ไบเดนประกาศ-อเมริกากลับมาแล้ว?!? สั่งบริวารกล่อมอาเซียนกดดันเมียนมา คาดไทยถูกไล่บี้เศรษกิจและความมั่นคงให้เลือกข้างตามใจทรราชย์สากล

1494

โจ ไบเดนประกาศ “อเมริกากลับมาแล้ว” เมินนางสิงห์แห่งเยอรมนี อังเกลา แมร์เคิลตราหน้า “ทรราชย์สากล” เร่งผลักดันพันธมิตรไล่บี้เมียนมารอบทิศ และรุกคืบมายังอาเซียนและน่านน้ำทะเลจีนใต้แล้ว ทั้งนี้มาเลเซียและอินโดนิเซียเริ่มขยับขอเปิดประชุมอาเซียนเรื่องเมียนมา ขณะที่บริษัทเบียร์ยักษ์ใหญ่ญี่ปุ่น “คิริน”ถอนการลงทุนในเมียนมา คาดกดดันไทยหนักขึ้นทั้งเศรษฐกิจ การเมือง และความมั่นคงทางทหาร เพื่อใช้เป็นฐานรุกรานเพื่อนบ้าน มั่นใจไทยเข้มแข็งยึดมั่นแนวทางกฎบัตรอาเซียน ไม่แทรกแซงกิจการภายในกันและกัน แต่ต้องพร้อมเผชิญ สงครามไฮบริดของทรราชย์สหรัฐ หนุนขบวนการล่มชาติในไทยเชื่อมโยงการเคลื่อนไหวในพม่าเหมือนในอดีต

วันนี้ (6ก.พ.2564) เป็นวันที่เมียนมาเริ่มฉีดวัคซีนให้ประชาชนในขณะที่ประชาชนป่วยติดโควิดแล้วราย 141,304 ราย โดยกระทรวงสาธารณสุขและการกีฬาของเมียนมาแถลงเมื่อวานนี้ (5ก.พ.2564)ว่า ผู้ติดเชื้อโควิด-19 รายใหม่ในรอบ 24 ชั่วโมงที่ผ่านมามีจำนวน 200 ราย มีผู้เสียชีวิตจำนวน 3,168 ราย ทั้งนี้จำนวนผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ในเมียนมาได้พุ่งขึ้นอย่างมาก นับตั้งแต่ที่มีการตรวจพบผู้ติดเชื้อเป็นครั้งแรกเพียง 2 รายในวันที่ 23 มี.ค.2563 กระทรวงสาธารณสุขเมียนมาเปิดเผยว่า การฉีดวัคซีนต้านโควิด-19 ให้แก่ประชาชนจะเริ่มต้นจากกลุ่มผู้ที่มีอายุมากกว่า 65 ปี รวมทั้งเจ้าหน้าที่รัฐบาล โดยเมียนมาได้รับวัคซีน Covishield จากอินเดียจำนวน 1.5 ล้านโดส

ในขณะที่ต้องเผชิญความยากลำบากทางสาธารณสุขก็ต้องเผชิญการกดดันรอบทิศจากทรราชย์สหรัฐและพันธมิตรที่ต้องการให้เมียนมาทำตามที่พวกเขาต้องการ

สั่งซื้อเม็ดมะม่วง คลิก!!
สั่งซื้อเม็ดมะม่วง คลิก!!

เมื่อวานนี้ (5 ก.พ.2564) เป็นวันประกาศอย่างอหังการ์ของปธน.โจ ไบเดนแห่งสหรัฐว่า “อเมริกากลับมาแล้ว” โดยเมินสมญานามที่ นายกรัฐมนตรีแห่งเยอรมนี นางอังเกลา แมร์เคิลประทับตราให้อย่างเหมาะสมว่า “ทรราชย์สากล”ที่อื้ออึงกันไปทั่วโลก 

ปธน.ไบเดน ประกาศจากกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯว่า รัฐบาลของเขาจะให้ความสำคัญกับการทูตในนโยบายต่างประเทศ และเอ่ยถึงเมียนมาเป็นการเฉพาะ โดยเรียกร้องให้กองทัพเมียนมาสละอำนาจที่ยึดไป รวมทั้งปล่อยตัวเจ้าหน้าที่และนักเคลื่อนไหวที่ควบคุมตัวไว้ ยกเลิกการควบคุมการติดต่อสื่อสาร และไม่ใช่ความรุนแรง ขณะที่พูดถึงจีนแบบทั่วไปว่า สหรัฐจะเผชิญหน้ากับการเล่นแง่ทางเศรษฐกิจ ตอบโต้ความกร้าวร้าว ปฏิบัติการบีบบังคับเพื่อตอบโต้การละเมิดสิทธิมนุษยชน ทรัพย์สินทางปัญญา และธรรมาภิบาลโลกของจีน ทว่าไม่ได้กล่าวถึงประเด็นซับซ้อน เรื่อง การเจรจานิวเคลยร์กับอิหร่าน และความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลและปาเลสไตน์แต่อย่างใด 

