สหรัฐคว่ำบาตรหัวเหว่ยระลอกใหม่?!? หวังสะกัดการผลิตไม่ให้เกิด ส่งผลอุตฯเซมิคอนดักเตอร์โลกสูญ 2.6 หมื่นล้านดอลล์ลาร์

2657

ปธน.โดนัลด์ ทรัมป์เร่งเครื่องกดดันหัวเหว่ย บริษัทเทคชื่อดังของจีนอย่างหนัก ห้ามบริษัทผลิตชิพเซมิคอนดักเตอร์ทั้งในสหรัฐและทั่วโลกส่งของให้ เพื่อสะกัดสายพานการผลิตทั้งระบบ ผลกลับตกกับอุตฯเซมิคอนดักเตอร์ของสหรัฐ ไต้หวัน ญี่ปุ่น สูญรายได้รวมกว่า 2.6 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ

ใกล้เลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐเข้ามาทุกที รัฐบาลสหรัฐ ภายใต้การนำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ยิ่งเร่งเครื่องทำทุกวิถีทางที่แสดงให้ชาวอเมริกันเห็นว่า รัฐบาลรักษาผลประโยชน์และความมั่นคงของประเทศตามที่เคยประกาศไว้ ปธน.ทรัมป์ กล่าวหาว่า บริษัทหัวเว่ยซึ่งเป็นผู้นำเครือข่ายสื่อสารไร้สาย 5G ของจีนนั้น เป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงของสหรัฐ และอ้างว่าอุปกรณ์ของหัวเว่ยอาจถูกใช้เพื่อทำการจารกรรมข้อมูลทางไซเบอร์ ขณะที่หัวเว่ยได้ปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าวมาโดยตลอด

ล่าสุด รัฐบาลสหรัฐสั่งคว่ำบาตรหัวเว่ย เทคโนโลยีสัญชาติจีนรอบใหม่ โดยให้มีผลตั้งแต่วันอังคาร(8ก.ย.2563) ส่งผลกระทบต่อกระบวนการผลิตของบริษัทที่จัดหาชิ้นส่วนอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ให้แก่ลูกค้าในประเทศญี่ปุ่น ไต้หวัน และเกาหลีใต้และทำให้สูญเสียรายได้ในส่วนนี้ปีละหลายหมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ

กระทรวงพาณิชย์สหรัฐ ประกาศเมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา  ห้ามบริษัทอเมริกันจัดหาวัตถุดิบในการผลิตเซมิคอนดักเตอร์ หรือแม้กระทั่งดีไซน์ ซอฟต์แวร์ให้หัวเว่ย เพราะส่วนใหญ่ บรรดาบริษัทที่ออกแบบชิพมักใช้เครื่องออกแบบอัตโนมัติที่สร้างขึ้นในสหรัฐ และในโรงงานผลิตเซมิคอนดักเตอร์มักจะผลิตส่วนประกอบชิพที่ใช้เทคโนโลยีก้าวหน้าของอเมริกัน

การประกาศห้ามครั้งนี้ของกระทวงพาณิชย์สหรัฐ มีเป้าหมายเพื่อสกัดหัวเว่ยไม่ให้มีแหล่งสั่งซื้อชิ้นส่วนที่สำคัญเพื่อนำไปผลิตสมาร์ทโฟน และสร้างสถานีฐานผ่านทางซัพพลายเออร์นอกประเทศ แต่ผลที่เกิดขึ้นคือ การห้ามครั้งนี้ ส่งผลกระทบไปไกลกว่าบริษัทจีน  เช่นไตรมาสล่าสุด ยอดขายสมาร์ทโฟนของหัวเว่ยกลับสูงสุดอันดับ1ของยอดขายสมาร์ทโฟนทั่วโลกเป็นครั้งแรก  แซงหน้ายอดขายสมาร์ทโฟนของบริษัทซัมซุง อิเล็กทรอนิกส์ ทั้งยังเป็นผู้นำในตลาดสถานีฐานเคลื่อนที่ของโลกโดยครองส่วนแบ่งตลาดในสัดส่วน 30%

