จุดยืนสร้างไทยชัดปฏิรูปสถาบันไม่ใช่ทางแก้ขัดแย้ง! วัฒนากางไทม์ไลน์ลต.กลางปีหน้าโน้น

1044

จากที่ ดิเรกฤทธิ์ เจนครองธรรม สมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ในฐานะโฆษกคณะกรรมาธิการ (กมธ.) พิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่…) พ.ศ. …ออกมาแจ้งถึงความคืบหน้าการทำงานของคณะกรรมาธิการฯนั้น

ทั้งนี้โดยที่ประชุมได้ดำเนินการลงมติร่างมาตรา 256 ซึ่งผลการลงมติในประเด็นสำคัญ เช่น การได้มาของสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ หรือ ส.ส.ร. นั้น ทางกรรมาธ การฯได้ลงมติเห็นควรให้มี ส.ส.ร. จำนวน 200 คน มาจากการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชนทั่วประเทศ

นอกจากนี้กรรมาธิการฯ ยังเห็นด้วยกับการใช้เขตจังหวัดเป็นเขตเลือกตั้งดังนั้น แต่ละจังหวัดจะมีสัดส่วน ส.ส.ร.ที่แตกต่างกันตามจำนวนประชากรผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งอย่างไรก็ตาม มติดังกล่าวยังไม่ใช่ข้อยุติ ซึ่งคณะกมธ.ฯชุดนี้ทำหน้าที่พิจารณารายละเอียดซึ่งเป็นการแสดงความเห็น และกำหนดปฏิทินไว้เท่านั้น

อย่างไรก็ตาม กรรมาธิการฯ จะอภิปรายให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 4 กุมภาพันธ์ จากนั้น จะเป็นขั้นตอนการแปรญัตติ ซึ่งที่ประชุมมีมติให้เชิญผู้แปรญัตติ จำนวน 109 คน มาชี้แจงประกอบคำแปรญัตติในวันศุกร์ที่ 5 ก.พ. เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการพิจารณาของคณะกมธ.ฯ ซึ่งท้ายที่สุดการแก้ไขจะเป็นอย่างไรต้องรอที่ประชุมรัฐสภาในวันที่ 24 – 25 กุมภาพันธ์นี้

ขณะที่ นายวัฒนา เมืองสุข กลุ่มสร้างไทย และอดีตแกนนำพรรคเพื่อไทย ได้ออกมาโพสต์ข้อความถึงกรณีดังกล่าว พร้อมไทม์ไลน์ การเลือกตั้งใหม่ไว้อย่างน่าสนใจว่า

วันนี้ คณะกรรมาธิการวิสามัญแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญมีมติให้ สสร. 200 คน มาจากการเลือกตั้งทั้งหมดเพื่อร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยใช้จังหวัดเป็นเขตเลือกตั้ง คาดว่าจะสรุปส่งเรื่องให้ประธานรัฐสภาเพื่อพิจารณาวาระ 2 และ 3 ในวันที่ 24-25 กุมภาพันธ์ ศกนี้ นี่คือข่าวดีที่สุดของปีนี้

เมื่อครั้งที่คุณหญิงสุดารัตน์เป็นประธานกรรมการยุทธศาสตร์ของพรรคเพื่อไทย ผมเป็นประธานยุทธศาสตร์การแก้ไขรัฐธรรมนูญและเป็นคนผลักดันให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญแบบ สสร. ในขณะที่ไม่มีใครเชื่อว่าจะทำได้ โดยมีอาจารย์โภคินเป็นที่ปรึกษาและเป็นคนร่างรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขเพิ่มเติมให้มี สสร. 200 คนมาจากการเลือกตั้งฉบับที่กำลังจะผ่านรัฐสภาในขณะนี้ พวกเรามีความเชื่อมั่นว่าการนำประเทศออกจากความขัดแย้งมีทางเดียวคือการคืนอำนาจให้ประชาชนไปเขียนรัฐธรรมนูญเพื่อกำหนดกติกาของประเทศนี้ใหม่ ให้เป็นไปตามความต้องการของประชาชนผู้เป็นเจ้าของอำนาจ

ผมเป็นคนคัดค้านการแก้ไขประเด็นยิบย่อย ไม่ว่าจะเป็นการปิดโน่นปิดนี่ตามที่เพื่อนต่างพรรคเสนอ เพราะคาดการณ์ล่วงหน้าแล้วว่าไม่มีทางสำเร็จ หากมีความจริงใจจะแก้ไขรัฐธรรมนูญจริงจะต้องเดินหน้าแก้ไขแบบ สสร. จนนำไปสู่การขัดแย้งทางความคิดกับคนในพรรคและเพื่อนต่างพรรค อันเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้พวกผมต้องยกขบวนลาออกจากพรรคเพื่อไทย แต่ล่าสุดผลการพิจารณาของคณะกรรมาธิการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญได้ยืนยันว่าสิ่งที่พวกเราได้คิดและทำในสมัยที่คุณหญิงสุดารัตน์เป็นประธานยุทธศาสตร์ได้ดำเนินการมาถูกต้อง สิ่งนั้นเราเรียกว่า “วิสัยทัศน์” ที่คนที่จะเป็นผู้นำจะต้องมีและยึดมั่น ไม่ใช่แห่ไปตามกระแสโดยไม่มีจุดยืน

เมื่อรัฐธรรมนูญผ่านวาระ 2-3 ในสิ้นเดือนกุมภาพันธ์ จะต้องนำไปทำประชามติซึ่งคาดว่าจะเสร็จประมาณเดือนมิถุนายน จากนั้นใช้เวลาเลือก สสร. อีก 60-90 วัน และ สสร. ใช้เวลาอีกไม่เกิน 180 วัน ร่างรัฐธรรมนูญคาดว่าไม่เกินเดือนมีนาคม 2565 เราจะมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และนำไปสู่การเลือกตั้ง กลางปีหน้าคนไทยจะมีรัฐบาลที่มาจากประชาชนเข้ามาแก้ไขปัญหาของประเทศ

ผมขอแสดงความยินดีกับพี่น้องประชาชน ขอให้คนไทยมีกำลังใจอดทนให้ผ่านสถานการณ์ที่เลวร้ายไปให้ได้ ประชาธิปไตยเป็นเครื่องมือเดียวที่จะลดความขัดแย้ง และสร้างความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ กลางปีหน้าเราจะมาร่วมกัน “สร้างไทย” ขึ้นใหม่ให้แข็งแรงกว่าเดิม