จีน-รัสเซียวีโต้คว่ำมติคณะมนตรีความมั่นคงสหประชาชาติ!?! ห้ามรุมกินโต๊ะเมียนมา คาดขัดขวางส่งกองกำลังนานาชาติเคลื่อนพลสู่อาเซียน

4959

สถานการณ์ระอุเดือดรุกไล่เพื่อนบ้านเมียนมา เป็นสิ่งที่ประเทศไทยไม่อาจประมาทมองข้าม เพราะสหรัฐภายใต้การนำของ ปธน.โจ ไบเดน แสดงบทบาทผู้นำผลักดันนานาชาติรุมสกรัมเมียนมาอย่างดุเดือดวันต่อวัน  ส่วนกองทัพเมียนมารับมือกับการรุกคืบของตะวันตก ทั้งภายในประเทศและสากลอย่างระมัดระวัง ล่าสุดเปิดปฏิบัติการตัดไฟแต่ต้นลม บล็อกสื่อโซเชียลมิเดียเฟซบุ๊กและในเครือทั้งหมด เพื่อหยุดเฟคนิวส์ทั้งจากต่างประเทศและภายในประเทศ ขณะที่จีน-รัสเซียออกหน้า ใช้สิทธิวีโต้ขัดขวางคณะมนตรีความมั่นคงออกมติคว่ำบาตร ขัดขวางตะวันตกรุกคืบเพื่อสร้างความชอบธรรมแทรกแซงทางทหาร จับตาการเคลื่อนกำลังรบของสหรัฐและพันธมิตรในน่านน้ำทะเลจีนใต้

เมื่อวานนี้ของกองทัพเมียนมา ได้บล็อกสื่อโซเชียลมิเดียทั้งเฟสบุ๊ก อินสตราแกรมและอื่นๆในเครือ จนถึงวันอาทิตย์ที่ 7 ก.พ.นี้ เพื่อรักษาเสถียรภาพด้านความมั่นคงภายในประเทศ  เนื่องจากตรวจสอบพบว่า “บุคคลบางกลุ่ม” กำลังบ่อนทำลายเสถียรภาพด้านความมั่นคงภายในเมียนมา ด้วยการเผยแพร่ข่าวเท็จและข้อมูลอันบิดเบือนเพื่อปลุกเร้าให้เกิดกระแสต่อต้านรุนแรง

ส่วนสหรัฐและพันธมิตรผลักดันให้คณะรัฐมนตรีความมั่นคง แห่งสหประชาชาติ UNSC ออกมติคว่ำบาตรเมียนมา ฐานก่อรัฐประหาร แต่ล้มเหลวเมื่อจีนและรัสเซียใช้สิทธิวีโต้ เป็นขั้นต้นของการรุกคืบฝ่ายตะวันตก เพื่อสร้างความชอบธรรมในการ หาพันธมิตร นำกองกำลังนานาชาติบุกเมียนมา

เน็ตบล็อกส์ ซึ่งเป็นหนึ่งในองค์กรอิสระสังเกตการณ์ด้านการใช้อินเทอร์เน็ต ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า เอ็มพีที ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจด้านการสื่อสารโทรคมนาคมของเมียนมา ไม่ได้เพียงปิดกั้้นการเข้าถึงเฟซบุ๊ก แต่ยังรวมถึงอินสตาแกรม เมสเซนเจอร์ เซอร์วิส และวอตต์สแอปป์ ซึ่งเป็นบริการในเครือของเฟซบุ๊กด้วย

ในเวลาเดียวกัน บริษัทเทเลนอร์ของนอร์เวย์ ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ให้บริการด้านโทรคมนาคมเพียงไม่กี่แห่งของเมียนมา ที่เป็นผู้ประกอบการจากต่างประเทศ มีแถลงการณ์แสดงความ “วิตกกังวล” และไม่เชื่อว่ามาตรการของทางการเมียนมา ดำเนินการตามกฎหมายสิทธิมนุษยชนระดับสากล

