รฟม.ผ่าทางตันให้ตัวเองคว่ำประมูลรถไฟฟ้าสีส้ม?!? คดีคาศาล ดร.สามารถถามทำไมไม่รอคำสั่งศาล ขณะสำนักงบฯค้านไม่เข้าร่วมประชุม

1506

การล้มโต๊ะเลิกประมูลหนีคำสั่งศาลมองแง่ไหนก็ไม่โปร่งใสสง่างาม กรณีรฟม.ล้มประมูลรถไฟฟ้าสายสีส้ม มูลค่า 1.28 แสนล้านบาทอ้างล่าช้าสร้างความเสียหายโดยไม่รอคำตัดสินศาล เตรียมยกร่างเปิดประมูลใหม่ ปัดตอบใช้เกณฑ์เก่าหรือใหม่ ยิ่งส่อเค้าไม่โปร่งใส คดีค้างศาลหลีกเลี่ยงอย่างไรก็ไม่พ้นต้องแจงให้ชัด  ขณะที่TDRI เสนอแก้ไขปัญหารถไฟฟ้าราคาแพงทั้งระบบชี้ปัญหาสีเขียวและสีส้มเป็นแค่ส่วนหนึ่งของปัญหารวมของระบบรางไทย

เมื่อวันที่ 3 ก.พ. 2564 บอร์ดคัดเลือกรถไฟฟ้าสายสีส้ม “บางขุนนนท์-มีนบุรี” ทุบโต๊ะล้มประมูล ผ่าทางตันให้ตัวเอง อ้างดีเลย์กว่า 2 เดือน ไม่รู้ว่าศาลปกครองจะตัดสินเมื่อไหร่ สั่งทำทีโออาร์ประมูล ตั้งต้นประมูลใหม่ ผู้ว่าฯรฟม.แจงว่าใช้เวลา 1-2 เดือน โดยเล่นลิ้นไม่มีเกณฑ์เก่า-เกณฑ์ใหม่ แต่ไม่บอกว่าจะใช้เกณฑ์TOR ใหม่ที่ให้เปอร์เซ็นคะแนนเทคนิคมาพิจารณาเป็นหลัก กว่าเกณฑ์แบบเก่าที่ใช้ราคาตัดสิน ซึ่งเป็นเหตุให้เกิดข้อขัดแย้ง  แย้มว่าจะเปิดรับฟังความคิดเห็นเอกชนยกร่างเกณฑ์

นายกิตติกร ตันเปาว์ รองผู้ว่าการ ด้านวิศวกรรมและก่อสร้าง การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ในฐานประธานคณะกรรมการคัดเลือกตามมาตรา 36 แห่ง พ.ร.บ.ร่วมทุน 2562 โครงการรถไฟฟ้าสายสีส้มช่วงบางขุนนนท์-มีนบุรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมมีมติยกเลิกการประมูล

นายกิติกรกล่าวว่า “การพิจารณาดังกล่าว เป็นการประชุมต่อเนื่องจากที่คณะกรรมการพิจารณาไว้ ถ้าเกิดใน 1 เดือน ถ้ายังไม่ข้อสรุป ถ้าดูแล้วมีความล่าช้าออกไป กระทบต่อการดำเนินการโครงการ คณะกรรมการสั่งให้ฝ่ายเลขาฯจัดประชุมเพื่อติดตามความคืบหน้าในระยะ 1 เดือน แต่ตอนนี้ล่าช้ามากว่า 2 เดือนแล้ว ยังไม่มีความคืบหน้า จึงติดตามโครงการ ไม่ให้กิดความล่าช้าต่อไป คิดว่ายกเลิกประมูลและเร่งขั้นตอนใหม่ให้โครงการเป็นไปตามแผนงาน ไม่กระทบต่อภาพรวมโครงการ”

