“ปิยบุตร” ดิ้นพล่าน ซัด”คารม” ส.ส.ต้องเป็นตัวแทนราษฎร ไม่ใช่หายใจทิ้งเพื่อยศถาบรรดาศักดิ์

1611

จากกรณีที่ นายคารม พลพรกลาง ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ได้ให้สัมภาษณ์ในรายการ เจาะลึกทั่วไทย Inside Thailand

กรณีขอพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ชั้นทวีติยาภรณ์มงกุฏไทย รวมถึงมีการขอพระราชทานเครื่องราชอิสริยยศให้กับภรรยาด้วย

โดย นายคารม ได้ให้สัมภาษณ์ ได้กล่าวว่า

“เครื่องราชอิสรยยศ นั้นสถาบันพระมหากษัตริย์พระราชทานให้ เป็นของจากพระมหากษัตริย์ เราก็รับ ก็เป็นเรื่องดีที่รับได้ ทำไมเราจะไม่รับ
ส่วนความเห็นของนายปิยบุตรไม่ใช่ความเห็นของตน และตนก็คิดไม่เหมือนนายปิยบุตร จุดยืนของพรรคก้าวไกลบางอย่างก็ไม่ใช่จุดยืนของตน ตนเป็นครอบครัวชาวนาในชนบทภาคอีสาน ตนเกิดในแผ่นดินนี้ ตนไม่ได้เรียนเมืองนอก เชื่อว่าที่ต่างประเทศก็มีการขอ และให้เครื่องราชฯ
การชุมนุมการเมืองม็อบคณะราษฎร เป็นสิทธิทางการเมือง แต่ใครทำอะไรก็ต้องรับผิดชอบการกระทำของตนเองด้วย
นอกจากนี้นายคารมยังยืนนันอีกว่า ตนจะไม่ลงชื่อเสนอร่างพระราชบัญญัติแก้ไขพิ่มเติมกฎหมายมาตรา 112”

สั่งซื้อเม็ดมะม่วง คลิก!!
สั่งซื้อเม็ดมะม่วง คลิก!!

ล่าสุด นายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการคณะก้าวหน้า โพสต์เฟซบุ๊กโดยมีรายละเอียดดังนี้

” ส.ส. ต้องเป็น “ผู้แทน” ของราษฎร มิใช่ “พนักงานของรัฐ”
สถาบันการเมือง พรรคการเมือง ส.ส. ส.ว. ที่มีอำนาจอยู่ ต้องมีความรับผิดชอบในการนำประเด็นไปทำต่อ จะช้าเร็ว-มากน้อย ก็ว่ากัน แต่ต้องไปขยับ
อย่างน้อยที่สุด คือถ้าคุณเห็นว่าคนมาชุมนุม เขาเสียสละโดนคดีกันมาก ติดคุกทั้งชีวิต นับห้วงชีวิตอายุของคนคนหนึ่งอาจจะติดคุกยังไม่พอกับจำนวนคดีที่โดน อย่างน้อยๆ 3 ประเด็นข้อเรียกร้องที่เกิดขึ้นในปี 2563 ก็ต้องขยับไปในแนวทางนี้
ถ้า ส.ส. ไม่ขยับเลย จะตอบเยาวชนประชาชน-อนาคตของประเทศ จะเป็นความหวังให้เขาได้อย่างไร ในขณะที่คนจำนวนมากไปเรียกร้อง แต่ถ้าวันหนึ่งเขาสิ้นหวังกับพรรคการเมือง นักการเมือง ผู้แทนราษฎร คราวนี้ระบบการเมืองจะปั่นป่วนโกลาหล
ทุกๆ วินาทีที่อยู่ในสภา ทุกจังหวะโอกาสที่มี ควรจะต้องขับเคลื่อนได้มากขึ้นเรื่อยๆ อาจจะไม่สำเร็จ แต่คือเมล็ดพันธุ์ ขอให้ได้ขยับ ภารกิจสำคัญของผู้แทนราษฎรคือเรื่องแบบนี้
สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร คือ “ผู้แทน” ของ “ราษฎร” ผู้ที่ได้เป็น ส.ส. ไม่ควรคิดว่า ส.ส. เป็น “อาชีพ” เมื่อเป็นแล้วก็ติดใจหลงใหลต้องเป็นอีก จนทำให้ไม่กล้าตัดสินใจทำอะไรเลยเพื่อ “ราษฎร” เพราะเกรงว่าจะถูกกลไกรัฐเข้าทำลายจนตนเองต้องถูกขับออกจากการเมือง
ถ้า ส.ส. คิดว่า ส.ส. เป็น “อาชีพ” ต้องเป็นต่อไปเรื่อยๆ เขาจะขาดความเป็นอิสระ ขาดความกล้าหาญ และสยบยอมต่อกลไกรัฐ ไม่กล้าท้าทายปฏิรูปเรื่องใหญ่ๆ ในท้ายที่สุด ส.ส. ก็จะกลายเป็น “พนักงานของรัฐ” ไป
หาก ส.ส. ไม่กล้าเปลี่ยนแปลงกฎหมายที่ริดรอนเสรีภาพและอำนาจประชาชน กฎหมายที่แปลง “ประชาชน” ผู้ทรงอำนาจสูงสุดของประเทศ ให้กลายเป็น “ไพร่” แล้ว ส.ส. ก็เป็นเพียงคนที่หายใจไปวันๆ เพื่อตำแหน่ง ยศถาบรรดาศักดิ์ เงินทอง อำนาจ ของตนเท่านั้น
เมื่อ ส.ส. ถูกทำให้เป็น “พนักงานของรัฐ” ไม่ใช่ “ผู้แทนประชาชน” แล้ว กลไกรัฐที่เป็นปฏิปักษ์ประชาธิปไตยก็ได้ครอบงำเบ็ดเสร็จ
เมื่อสถาบันทางการเมืองที่ถืออำนาจรัฐไม่อาจสนองตอบความต้องการประชาชนได้ เมื่อนั้น “ประชาชน” จักปรากฏกายขึ้นเพื่อเปลี่ยนแปลงกันเอง
#ยกเลิก112 ”