“อะกิรา มินามิกาวา” ผู้อำนวยการบริษัทออมเดีย ซึ่งเป็นบริษัทวิจัยสัญชาติอังกฤษ ประเมินว่า บริษัทสัญชาติญี่ปุ่น ไต้หวันและเกาหลีใต้ รวมกันจัดหาชิ้นส่วนให้แก่หัวเว่ยในแต่ละปีคิดเป็นมูลค่า 2.8 ล้านล้านเยน (26.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ) ซึ่งหากการผลิตของหัวเว่ยหยุดชะงักจะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อธุรกิจนี้

-บริษัทญี่ปุ่น ซึ่งจัดหาวัตถุดิบให้หัวเว่ยในสัดส่วนเกือบ 30% คือกลุ่มบริษัทที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุด เฉพาะบริษัทโซนี บริษัทเดียวก็รายงานยอดขายตัวเซนเซอร์ภาพบนสมาร์ทโฟนให้บริษัทหัวเว่ยในแต่ละปีคิดเป็นมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ ซึ่งเซนเซอร์ภาพบนสมาร์ทโฟนของโซนี่เป็นฟังก์ชั่นหลักที่ช่วยให้โซนี่มีกำไรจากการขายสมาร์ทโฟนทั่วโลก

บริษัทไต้หวัน เซมิคอนดักเตอร์ แมนูแฟคเจอริง โค ผู้ผลิตชิพตามสัญญารายใหญ่สุดของโลก มีรายได้แต่ละปีกว่า 5 พันล้านดอลลาร์จากการทำธุรกิจกับหัวเว่ย เช่นเดียวกับมีเดีย เทค ผู้ออกแบบเซมิคอนดักเตอร์สัญชาติไต้หวัน มีรายได้จากหัวเว่ยในแต่ละปี คิดเป็นมูลค่าเกือบ 500 ล้านดอลลาร์ ยังไม่นับที่หัวเว่ย เป็นผู้ซื้อหลักที่สั่งซื้อเมมโมรีจากซัมซุง อิเล็กทรอนิกส์ สัญชาติเกาหลีใต้

นอกจากนี้ ผลกระทบจากคำสั่งแบนของสหรัฐ ยังครอบคลุมไปถึงกลุ่มบริษัทที่เป็นซัพพลายเออร์ชิ้นส่วนหรืออุปกรณ์อื่นๆ อาทิ แบตเตอรี่ และบอร์เซอร์กิตด้วย

 หัวเว่ย พยายามลดผลกระทบในเรื่องนี้ด้วยการจัดซื้อชิพที่ผลิตโดยบริษัทจีนเป็นทางเลือกหนึ่ง โดยปัจจุบัน บริษัทได้จ้างบริษัทเซมิคอนดักเตอร์ แมนูแฟคเจอริง อินเตอร์เนชั่นแนล คอร์ป(SMIC) ผู้ผลิตชิพรายใหญ่ที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลจีนให้ผลิตชิ้นส่วนเซมิคอนดักเตอร์

แต่รัฐบาลสหรัฐก็ตามเล่นงานหัวเว่ยและบริษัทเทคโนโลยีจีนอีกระลอก โดยกระทรวงกลาโหมสหรัฐ ประกาศว่า กำลังอยู่ระหว่างพิจารณาขึ้นบัญชีดำบริษัทเอสเอ็มไอซี ซึ่งบริษัทเอสเอ็มไอซี(SMIC) เป็นผู้ผลิตชิพอีกรายที่พึ่งพาเทคโนโลยีอเมริกัน

อย่างไรก็ตาม กระทรวงพาณิชย์สหรัฐ ระบุว่า จะยกเว้นการห้ามทำธุรกิจกับหัวเว่ยแก่บริษัทที่ยื่นขอการยกเว้น ซึ่งล่าสุด โซนี่ บอกว่า กำลังยื่นเรื่องเพื่อขออนุญาติขายสิ้นค้าให้บริษัทเทคโนโลยีชั้นนำของจีน เช่นเดียวกับบริษัทเอสเค ไฮนิกซ์ ของเกาหลีใต้ ที่กำลังชั่งน้ำหนักทางเลือกต่างๆเกี่ยวกับเรื่องนี้ ส่วนบริษัทมีเดีย เทค ระบุว่า ได้ยื่นเอกสารเพื่อขออนุญาติกับทางการสหรัฐแล้ว