รายละเอียดต่อจากนี้ จะนำมตินี้ส่งให้ รฟม.เพื่อรับดำเนินการตามขั้นตอนของระเบียบและ พ.ร.บ.ร่วมทุน 2562 ต่อไป จะใช้ระยะเวลาอีกกี่เดือนอยู่ที่ รฟม.เป็นผู้กำหนดกรอบดำเนินการ แต่คณะกรรมการต้องการให้เร่งรัดให้มีความรวดเร็วในการประมูล เพื่อให้โครงการเดินหน้าได้ตามแผนงานที่กำหนด

นายภคพงศ์ ศิริกันทรมาศ ผู้ว่าการ รฟม. กล่าวว่า หลังจากที่คณะกรรมการมาตรา 36 ยกเลิกประมูลแล้ว รฟม.จะต้องตั้งต้นการประมูลใหม่ คาดว่าจะใช้เวลาดำเนินประมาณ 1 -2 เดือนนับจากนี้ เนื่องจากจะต้องเปิดรับฟังความคิดเห็ของภาคเอกชน เพื่อนำมาประกอบในการกำหนดร่างทีโออาร์ที่จะเปิดประมูลใหม่ เช่น เกณฑ์การพิจารณาคะแนน ด้านเทคนิค เป็นต้น ผู้ว่ารฟม.กล่าวว่า “ตอนนี้ไม่มีเกณฑ์พิจารณาการประมูลเก่าที่พิจารณาทีละซองหรือเกณฑฑ์ใหม่ที่จะพิจารณาซองเทคนิคพร้อมกับซองการเงิน เพราะเราจะตั้งต้นใหม่ทั้งหมด“

สำหรับรถไฟฟ้าสายสีส้ม ทาง รฟม.เปิดให้เอกชนร่วมทุน PPP net cost 30 ปี เงินลงทุน 128,128 ล้านบาท ก่อสร้างช่วงตะวันตก “บางขุนนนท์-ศูนย์วัฒนธรรมฯ” กับจัดหาระบบ ขบวนรถไฟฟ้า แลกกับการรับสัมปทานเดินรถตลอดสาย โดย รฟม.ออกค่าเวนคืน 14,621 ล้านบาท สนับสนุนเงินลงทุนไม่เกินค่างานโยธา 96,012 ล้านบาท

โดยเปิดยื่นซองเมื่อวันที่ 9 พ.ย. 2563 มีผู้ยื่นข้อเสนอ 2 กลุ่ม ได้แก่ 1.บมจ.ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ (BEM) และ 2.กลุ่มกิจการร่วมค้าบีเอสอาร์ (BSR Joint Venture) ประกอบด้วย บมจ.ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ (BTSC) บมจ.บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้ง (BTS) และ บมจ. ซิโน-ไทย เอ็นจีเนียริ่งแอนด์คอนสตรัคชั่น โดยทั้ง 2 กลุ่ม ยื่นข้อเสนอ 4 ซอง ได้แก่ คุณสมบัติ เทคนิค การเงินและข้อเสนออื่น ๆ เพิ่มเติม

ส่วนการยกเลิกประกวดราคานี้ รฟม.แจงว่าดำเนินการได้ เพราะเอกสารยื่นข้อเสนอโครงการ (RFP) ได้กำหนดข้อสงวนสิทธิ์ไว้ แต่การยกเลิกจะกระทบเอกชนและเป็นเหตุให้ฟ้องร้องหรือไม่นั้น คณะกรรมการฯ ไม่สามารถตอบได้ เนื่องจากการพิจารณาครั้งนี้เป็นเพียงการแก้ปัญหาไม่ให้กระทบภาพรวมโครงการ อีกทั้งเพื่อเร่งรัดแก้ปัญหาเพราะการยื่นข้อเสนอของเอกชนมีระยะเวลายืนราคา โดยหลังจากนี้จะรายงานให้ รฟม.ทราบ พร้อมทั้งกำหนดหลักเกณฑ์การประกวดราคาใหม่ แต่เบื้องต้นตอบไม่ได้ว่าจะใช้หลักเกณฑ์การคัดเลือกแบบใด ส่วนกรณีข้อพิพาทฟ้องร้องบริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด หรือ BTSC อยู่ระหว่างการพิจารณาของศาล  กรณีนี้“บีทีเอส” ยังสงวนท่าที รอฟังเหตุผลยกเลิกประมูลอย่างเป็นทางการจารฟม.ก่อน