 

ในการนี้ดูเหมือนว่า ญี่ปุ่นจะออกหน้าตอบสนองนโยบายสหรัฐฯทันทีก่อนใคร 

เมื่อวันที่ 5 ก.พ.2564 สำนักข่าวเอเอฟพี รายงานว่าบริษัทเบียร์รายใหญ่ของญี่ปุ่นคิริน (Kirin) ประกาศยุติการทำธุรกิจกับหุ้นส่วนในเมียนมา บริษัท Myanmar Economic Holdings Public Company Limited (MEHL) ซึ่งมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกองทัพ แต่ยังไม่ระบุชัดเจนว่าการยุติทางธุรกิจดังกล่าวจะหมายถึงการถอนตัวออกจากเมียนมาด้วยหรือไม่ ทั้งนี้ ที่ผ่านมา Kirin ถูกวิพากษ์วิจารณ์กรณีเข้าไปทำธุรกิจกับบริษัทเบียร์ที่เป็นของกองทัพเมียนมา ซึ่งถูกกล่าวหาว่าใช้กองกำลังทหารปราบปรามชาวมุสลิมโรฮีนญา

 

ต่อมา อินโดนีเซียและมาเลเซียแถลงเห็นพ้อง จะจัดประชุมพิเศษในกลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียนเพื่อหารือเกี่ยวกับสถานการณ์ในเมียนมา ซึ่งอาจเป็นผลสืบเนื่องของการกดดันจากสหรัฐ เมื่อที่ปรึกษาความมั่นคงสหรัฐ นายเจค ซัลลิแวนเพิ่งยกหูโทรศัพท์พูดคุยกับเอกอัคราชทูตอาเซียน เมื่อวันศุกร์ที่ 5 ก.พ.2564 ที่ผ่านมา เน้นเรื่อง “การยึดอำนาจในเมียนมา และการฟื้นฟูประชาธิปไตยที่ควรเกิดขึ้น”ทั้งย้ำว่า “พันธกรณีของสหรัฐในอาเซียนควรเพิ่มขึ้น”  รายงานข่าวกล่าวว่า ไม่มีรายละเอียดว่าเอกอัคราชทูตของเมียนมาได้มีส่วนร่วมในการพูดคุยครั้งนี้หรือไม่?

ประธานอาเซียนที่ปีนี้ดำรงตำแหน่งโดยประเทศบรูไน ได้ออกถ้อยแถลงท่าทีอาเซียนยืนหยัดเป็นกลาง และเคารพในกฎบัตรอาเซียนที่ไม่แทรกแซงกิจการภายใน แต่เหตุใดอินโดนิเซีย และมาเลเซียจึงเคลื่อนไหวสวนทางประธานอาเซียน มีความเป็นไปได้หลายประการ สาเหตุที่ไม่พอใจเรื่องปัญหาผู้อพยพชาวโรฮิงญาประการหนึ่ง และความไม่พอใจจีนเรื่องข้อพิพาทขัดแย้งในทะเลจีนใต้อีกประการหนึ่ง 

สำหรับด้านผลกระทบทางเศรษฐกิจของเมียนมาที่ถูกคว่ำบาตร จะส่งผลต่อไทยอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงดังนี้

การลงทุนจากต่างประเทศสู่่เมียนมาเป็นปัจจัยผลักดันให้เกิดการส่งออก และเปลี่ยนโครงสร้างทางเศรษฐกิจเมียนมา จากสังคมเกษตรเข้าสู่สังคมอุตสาหกรรม พร้อมทั้งเกิดการจ้างงานและยกระดับกำลังซื้อของภาคประชาชนอย่างมหาศาล ดังนั้น การเข้ายึดอำนาจรัฐบาลของกองทัพเมียนมาในครั้งนี้ย่อมก่อให้เกิดความชะงักงันในความสัมพันธ์กับมหาอำนาจสหรัฐและพันธมิตร อาจนำไปสู่การคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ เช่น การเพิกถอนสิทธิพิเศษทางการค้าของสหภาพยุโรปและสหรัฐ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อสภาวะการค้า การลงทุน และเศรษฐกิจโดยรวมของเมียนมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่า หากสูญเสียสิทธิพิเศษทางการค้าจากสหภาพยุโรปและสหรัฐ มูลค่าการส่งออกของเมียนมาจะหดตัวลงประมาณ 10% และคาดว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจจะอยู่ในกรอบ (-)0.5% ถึง (-)2.5% ในปี 2564 การเข้ายึดอำนาจของกองทัพเมียนมาไม่ได้ส่งผลกระทบเชิงลบต่อการส่งออกเพียงเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบต่อการดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศอีกด้วย

