ศาลเลื่อนอ่านอุทธรณ์คดีกบฏ 4 กปปส. ไป 6 พ.ค. ขณะ สำนวนชุดสุเทพ นัดอ่านคำพิพากษา 24 ก.พ.

1017

จากที่วานนี้ (27 ม.ค.) นายสกลธี ภัททิยกุล รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร เขต 4 พรรคประชาธิปัตย์ ได้โพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊กระบุว่า 28 ม.ค. ศาลจะอ่านคำพิพากษาอุทธรณ์คดี กบฏ อั้งยี่ ซ่องโจร บุกรุกสถานที่ราชการและขัดขวางการเลือกตั้งของผม

ผมได้ต่อสู้คดีมาเกือบ ๆ 7 ปี ขึ้นศาลเพื่อฟังกระบวนการพิจารณาน่าจะเป็นร้อยนัด ถูกตั้งเงื่อนไขต้องขออนุญาต และรายงานตัวทุกครั้งที่เดินทางออกนอกประเทศ ลำบากพอสมควรครับ แต่ก็ผ่านมาได้เพราะกำลังใจจากทุก ๆ คน

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องผมด้วยเหตุที่โจทก์ไม่สามารถพิสูจน์ตามฟ้องได้ แต่ทางอัยการก็ยื่นอุทธรณ์ต่อ พรุ่งนี้ถ้าศาลอุทธรณ์พิพากษายืนยกฟ้องอีกคดีก็จะถึงที่สุดครบจบกระบวนความครับ ขอบคุณทุก ๆ คนที่มีส่วนในการต่อสู้ครั้งนี้ของผมและเป็นกำลังใจให้เสมอมาครับ ขอบคุณจริง ๆ #หากย้อนเวลากลับไปได้ก็จะทำเหมือนเดิม นั้น

ล่าสุด วันนี้ (28 ม.ค.) ที่ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ศาลนัดอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีกบฏ กปปส. สำนวนแรก ชุด 4 ส. หมายเลขดำ อ.1191/2557, อ.1298/2557, อ.1328/2557 ที่พนักงานอัยการสำนักงานคดีพิเศษ 4 เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายสนธิญาณ ชื่นฤทัยในธรรม, นายสกลธี ภัททิยกุล, นายสมบัติ ธำรงธัญวงศ์ และ นายเสรี วงศ์มณฑา เป็นจำเลย ในความผิดฐานร่วมกันเป็นกบฏและข้อหาอื่น ๆ สืบเนื่องจาก กรณีจำเลยร่วมกันชุมนุมกับกลุ่ม กปปส. ขับไล่รัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เมื่อปี 2556-2557

โดยศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 25 ก.ค. 2562 ให้ยกฟ้องจำเลยทั้ง 4 โดยศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานตามที่โจทก์และจำเลยทั้ง 4 นำสืบแล้ว เห็นว่า จากพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบแม้ฟังข้อเท็จจริงได้ว่านายสนธิญาณ จำเลยที่ 1, นายสกลธี จำเลยที่ 2 และ นายเสรี ที่ 4 เป็นแกนนำเคยพากลุ่มผู้ชุมนุมไปสถานที่ต่าง ๆ และมีเหตุการณ์นำโซ่คล้องประตู ล็อกกุญแจ ตัดไฟฟ้า ปิดล้อมยังสถานที่ต่างๆตามฟ้อง หรือขัดขวางเพื่อไม่ให้ประชาชนเข้าไปใช้สิทธิเลือกตั้ง

แต่กลับปรากฏจากพยานหลักฐานโจทก์อีกว่า จำเลยทั้ง 4 ไม่เคยปราศรัยในลักษณะเป็นผู้สั่งการ หรือร่วมกับผู้เข้าร่วมชุมนุมกระทำการใด ๆ ที่เป็นความผิดอาญาตามฟ้อง การที่มีเหตุการณ์ใช้โซ่คล้องประตู ล็อกกุญแจ ตัดไฟฟ้า ปิดล้อมยังสถานที่ต่างๆตามฟ้อง หรือขัดขวางเพื่อไม่ให้ประชาชนเข้าไปใช้สิทธิเลือกตั้ง จึงเป็นการกระทำที่ถือเป็นเรื่องเฉพาะกลุ่มบุคคลที่กระทำการนั้น ๆ โดยจำเลยทั้งสี่ไม่ได้มีส่วนร่วมกระทำความผิดนั้นด้วย

