่ 3.5-4% ขณะที่กระทรวงพาณิชย์ประเมินการส่งออกอยู่ที่ 4% ซึ่งมีโอกาสที่จะเป็นไปได้สู

3.การร่วมกันแก้ไขปัญหาและอุปสรรคที่กระทบต่อการส่งออก ซึ่งก็มีหลายประเด็นที่ได้รับการแก้ไขร่วมกัน เช่น การร่วมกันแก้ไขปัญหากฎระเบียบที่กระทบต่อการส่งออกรถยนต์ไทยไปเวียดนาม ซึ่งประเทศอาเซียน 10 ประเทศ ได้ร่วมทำข้อตกลงยอมรับร่วมคุณสมบัตินักวิชาชีพ หรือ MRA ซึ่งไทยจะเร่งเสนอให้มีการลงสัตยาบันให้ได้โดยเร็วที่สุด ซึ่งจะเร่งเสนอเข้าสู่ที่ประชุมสภาฯในสมัยนี้พิจารณาเห็นชอบ เชื่อว่าจะทำให้การส่งออกรถยนต์ไปเวียดนามได้ง่ายขึ้น พร้อมเร่งให้สัตยาบัน อาร์เซ็ป ในปีนี้ด้วย

รวมไปถึงการลำเลียงรถยนต์ไปท่าเรือเพื่อส่งออก สำหรับรถยนต์ที่ไม่มีทะเบียนก็ได้เร่งหารือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการแก้ไขแล้ว การแก้ไขปัญหาตู้คอนเทนเนอร์ ก็ร่วมกับทุกฝ่ายแก้ไขทั้งในส่วนของการจูงใจโดยการลดค่าธรรมเนียมเพื่อให้สายเรือนำเข้าตู้คอนเทนเนอร์เปล่าเข้ามาให้มากขึ้น

รมว.กระทรวงพาณิชย์กล่าวว่า

ต้องเร่งส่งเสริมการขนส่งสินค้าทางบกที่จะส่งออกไปจีน โดยเลี่ยงการขนส่งทางเรือเพื่อลดการใช้ตู้คอนเทนเนอร์ การเร่งเจรจาเปิดด่านชายแดนจะช่วยผลักดันการส่งออกเป็นอย่างดี เร็วๆนี้จะเปิดอีก 1 ด่าน ที่จังหวัดบึงกาฬ ทำให้จะมีด่านชายแดนเปิดให้ขนส่งทั้งสิ้น 40 ด่าน จากทั้งหมด 97 ด่าน นอกจากนี้ จะเร่งเจรจาเปิดด่านอีก 3 แห่งที่ ด่านป่าแซง อุบลฯ ด่านเชียงคาน เลย และด่านท่าเรือวัดหายโศก หนองคาย ซึ่งปิดไปช่วงโควิด ก็จะนำเรื่องเข้า ครม.พิจารณา เพื่อช่วยดันส่งออกชายแดนได้”

นายกีรติ รัชโน อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ มองว่า แม้ที่ผ่านมาการค้าชายและผ่านแดนของไทยจะได้รับผลกระทบจากปัจจัยลบต่างๆ ทั้งสถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว สงครามการค้าที่ยืดเยื้อ ค่าเงินบาทแข็งค่า และการระบาดของโรคโควิด-19 ซึ่งทำให้มีการปิดจุดผ่านแดนตามด่านต่าง ๆ ทำให้สินค้าไทยไม่สามารถส่งไปยังประเทศปลายทางได้อย่างปกติ แต่ก็คาดว่า ปัจจัยดังกล่าวจะส่งผลกระทบต่อเนื่องอีกไม่นาน ซึ่งภายหลังจากที่ไทยและประเทศเพื่อนบ้านต่างๆ ใช้วัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 มากขึ้น ปัญหาการปิดจุดผ่านแดนและมาตรการที่เข้มงวดต่างๆ ในการตรวจปล่อยสินค้าจะเริ่มผ่อนคลายมากขึ้น

ในส่วนของด่านชายแดน”เมียนมา” เป็นตลาดค้าชายแดนที่มีลู่ทางสดใสและมีศักยภาพในการเติบโตสูง เนื่องจากการที่มีพรมแดนติดต่อกันยาวถึงกว่า 2,400 กิโลเมตร ที่ช่วยเอื้อให้เกิดการซื้อขายแลกเปลี่ยนสินค้าระหว่างประชาชนตามแนวชายแดนทั้ง 2 ประเทศได้ค่อนข้างสะดวก แต่สถานการณ์ภายในเมียนมาที่เกิดการยึดอำนาจ  ก็สร้างความกังวลให้กับการค้าขายตามแนวชายแดน แม้ว่าเบื้องต้นด่านสำคัญ 3 ด่านที่เป็นด่านถาวรในการส่งออกสินค้าของไทยทั้งด่านแม่สาย แม่สอด หรือระนอง สามารถส่งออกสินค้าได้ตามปกติโดยเฉพาะด่านที่กาญจนบุรี สังขละบุรีคาดว่าจะสามารถเปิดด่านได้ในเร็วๆวัน แต่ในอนาคตคงต้องจับตาหากประเทศต่างๆใช้นโยบายคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจกับเมียนมา จะส่งผลกระทบต่อการค้าชายแดนไทยระดับใด

