ยื่นญัตติอภิปรายฯ โยงรัฐบาล ยก “สถาบันฯ” เป็นเกาะป้องกันตัวเอง ทั้งที่พระราชกระแสรับสั่ง ทุกครั้ง เพื่อประโยชน์สุขของประชาชน

818

จับตาฝ่ายค้าน ยื่นญัตติอภิปรายฯ โยงรัฐบาล ยก “สถาบันฯ” เป็นเกาะป้องกันตัวเอง ทั้งที่พระราชกระแสรับสั่ง ทุกครั้ง เพื่อประโยชน์สุขของประชาชน!!

จากที่พรรคร่วมฝ่ายค้านยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล ซึ่งมีทั้งตัวนายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ์ และรัฐมนตรีอีก 9 คน โดยซักฟอกลงมติไม่ไว้วางใจ ซึ่งมีประเด็นที่ถูกตั้งคำถาม คาดหวังรวมทั้งเนื้อหาที่จะพูดกันในวันประชุมนั้น

โดยญัตติที่ฝ่ายค้านยื่นระบุพฤติการณ์รัฐมนตรี เช่น พล.อ.ประยุทธ์ บริหารล้มเหลว ผิดพลาดบกพร่องร้ายแรง ไร้ประสิทธิภาพ ไร้ภูมิปัญญา ไร้ภาวะผู้นำ มีพฤติการณ์ฉ้อฉลทุจริต ปล่อยปละละเลยให้มีการทุจริตเพื่อสร้างความร่ำรวยให้ตนเองพวกพ้อง ใช้จ่ายงบประมาณโดยไม่รอบคอบ สร้างความแตกแยก ใช้กฎหมายแสวงหาผลประโยชน์ ทำลายผู้เห็นต่าง ไม่ยึดมั่นศรัทธาการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ใช้สถาบันเป็นข้ออ้างแบ่งแยกประชาชนและแอบอ้างใช้เป็นเกราะปิดบังความล้มเหลวของตนเอง

สุทินห้าวนำสถาบันอภิปรายด้วยอ้างจำเป็นต้องพูด ขู่คนประท้วงเจอผิดเอง

ซึ่งในประเด็นนี้เองที่เกิดเป็นประเด็นให้มีความน่าสนใจว่า พรรคฝ่ายค้าน กำลังจะนำสถาบันพระมหากษัตริย์ เข้ามาอภิปราย ซึ่งหลายๆฝ่ายเห็นว่าเป็นเรื่องที่ไม่สมควร และอาจจะส่งผลให้มีการประท้วงอย่างต่อเนื่องอย่างแน่นอน

ถึงอย่างไรก็ตามญัตติที่ฝ่ายค้านยื่นว่า “พล.อ.ประยุทธ์ ใช้สถาบันเป็นข้ออ้างแบ่งแยกประชาชนและแอบอ้างใช้เป็นเกราะปิดบังความล้มเหลวของตนเอง” นั้นถือว่าเป็นการยื่นญัตติที่ค่อนข้างมีความบิดเบือนความเป็นจริง และจงใจให้ประชาชนมอง สถาบันฯ ไปในแนวทางที่ไม่ดี และเป็นการดึงพระมหากษัตริย์เข้ามายุ่งเกี่ยวในเกมส์การเมือง ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว พระเจ้าอยู่หัว ได้มีพระราชกระแสรับสั่งทุกครั้ง ก็เพื่อช่วยเหลือพสกนิกร และประชาชนชาวไทย โดยมิได้หวังผลใดๆคืนกลับมา เป็นเหมือนพ่อที่ห่วงใยลูก

สั่งซื้อเม็ดมะม่วง คลิก!!
สั่งซื้อเม็ดมะม่วง คลิก!!

ยกตัวอย่างเช่น ในวันที่ 16 เม.ย.62 ซึ่งเป็นช่วงเทศกาลสงกรานต์ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงห่วงใยการสูญเสียของประชาชนจากอุบัติเหตุ จึงได้มีพระราชกระแสรับสั่ง ให้ทางด้านของฝ่ายปกครอง ตำรวจและทหาร ร่วมกันปฏิบัติอย่างเคร่งครัด ในการอำนวยความสะดวกและดูแลความปลอดภัยของประชาชนที่ทะยอยเดินทางกลับจากภูมิลำเนา ซึ่งก็จะเห็นได้ชัดเจนว่านี่คือความห่วงใหญ่ของ พระราชาถึงประชาชน โดยมีได้หวังผลตอบแทน นอกจากความปลอดภัยของพสกนิกรในพระองค์ท่าน

หรือแม้แต่ในช่วงที่มีการระบาดของ เชื้อไวรัสโควิด-19 ประชาชนทั่วประเทศเกิดความเดือดร้อนทุกหย่อมหญ้า พระเจ้าอยู่หัว ก็ทรงไม่ทอดทิ้งประชาชน ทรงห่วงใยในพสกนิกร โดยในวันที่ 8 ก.ค.63 พระองค์มีพระราชกระแสรับสั่ง ให้รัฐบาลดูแลประชาชน รวมถึงได้พระราชทานทุนทรัพย์เพื่อจัดซื้อรถพยาบาลที่เป็นลักษณะของรถเคลื่อนที่ เพื่อให้ครบเขตการให้การบริการที่สามารถเคลื่อนที่ได้ ทั้งหมดก็เพื่อช่วยเหลือพสกนิกรชาวไทย ให้ได้ประโยชน์และมีกำลังใจต่อสู้กับการแพร่ระบาดของโควิด-19 รวมถึงเป็นการสร้างขวัญกำลังใจให้กับผู้ที่ทำงาน ได้ทำงานอย่างตั้งใจ เต็มประสิทธิภาพ ประชาชนก็จะได้รับการบริการที่เต็มที่

ไม่ใช่เพียง พระเจ้าอยู่หัวเท่านั้น ที่คอยปกป้องดูแลประชาชนคนไทยที่กำลังเดือดร้อน โดยหากย้อนกลับไปเมื่อประมาณ วันที่ 29 เม.ย.63 ทางด้านของ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ก็ทรงมีพระราชกระแสให้ โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ทั่วประเทศ แจกจ่ายต้นกล้าของพืชผักสวนครัวไปแล้วกว่า 20,000 กล้า โดยหวังให้ประชาชนได้นำไปเพาะปลูกเพื่อใช้สำหรับบริโภคในอนาคต นอกจากนั้นแล้วยังมีแจกจ่ายถั่วงอกรวม 154 กิโลกรัม

จะเห็นได้ชัดว่า พระราชกระแสรับสั่งจำนวนมาก ที่ทั้งรัฐบาลหยิบมาพูดหรือไม่พูดถึงล้วนแต่เป็นความห่วงใย และความผูกพันที่สถาบันฯมีต่อประชาชนชนชาวไทยมาเสมอ ทำให้มีประชาชนจำนวนมากเกิดการตั้งคำถามและสงสัยถึงญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจของฝ่ายค้านในครั้งนี้ ว่าต้องการอภิปรายนายกรัฐมนตรี หรือ ต้องการพูดถึงสถาบันฯ ในสภากันแน่

ซึ่งทางด้านของ พรรคพลังประชารัฐ ก็ไม่สบายใจต่อญัตติ เรื่องการใช้ถ้อยคำขอเปิดอภิปราย และเห็นว่าถ้าไม่นำไปแก้ไขจะเป็นปัญหาในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ จึงต้องการให้ฝ่ายค้านแก้ไขและนำส่วนที่เกี่ยวกับสถาบันออกไปทั้งหมด