“พระสามนิ้ว” โอดครวญ อาศัยค่ายลี้ภัย ชะตาชีวิตริบหรี่

7205

พระปัญญา สีสัน หนึ่งในแกนนำพระแครอท หรือพระสามนิ้ว ที่ขึ้นเวทีปราศรัยร่วมกับม็อบคณะราษฎร ซึ่งขณะนี้ได้หลบหนีคดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ อยู่ในค่ายลี้ภัยทางยุโรป ได้เคลื่อนไหวโพสต์ข้อความระบุว่า

“สุขภัณฑ์นั่งยองแบบใช้ฟรัชวาล์วชนิดไร้คอห่าน ปุ่มฟรัชเรียบหรูน่าใช้ ขอบกระเบื้องเป็นแสตนเลสอย่างหนา หากมองอย่างถี่ถ้วนก็จะเห็นว่า ในห้องน้ำนี้ไม่มี แปรงล้างทำความสะอาดสุขภัณฑ์ ไม่มี ช่องใส่กระดาษชำระ ไม่มี ถังน้ำ/สายฉีดชำระ ไม่มี ถังขยะ (เศษบุหรี่ที่พื้น)”

ที่ค่ายจัดคนทำความสะอาดวันละ 2 รอบ แต่ละรอบห่างกัน 12 ชม. แม้โดยส่วนมาก ทุกคนจะขับถ่ายทุกวัน แต่ก็ไม่ใช่ทุกคนจะขับถ่ายลงท่อได้อย่างแม่นยำ บางคนก็รีบจัด ลืมกดฟรัช และบางครั้งของขับถ่ายซึ่งมีน้ำมากเมื่อถูกแรงขับจากกำลังภายในก็แตกกระจาย กระสานซ่านเซ็นติดเกรอะกรังตามฝาผนัง

ทำไมอาตมารู้ละเอียด ก็อาตมาคือคนที่ค่ายมอบหมายให้ทำความสะอาดห้องน้ำไงล่ะ (2 รอบ/วัน, 7 วัน/สัปดาห์)

อุปกรณ์ทำความสะอาดนั้นทางค่ายจัดให้ตามมีตามเกิด ดีที่อาตมาไปหาซื้อถุงมือล้างจานมาได้ หนาแล้วก็ยาวครึ่งศอก ส่วนหน้ากากและเอี้ยม PVC กันสารเคมีก็ต้องออกแรงไขว้ถึงได้มาใช้

สั่งซื้อเม็ดมะม่วง คลิก!!

นอกจากนี้ยังได้มีคอมเม้นต์จากชาวโซเชียลเข้ามาวิพากษ์วิจารณ์ถึงประเด็นนี้เป็นจำนวนมาก ว่าคงเป็นวิบากกรรมที่ทันตาเห็นกันในชาตินี้ พร้อมบอกว่า เขาคงอนุญาตให้ พวกที่ลี้ภัย มานอนห้องสูตร,แดกไวน์,อบซาวน่าหรอกนะ ไปหาข้อมูลแถวประตูส้วมวัด มาก่อนหรือเปล่า อย่าบ่น ออกแรงทำไป….

เป็นความสุขของคนโง่ ก็ต้องเป็นเช่นนี้แล สะท้อนให้พวกสามสัสดูเป็นตัวอย่างว่าอนาคตต้องรับกรรมเยี่ยงนี้ เพราะกรรมไม่เคยปรานีใคร

อยู่ประเทศไทย โกนหัว ห่มเหลืองทำตัวเหมือนพระ ชาวบ้านกราบไหว้ ส่งข้าวน้ำให้กิน อยู่ฟรี น้ำไฟฟรี วันนี้มึงทำตัวต่ำตม สารเลวเกินจะรับได้ กลายเป็นโล้นจรจัดพลัดถิ่น ก็ต้องยอมรับชะตากรรมให้ได้ บาปกรรมมีจริง นรกก็มีจริง หวังว่าคงไม่คิดจะกลับมาสร้างภาระให้ประเทศอีก เถ้ากระดูกก็ไม่ต้องเก็บมาให้เป็นเสนียดของแผ่นดิน

ทั้งนี้เมื่อวันที่ 18 ม.ค. พระปัญญา สีสัน ได้โพสต์ข้อความเล่าถึงวิบากกรรมที่เจอในต่างแดนด้วยว่า “รูปนี้ถ่ายเมื่อวันที่ 4 มกราคม ณ สถานีรถไฟแห่งนึง วันนั้นอาตมาเดินทาง 442 กิโลเมตรด้วยรถเมล์ 1 ต่อ และรถไฟอีก 3 ต่อ ออกเดินทางเที่ยงครึ่ง ถึงปลายทางซึ่งเป็นที่หยุดรถไฟแห่งนึง 1 ทุ่ม 2 นาที

ที่หยุดรถไฟห่างจากค่ายผู้แสวงหาที่ลี้ภัย 9 กิโลเมตรที่หยุดรถไฟแห่งนี้ ไม่มีชุมชนร้านค้าอยู่เลย บ้านคนอยู่ กระจายออกไป ฝนตกปรอย ๆ ตั้งแต่ขนสัมภาระลงจากรถไฟ รองเท้าที่อาตมาสวมไม่ได้กันน้ำ รู้สึกได้ว่าถุงเท้าชื้น เท้าเย็นเฉียบ ตะวันลับขอบฟ้าตั้งแต่ 4 โมงเย็น ฟ้ามืดมิดตั้งแต่ 5 โมงเย็น มีแสงไฟสาดมาที่เพิงรอรถไฟอยู่บ้างพอสลัว ๆ