ต่อมา สำนักงานใหญ่ของเฟซบุ๊ก ที่เมืองเมนโล ปาร์ค ในรัฐแคลิฟอร์เนีย ออกแถลงการณ์ว่า รับทราบและกำลังติดตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้น พร้อมทั้งขอเรียกร้องให้รัฐบาลทหารเมียนมาฟื้นคืนการเชื่อมต่อกับแพลตฟอร์มของบริษัทโดยเร็วที่สุด 

สถานการณ์ทางสากลต่อกรณี การกระชับอำนาจของกองทัพเมียนมา ได้รับการชูธงว่า “ผิด” เพราะ “รัฐประหารเป็นการทำลายประชาธิปไตยแบบตะวันตก” ในขณะที่สหรัฐและพันธมิตรผลักดันให้คณะรัฐมนตรีความมั่นคง แห่งสหประชาชาติ UNSC ออกมติคว่ำบาตรเมียนมา ฐานก่อรัฐประหาร เพื่อสร้างความชอบธรรมในการนำกองกำลังนานาชาติบุกเมียนมาต่อไปได้ เนื่องจากทำคนเดียว ผิดกฎหมายระหว่างประเทศเป็นการรุกล้ำอธิปไตย แต่ทำแบบรวมหมู่กลายเป็นความถูกต้อง นี่คือวาระวอชิงตันและบริวาร แต่ครั้งนี้ต้องล้มเหลว เมื่อจีนและรัสเซียใช้สิทธิวีโต้ ไม่ร่วมด้วย

เมื่อวันพุธที่ 3 ก.พ.64 สำนักข่าวเนชั่นแนลนิวส์เอเซีย และสื่อตะวันตกรายงานกรณี คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติประชุมฉุกเฉิน เมื่อวันอังคารที่ 2 ก.พ. ที่ผ่านมา ตามเวลาท้องถิ่นในนครนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐฯ ถึงสถานการณ์ในเมียนมา หลังกองทัพภายใต้การนำของ พล.อ.อาวุโส มิน อ่อง หล่าย ผู้บัญชาการทหารสูงสุดก่อรัฐประหาร ว่าที่ประชุมไม่สามารถจะตกลงกันได้ในเรื่องการออกแถลงการณ์ต่อเหตุการณ์รัฐประหารในเมียนมา และการเจรจาหารือในเรื่องนี้จะยังคงดำเนินต่อไป

แหล่งข่าวนักการทูตคนหนึ่งเผยกับเอเอฟพีว่า จีน และ รัสเซีย ซึ่งเป็น 2 ใน 5 ชาติสมาชิกถาวรในคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ ได้ขอเวลาสำหรับการได้ข้อสรุปแถลงการณ์ต่อเหตุรัฐประหารในเมียนมา หลังจากที่ประชุมได้หารือแบบปิด ผ่านทางระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ ซึ่งใช้เวลาแค่เพียงประมาณ 2 ชั่วโมง ขณะที่นักการทูตอีกคนหนึ่ง ซึ่งไม่ขอเปิดเผยชื่อ ได้ยืนยันตรงกันว่าการออกแถลงการณ์ของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาติต่อเหตุรัฐประหารในเมียนมายังคงต้องหารือกันต่อไป

เอเอฟพี เผยว่า จากการเห็นร่างแถลงการณ์เบื้องต้น คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ ได้ขอให้กองทัพเมียนมาคืนอำนาจให้แก่ประชาชนหลังก่อรัฐประหาร ล้มรัฐบาลภายใต้การนำของ นางออง ซาน ซูจี ที่มาจากการเลือกตั้งตามกระบวนการประชาธิปไตย และยังควบคุมตัวนางซูจี ประธานาธิบดีอู วิน มินต์ และนักการเมืองระดับสูงคนอื่นๆ