สำหรับผลกระทบต่อประเทศไทย จะเกิดขึ้นผ่านทาง 2 ช่องทางหลัก ได้แก่ การค้าชายแดนและการเคลื่อนย้ายแรงงานเมียนมาเข้ามาในประเทศไทย

ในประเด็นการค้าชายแดนคงต้องพิจารณาจากสถานการณ์เศรษฐกิจ การค้า การลงทุนที่จะมีผลต่อการซื้อสินค้าของไทยผ่านพรมแดนไทยกับเมียนมาที่เป็นช่องทางหลักในการส่งออกสินค้าไทยถึงร้อยละ 75 ของการส่งออกทั้งหมดของไทยไปเมียนมา 

ภาพรวมการส่งออกชายแดนไทยไปเมียนมาในปี 2563 ได้รับผลกระทบจากกำลังซื้อและการคุมเข้มการเข้าออกทั้งคนและสินค้าจากปัญหาโควิด-19 จึงฉุดให้การส่งออกทรุดตัวถึงร้อยละ (-)12.4 มีมูลค่าส่งออกต่ำกว่าแสนล้านบาทต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 โดยมีมูลค่า 87,090 ล้านบาท

อย่างไรก็ดี คงต้องเฝ้าติดตามการเปิด-ปิดด่านค้าขายแดน แม้ว่าในขณะนี้จะเปิดให้บริการตามปกติแล้ว แต่ก็เป็นสัญญาณถึงความไม่แน่นอนที่อาจจะมีมาตรการในการตรวจคนและสินค้าข้ามแดนเพิ่มเติมจากมาตรการคุมเข้มเดิมที่ใช้รับมือกับสถานการณ์โควิด-19 ในปัจจุบัน อันจะทำให้การส่งออกทางชายแดนในทุกช่องทางไม่ราบรื่น

ส่วนประเด็นการเคลื่อนย้ายแรงงานเมียนมาเข้ามาในประเทศไทยนั้น จากการแพร่ระบาดของโรคโควิด ทำให้แรงงานเมียนมาเดินทางกลับประเทศไปไม่ต่ำกว่า 1 แสนคน และยังไม่สามารถกลับเข้าไทย ประกอบกับการเข้ายึดอำนาจของกองทัพเมียนมาทำให้เกิดความไม่แน่นอนทางนโยบาย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง นโยบายการเคลื่อนย้ายแรงงานระหว่างประเทศ เช่น ความเสี่ยงในการปิดด่าน หรือการใช้มาตรการตรวจเข้มพลเมืองที่เดินทางเข้าออกประเทศ  มาตรการเหล่านี้จะเป็นอุปสรรคต่อทั้งการรับแรงงานใหม่และการรับแรงงานเมียนมาเดิมให้กลับเข้ามาทำงานที่ไทยอีกครั้งอย่างถูกกฎหมาย อาจจะส่งผลให้ประเทศไทยขาดแคลนแรงงานที่ถูกกฎหมายในภาคธุรกิจต่างๆ ได้แก่ ธุรกิจเกษตรและปศุสัตว์ (25%) ธุรกิจค้าปลีกและร้านอาหาร (17%) ธุรกิจก่อสร้าง (15%) ธุรกิจประมงและสินค้าประมงแปรรูป (10%)

จะเห็นได้ว่าเมื่อสหรัฐจี้เรื่องเศรษฐกิจนั่นคือ เน้นเรื่องผลประโยชน์ ทำให้สมาชิกอาเซียนบางประเทศเริ่มแสดงท่าทีอ่อนไหวเตรียมยื่นมือมาเกี่ยวข้องอย่างที่เมียนมาไม่ได้ร้องขอ แต่สหรัฐขอมา และแน่นอนคิวต่อไปต้องเป็นประเทศไทย ศูนย์กลางภูมิรัฐศาสตร์สำคัญในน่านน้ำทะเลจีนใต้ จะต้องได้รับแรงกดดันจากสหรัฐ พุ่งมาบีบไทยทั้งทางการเมือง เศรษฐกิจ และความมั่นคงทางทหารอย่างแน่นอน จับตาสงครามไฮบริด หนุนแฝดนรกและพวกคลั่งประชาธิปไตยอาละวาดป่วน 2 แผ่นดิน