ปี 2564 คงต้องลุ้นว่า การค้าชายแดนและการค้าผ่านแดนจะฟื้นกลับมาหรือไม่หลังจากที่มูลค่าการค้าลดลง 2 ปีติดต่อกัน ซึ่งทางกระทรวงพาณิชย์คาดว่า ถ้ายอดการค้าชายแดนกลับมาเหมือนเดิม จะทำให้ดึงตัวเลขการส่งออกของไทยขยายตัวได้เพิ่มขึ้นในปีนี้

เมื่อปี 2563 มูลค่าค้าชายแดนทั้งปี  760,241 ล้านบาท ลดลง 8.01% โดยเฉพาะ เมียนมา มีมูลค่าการค้ารวม 164,779 ล้านบาท ลดลง 14.74% ทั้งนี้เป็นผลจากสงครามการค้าสหรัฐ-จีน และการแพร่ระบาดโควิด-19 ที่เริ่มมาตั้งแต่ต้นปี 2563 ทำให้ตัวเลขการค้าลดลงต่อเนื่อง  โดยเฉพาะอย่างยิ่งมูลค่าการค้าชายแดนระหว่างไทยกับประเทศเพื่อนบ้านทั้งมาเลเซีย เมียนมา  สปป.ลาว และกัมพูชา หายไปกว่า  70,000-80,000 ล้านบาท จากยอดการค้ารวมเฉลี่ยประมาณ 8 แสนล้านบาท จากผลกระทบปิดด่านชายแดนเพื่อควบคุมการแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้กิจกรรมค้าขายทางเศรษฐกิจหยุดชะงักส่งผลให้มูลค่าการค้าชายแดนลดลง

ในปีนี้ การค้าผ่านแดนประเทศเพื่อนบ้านไปตลาดจีน สิงคโปร์ เวียดนาม และประเทศอื่นๆ มีมูลค่ารวม 559,083 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8.41% โดยเฉพาะจีนยังรั้งอันดับ 1 มีมูลค่าการค้ารวม 238,790 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 20.01% รองลงมา สิงคโปร์ มีมูลค่าการค้ารวม 88,729 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 17.16% ในขณะที่ เวียดนาม มีมูลค่าการค้ารวม 59,300 ล้านบาท ลดลง 10.79%

ในส่วนของภาคเอกชน นายกลินท์ สารสิน ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า สิ่งที่ภาคเอกชนคาดหวังคือการลดปัญหาและอุปสรรคของการส่งออก ซึ่งหากดำเนินการได้จะทำให้การส่งออกไทยในปีนี้เป็นไปได้อย่างเป้าหมายที่คาดไว้  โดยเฉพาะการลดต้นทุนการส่งออกสินค้าไปตลาดจีน โดยการส่งออกผ่าน สปป.ลาว เวียดนาม เพราะต้องยอมรับว่ามีต้นทุนทางด้านภาษีซึ่งกว่าจะถึงจีนเสียภาษีสูงถึง 20% หากสามารถเจรจาลดภาษีนำเข้าได้โดยส่งตรงผ่านแม่สาย เชียงแสน และส่งลงเรือเข้าตรงสู่จีน จะทำให้ต้นทุนทางภาษีเหลือ 3% เท่านั้น ประหยัดได้ถึง 17%

โดยหากทำได้จะเป็นการช่วยเหลือภาคเอกชนได้มาก รวมไปถึงการผลักดันการเปิดด่านทั้ง 3 แห่ง ด้วย นอกจากนี้ ก็ยังมีส่วนในเรื่องของการผลักดันการเจรจาเอฟทีเอ ซึ่งต้องการให้เร่งเปิดเจรจา การดูแลค่าเงินบาทเพราะมีผลต่อการแข่งขันเมื่อเทียบกับเวียดนาม หากดูย้อนไปภายใน 4 ปี ค่าเงินบาทไทยแข็งค่าถึง 15% ส่วนเวียดนาม อ่อนค่า 4% ซึ่งมีผลต่อภาพรวมของการส่งออกด้วย