ร่างแถลงการณ์ของอังกฤษ ชาติสมาชิกถาวรในคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาติ ยังได้เรียกร้องให้กองทัพเมียนมาปล่อยตัว ออง ซาน ซูจี และนักการเมืองที่ควบคุมตัวอย่างผิดกฎหมาย พร้อมทั้งยังเรียกร้องให้ยกเลิกการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินเป็นเวลา 1 ปี และเรียกร้องให้ทุกฝ่ายเคารพต่อประชาธิปไตย แต่ยังไม่มีการระบุถึงการใช้มาตรการคว่ำบาตรใดๆ มาลงโทษต่อนายทหารเมียนมาที่ก่อรัฐประหาร

หลังจากเข้ายึดอำนาจได้เด็ดขาดผู้นำกองทัพพม่าและคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ภายใต้การนำของนายพลมิน อ่อง หล่าย ได้ประชุมนัดแรกวันอังคารที่ผ่านมา โดยเรียกคณะผู้บริหารว่าสภาสูงสุดซึ่งครอบคลุมทุกกระทรวง

การยึดอำนาจครั้งนี้มีสาเหตุจากอะไร?  จีนอธิบายว่า “เป็นการปรับโครงสร้างอำนาจที่ผิดปกติของประเทศ” ถือเป็นการปรับคณะรัฐมนตรีครั้งใหญ่ 

ขณะที่กองทัพเมียนมานำโดยพลเอกมิน อ่อง หล่าย ให้เหตุผลในการยึดอำนาจว่าการเลือกตั้งที่ผ่านมาไม่บริสุทธ์มีการทุจริต ใช้ชื่อคนตายสวมสิทธิ์อย่างแพร่หลายในหลายเขตเลือกตั้ง จำนวนกว่า 8.6 ล้านสิทธิ์  ซึ่งกองทัพได้เรียกร้องให้รัฐบาลสอบสวนและจัดการให้เรียบร้อยก่อนเปิดสภา  แต่รัฐบาลและคณะกรรมการเลือกตั้งเมินเฉย  อ้างผลการเลือกตั้งถูกต้องไม่ต้องสอบสวนเพิ่ม มีแต่เรื่องร้องเรียนเล็กน้อย  พรรคเอ็นแอลดี ซึ่งเป็นพรรครัฐบาลภายใต้การนำของนางอองซาน ซูจี ชนะการเลือกตั้งครั้งล่าสุดเมื่อเดือนพ.ย.2564 ได้มากถึง 83% พรรคยูเอสดีพี ซึ่งมีสายสัมพันธ์กับทหารพ่ายแพ้การเลือกตั้งได้คะแนนเสียงเพียง 33%

ด้านนักวิเคราะห์หลายฝ่าย มองว่า การทุจริตเลือกตั้งเป็นเพียงยอดเขาน้ำแข็งของความขัดแย้ง  แท้จริงการยึดอำนาจของกองทัพเกิดจากสาเหตุหลักเรื่อง แนวความคิดความเชื่อคนละขั้วที่ถึงจุดอันตรายแตกหัก  กลุ่มของนางอองซาน ซูจีนิยมประชาธิปไตยตะวันตก ต้องการแก้รัฐธรรมนูญลดอำนาจทหาร เปิดประเทศเพิ่มบทบาทต่างชาติ และมีเป้าหมายเปลี่ยนแปลงการปกครองในเมียนมา เป็นสหพันธ์สาธารณรัฐเมียนมา เป็นแก่นปัญหาที่อ่อนไหว และเป็นฟางเส้นสุดท้ายที่ไม่อาจประนีประนอมกันได้

สถานการณ์โดยรวมดูเหมือนจะเป็นใจให้กับกองทัพเมียนมา เพราะความพยายามที่จะควบคุมความสงบ ยังไม่เผชิญกับการต่อต้านมาก เพราะมีประกาศภาวะฉุกเฉินห้ามออกนอกบ้านเวลากลางคืน จนถึงขณะนี้ ยังไม่มีคนลงถนนชุมนุมประท้วง ด้วยประเทศมีประวัติศาสตร์การปราบปรามการประท้วงหนักหน่วงนองเลือด