ประกอบกับคำสั่งของศาลรัฐธรรมนูญที่ 54/2556, ที่ 58/2556, ที่ 59/2556 และที่ 21/2557 ก็มีคำวินิจฉัยว่า การที่กลุ่มของนายสุเทพ และ กปปส. ออกมาชุมนุมคัดค้านเป็นการชุมนุมของประชาชนเพื่อแสดงเจตนารมณ์ในการคัดค้านร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมแก่ผู้ซึ่งกระทำความผิดเนื่องจากการชุมนุมทางการเมือง ถือเป็นการแสดงออกทางการเมืองของประชาชน โดยมีเหตุผลสืบเนื่องมาจากการต่อต้านร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม, ความไม่ไว้วางใจในการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาล

จึงเป็นการใช้สิทธิขอบธรรมตามที่รัฐธรรมนูญมาตรา 61 วรรคหนึ่ง และมาตรา 63 วรรคหนึ่ง ให้การรับรองไว้ การชุมนุมของกลุ่ม กปปส. จึงเป็นการประชุมทางการเมือง อันเป็นสิทธิของจำเลยทั้งสี่ เช่นเดียวกับประชาชนที่มาเข้าร่วมกับการชุมนุมกับจำเลยทั้ง 4 ถือเป็นการแสดงออกทางเสรีภาพของผู้ชุมนุมที่มีความเห็นตรงกันทางการเมือง ย่อมมีสิทธิที่จะมาร่วมชุมนุมกันได้ตามรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่การชุมนุมเพื่อการกระทำความผิดตามที่โจทก์ฟ้อง พยานหลักฐานโจทก์จึงฟังไม่ได้ว่า จำเลยทั้ง 4 ร่วมกันกระทำความผิดตามฟ้อง

ล่าสุด เนื่องจากศาลอุทธรณ์ ยังทำคำพิพากษาไม่แล้วเสร็จ จึงเลื่อนไปอ่านคำพิพากษาอีกครั้งในวันที่ 6 พ.ค. 2564 ในเวลา 09.00 น. นอกจากนี้ ศาลอาญาได้นัดฟังคำพิพากษา นายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตเลขาธิการ กปปส. พร้อมพวก รวม 39 คน ตามข้อหาฐานกบฏ ฯลฯ ในวันที่ 24 ก.พ. 2564 นี้ด้วย

อย่างไรก็ตาม นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ที่เดินทางมาด้วยในวันนี้ เปิดเผยว่า ความคืบหน้าคดีที่เกี่ยวข้องกับ กปปส. ขณะนี้มีคนที่ถูกดำเนินคดีแยกกันออกไป บางคดีจบในศาลชั้นต้น บางคดีถึงศาลอุทธรณ์ จำนวนหนึ่งไปถึงศาลฎีกา มีการทยอยอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาบ้างแล้ว บางรายถูกลงโทษจำคุก เพราะศาลพิจารณาพยานหลักฐานว่าเป็นการขัดขวางการเลือกตั้ง บุกรุกสถานที่ราชการ

มี 4 รายถูกลงโทษจำคุกและได้รับพระมหากรุณาธิคุณพระราชทานอภัยโทษออกจากคุกมาแล้ว บางคนยังรับโทษไม่รอลงอาญา เสียชีวิตไปก็มี ที่ผ่านมาเราเคลื่อนไหวทำงานให้ประเทศชาติบ้านเมืองก็ถูกดำเนินคดี วันนี้เป็นคดีกบฏเล็ก 4 คน ศาลชั้นต้นยกฟ้องไปแล้ว แต่อัยการอุทธรณ์ ศาลจึงนัดฟังคำพิพากษา

ส่วนคดีชุดใหญ่อีก 39 คน ศาลนัดอ่านคำพิพากษาวันที่ 24 ก.พ. นี้ เราต่อสู้คดีตามปกติ เคารพยึดมั่นในกระบวนการยุติธรรม ต่อสู้ตามกฎหมายอย่างตรงไปตรงมา

ขอบคุณภาพ : TOP News