แต่นักวิเคราะจากญี่ปุ่น นายกานะ อิตาบาชิ ซึ่งเชี่ยวชาญด้านกฏหมายระหว่างประเทศ มีความเห็นว่า การอนุญาติหรือผ่อนปรนเป็นเรื่องยาก ด้วยเหตุนี้ บรรดาซัพพลายเออร์ชิ้นส่วนจึงเริ่มมองหาผู้ซื้อรายใหม่ที่ไม่มีปัญหากับสหรัฐเหมือนอย่างหัวเว่ย และหากสถานการณ์เลวร้ายกว่าที่เป็นอยู่ บริษัทเหล่านี้อาจต้องตัดสินใจเลิกทำธุรกิจกับหัวเว่ย

เจแปน ดิสเพลย์ ผู้ผลิตจอแอลซีดี กำลังพยายามขายจอแอลซีดีให้กับผู้ผลิตสมาร์ทโฟนรายใหญ่อื่นๆของจีน รวมถึง ออปโป้ เสี่ยวหมี่ และวิโว ซึ่งบริษัทคู่แข่งเหล่านี้มองว่าการที่ทางการสหรัฐจ้องเล่นงานหัวเว่ย เปิดโอกาสให้บริษัทคว้าสัญญาในการผลิตสินค้าได้มากขึ้น

กฎเกณฑ์ใหม่นี้กำหนดให้บริษัทที่มีชื่ออยู่ในบัญชีดำจะต้องขอใบอนุญาตพิเศษ หากต้องการขายเทคโนโลยีหรือชิปให้แก่ หัวเว่ย หรือบริษัทอื่นๆ ที่ถูกอเมริกาขึ้นบัญชีลงโทษเช่นกัน

กระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ ยังประกาศจะไม่ต่ออายุใบอนุญาตชั่วคราวสำหรับบริษัทที่ใช้อุปกรณ์และเทคโนโลยีสื่อสารของหัวเว่ย ซึ่งได้หมดอายุลงเมื่อวันที่ 14 ส.ค.2563 มาตรการควบคุมที่สหรัฐฯใช้กับ หัวเว่ย ตั้งแต่เดือน พ.ค.และจะมีผลบังคับอย่างสมบูรณ์ในวันที่ 15 ก.ย. ส่งผลกระทบอย่างมากต่อหัวเว่ยและบริษัทซัพพลายเออร์

ด้านบริษัท ไต้หวัน เซมิคอนดักเตอร์ แมนูแฟคเจอริง โค (TSMC) ซึ่งต้องใช้ชิ้นส่วนของผู้ผลิตอเมริกัน ก็ประกาศแล้วว่าจะหยุดส่งแผ่นเวเฟอร์ชิปให้แก่หัวเว่ยหลังจากวันที่ 15 ก.ย. นี้

แบนหัวเหว่ยกระทบอุตฯเซมิคอนดักเตอร์สหรัฐฯ

สมาคมอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ (The Semiconductor Industry Association) แถลงเตือนว่า “ข้อจำกัดที่กว้างมากนี้จะส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ในอเมริกาเอง และเราประหลาดใจที่จู่ๆ รัฐบาลก็ละทิ้งแนวทางที่เฉพาะเจาะจงกว่า ซึ่งจะช่วยให้รัฐสามารถพิทักษ์ปกป้องความมั่นคงของชาติได้โดยไม่สร้างความเดือดร้อนแก่บริษัทอเมริกันมากเกินไป”

เอเซียไทม์ วิเคราะห์มาตรการที่รัฐบาลสหรัฐฯ สั่งแบนการจัดส่งชิพระดับสูงที่ผลิตจากสหรัฐให้หัวเหว่ย ส่งผลโดยตรงต่อบริษัทผลิตชิพของสหรัฐมากกว่าบริษัทในจีน และส่งผลถึงบริษัทในญี่ปุ่นและไต้หวันด้วย แม้จะเป็นการขัดขวางไม่ให้บริษัทจีนที่พุ่งเป้าผูกขาดครอบครองอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ของโลก มีมูลค่าประมาณ 1.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2025 ได้ก็ตาม แต่อาจไม่คุ้มกับผลกระทบที่จะเกิดขึ้นโดยตรง ต่อภาคการผลิตอุตฯเซมิคอนดักเตอร์ของสหรัฐเอง