เมื่อรอได้ซัก 20 นาที มั่นใจแล้วว่าไม่มีเจ้าหน้าที่มารอรับ อาตมาจึงเดินไปตามหาบ้านคน กดออดไป 4 บ้าน บ้านที่เปิดประตูออกมาดูเป็นคุณตาไม่พูดภาษาอังกฤษ อาตมาส่งเอกสารให้เขา พูดสั้น ๆ ว่าแท็กซี่หรือตำรวจ คุณตาโทรศัพท์ให้ แท็กซี่ปฏิเสธที่จะมารับ เพราะอาตมาไม่มีเงินยูโรติดตัว ส่วนตำรวจก็ไม่มาให้ความช่วยเหลือ บ้านคุณตาไม่มี WiFi

ตั้งแต่เท้าแตะสนามบิน 8 ธันวาคมจนถึง 4 มกราคม อาตมาไม่มีโอกาสได้ออกไปทำธุรกรรมทางการเงินเลย อาตจึงไม่มีเงินยูโรติดตัวแม้แต่เซนเดียว

หลังจากที่กล่าวขอบอกขอบใจคุณตาเสร็จ อาตมาก็รีบรุดกลับไปที่เพิงรอรถไฟ ด้วยเกรงว่ากระเป๋าสัมภาระอาจจะถูกขโมย เหมือน Notebook และ iPad

อากาศเหน็บหนาวจนปวดนิ้วมือนิ้วเท้า จะนั่งอยู่ในเพิงก็ปวดเหลือเกิน จึงเดินออกมาจากเพิงทั้งที่ฝนตกปรอย ๆ

ระหว่างที่เดินกลับไปมาอยู่นั้น มีขบวนรถไฟวิ่งผ่านไปมาเป็นระยะ แต่ยังไม่มีขบวนใดจอดที่จุดนี้ อาตมาพูดกับตัวเอง ทางรอดของเราคือ ขึ้นรถไฟไปลงจุดที่มีชุมชน อย่างเลวร้ายที่สุดก็ได้นอนในที่ที่ฝนไม่สาด
เดชะบุญของอาตมา 1 ทุ่ม 40 โยม 3 ท่านที่อาตมาได้คุยไว้ช่วง 4-5 โมงเย็น ขณะอยู่ในรถไฟความเร็วสูงซึ่งมีอินเทอร์เน็ต โทรเข้ามาที่ซิมการ์ดซึ่งอาตมาไปไขว้กับเจ้าหน้าที่มาได้ก่อนออกเดินทางอย่างฉิวเฉียด

โยมส่งซิมมาให้ตั้งแต่วันที่ 22 ธันวาคม แต่อาตมาต้องออกแรงหน้าดำหน้าแดงถึงได้ซิมการ์ดมาใช้ในวันที่ 4 มกราคม ค่ายมือถือกินเงินเติม 10 ยูโรเกลี้ยง ภายในไม่ถึง 5 นาทีหลังเปิด Data

ในที่สุดโยมท่านที่ส่งซิมการ์ดมาให้ ติดต่อกับโยมอีกท่านซึ่งอยู่ห่างจากจุดจอดรถไฟราว 60 กิโลเมตรได้สำเร็จ แล้วโยมท่านนี้ก็มีเมตตาและความปรารถนาดี อาสาขับรถมารับอาตมาพาไปส่งที่ค่าย โยมมารับ 3 ทุ่ม
พลังงานที่ได้รับจากขนมปัง 1 ก้อนนม 1 กล่องตอนเช้า หมดไปตั้งแต่ตอนบ่ายแล้ว ขนสัมภาระขึ้นลง ๆ มาได้ตลอดรอดฝั่งจนถึงปลายทางก็ถือว่าเก่งแล้ว เจ้าหน้าที่ไม่ได้ให้อาหารและน้ำ

ไม่ได้ให้เงินค่าแท็กซี่ติดตัวมาเลย ไม่ได้บอกว่าจะต้องเดินเท้า 9 กิโลเมตร ไม่ได้ให้แผนที่ ไม่ได้ให้ไฟฉาย รปภ.บอกแต่เพียงว่าคุณไปตามตั๋วรถเมล์รถไฟที่ปรินซ์ให้นี้แหละ ถึงค่ายราว 3 ทุ่มครึ่ง อาตมาถาม รปภ.ว่า คุณทราบไหมว่าฉันจะเดินทางมาถึงวันนี้ พวกเขาตอบว่า ไม่ทราบ อาตมาถามต่อใครจองตั๋ว เขาตอบ พรุ่งนี้คุณต้องโทรไปถามยังค่ายที่ส่งตัวคุณมา

การลงทะเบียนกินเวลาประมาณ 20 นาที เกือบ 4 ทุ่มเขาส่งตัวอาตมาไปพักยังตู้คอนเทนเนอร์ เพื่อกักตัวดูอาการของโควิดสักระยะ