อีกประเด็นน่าคิดคือ การประชุมบอร์ดมาตรา 36ฯ เมื่อวานนี้ สำนักงบประมาณปฏิเสธไม่เข้าร่วมประชุม และเคยคัดค้านการล้มประมูลเนื่องจากเป็นมติครม. อีกทั้งกังวลเอกชนฟ้องเรียกค่าเสียหาย

รับรองว่าเรื่อง การประมูลรถไฟฟ้าสายสีส้มนี้ยังไม่จบ โดยกลบเกลื่อนกันไปง่ายๆไม่ได้หรอกครับ ยังมีคุณศรีสุวรรณ จรรยา ที่ยื่นเรื่องร้องเรียนป.ป.ช.ตรวจสอบ และดร.สามารถที่ติดตามการพัฒนาระบบจราจร และขนส่งทางรางของไทยมาโดยตลอด ยังข้องใจว่า “ทำไมรฟม.จึงกล้าล้มประมูล”

ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์และผู้เชี่ยวชาญระบบจราจรขนส่ง ได้โพสต์เฟซบุ๊คเมื่อวานนี้ (3 ก.พ.2564) ระบุว่า การเปลี่ยนหลักเกณฑ์กลางอากาศ ทำให้BTS ร้องศาลปกครองกลาง  ซึ่งศาลปกครองกลางมีคำสั่งให้ทุเลาการใช้หลักเกณฑ์ใหม่ไว้เป็นการชั่วคราว จนกว่าศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเป็นอย่างอื่น

ทั้งนี้คณะกรรมการคัดเลือกฯและรฟม.ได้อุทธรณ์คำสั่ง ต่อศาลปกครองสูงสุด ซึ่งศาลกำลังพิจารณาวินิจฉัยคำอุทธรณ์  ซึ่งผู้บริหารรฟม.แถลงว่ากำลังรอคำสั่งศาลปกครองสูงสุด และคาดว่าจะใช้เวลา 2 เดือนจะได้ข้อยุติ มั่นใจว่า รฟม.จะเจรจาข้อเสนอกับเอกชน และสรุปผลการคัดเลือกได้ในเดือนมี.ค.นี้ ซึ่งแสดงให้เห็นว่า ไม่ทำให้การบริหารรถไฟฟ้าสีส้มได้รับความเสียหาย ด้วยเหตุนี้ ทำไมจึงยกเลิกการประมูล แล้วเปิดการประมูลใหม่ โดยใช้หลักเกณฑ์ใหม่ และให้ถอนอุทธรณ์คำสั่งของศาลปกครองกลาง  “เหตุใดไม่รอคำวินิจฉัยของศาลปกครองสูงสุด”

“เมื่อคณะกรรมการฯ มีมติให้ยกเลิกการประมูลแล้วเปิดประมูลใหม่ ผมถือว่าเป็นการตัดสินใจที่กล้าหาญชาญชัยจริงๆ แบบไม่เคยมีมาก่อน ขอสงสัยและข้อสังเกตุดังกล่าวเป็นข้อกังขาที่ผมและประชาชนทุกคนต้องขอคำชี้แจงให้สิ้นสงสัย จากหน่วยงานของรัฐที่รัรบผิดชอบโดยตรง เพื่อปกป้องผลประโยชน์ประเทศชาติและประชาชน”

 

นั่นคือปัญหาวุ่นๆของรถไฟฟ้า ที่ยังไม่มาหานะเธอ เรื่องนี้สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือ TDRI จี้รัฐบาลให้เลิกวนเวียนอยู่แค่เรื่องราคารถไฟฟ้าแพง ให้ห้นมาดูปัญหาโดยรวมของทั้งระบบ

TDRI ชี้ว่า“รถไฟฟ้าเมืองไทย” จะมีปัญหามากเรื่องค่าโดยสารแพงในอนาคต เมื่อรถไฟฟ้าสารพัดสีทยอยเสร็จ ค่านั่งจะสูงทะลุ 100 บาท/เที่ยว นั่งสั้นแพงยิ่งกว่านั่งยาว โดยทำนายพฤติกรรมคนเมือง-ชานเมืองในอนาคต จะนิยมใช้รถไฟฟ้าหลายต่อ ถ้ารัฐบาลไม่รีบแก้วันนี้ วันหน้าลำบากแน่นอน พร้อมชี้แนะ 3 มาตรการเร่งสางปัญหาอย่างเฉื่อยชา พร้อมติงว่า ทั้งรถไฟฟ้าสีเขียว สีส้มล้วนเป็นแค่ส่วนหนึ่งของปัญหาเท่านั้น

ดร.สุเมธ องกิตติกุล ผู้อำนวยการวิจัยด้านนโยบายการขนส่งและโลจิสติกส์ ทีดีอาร์ไอ กล่าวว่า ประเด็นค่าโดยสารรถไฟฟ้าสายสีเขียวที่กรุงเทพมหานคร (กทม.) ประกาศอัตราค่าโดยสารสูงสุด 104 บาท และจะจัดเก็บในวันที่ 16 ก.พ. 2564 นี้ เป็นเพียงส่วนหนึ่งของปัญหาค่าโดยสารรถไฟฟ้าประเทศไทยเท่านั้น“และถ้าหากรัฐบาลไม่หาหนทางแก้ไขปัญหาอะไร อนาคตอันใกล้นี้จะเผชิญกับปัญหาค่ารถไฟฟ้าสูงขึ้นเรื่อยๆอย่างแน่นอน เพราะจะมีรถไฟฟ้าสายใหม่ๆ ทยอยเปิดให้บริการ”

ดร.สุเมธฯเสนอมาตรการแก้ค่ารถไฟฟ้าแพง 3 ประการคือ

1.ต้องนำสัญญารถไฟฟ้าทุกสัญญาและทุกโครงการมาพิจารณาร่วมกันใหม่ แล้วกำหนดอัตราค่าโดยสารสูงสุดของแต่ละสายทางแทน ซึ่งจะต้องเชื่อมโยงกับรถไฟฟ้าสายอื่นๆด้วย

  1. ต้องแยกตัวค่าโดยสารออกจากสัญญาสัมปทาน เพื่อไม่ให้กลายเป็นเงื่อนไขที่มัดแน่นจนอาจจะแก้ปัญหานี้ไม่ได้เลย และให้เอกชนที่เข้ามาลงทุนหาแนวทางในการเฉลี่ยรายได้จากการประมูลในช่องทางอื่นแทนการเก็บค่าโดยสาร เช่น นำรายได้จากการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์หรือพื้นที่โฆษณามาอุ้มค่าโดยสาร หรือไม่รัฐควรนำแนวคิดภาษีลาภลอยของผู้ที่ได้ประโยชน์จากการพัฒนารถไฟฟ้า มาอุ้มค่าโดยสารไม่ให้มีราคาแพง

3.ควรยกเว้นการเก็บค่าแรกเข้าหลายต่อ เพราะการโดยสารข้ามระบบในประเทศไทยต้องเสียค่าแรกเข้าหลายต่อมาก ตอนนี้มีเพียงสายสีน้ำเงินและม่วงของการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่วประเทศไทย (รฟม.) เท่านั้นที่ไม่มีการเก็บค่าแรกซ้ำซ้อนกัน