“ปิยบุตร” เพ้ออีก ปลุกระดมลูกก๊วน ปีนี้พุ่งเป้าปฏิรูปสถาบันฯ รอคนไทย 80% เห็นด้วย เชื่อมันจะเกิดขึ้นได้ และทำสำเร็จ

2909

หลังจากที่นายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการคณะก้าวหน้า ได้โพสต์บทความเรื่อง “ว่าด้วยเครื่องราชอิสริยาภรณ์” พร้อมบอกว่าตนเองนั้นได้ปฏิเสธไม่ขอรับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ เพราะนักวิชาการฝรั่งเศส เคยกล่าวไว้ว่า เป็นเครื่องมือของการครอบงำและแบ่งแยก แม้ว่าครั้งหนึ่งจะเคยต้องวิ่งเต้นหาชุดเพื่อมาใส่ในพิธีสำคัญ

โดยเนื้อหาบางช่วงบางตอนระบุว่า “เจ้าหน้าที่สภาแจ้งผมว่า ผมเคยรับราชการ เป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยมาหลายปี ต้องมีเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ต้องนำมาติดที่เสื้อด้วย ผมไม่มีความรู้เรื่องนี้ มหาวิทยาลัยดำเนินการขอให้ ผมได้ระดับชั้นไหน เรียกว่าอะไร หน้าตาอย่างไรก็ไม่เคยเห็น เดือดร้อนทีมงาน ต้องไปถามมหาวิทยาลัย ไปค้นราชกิจจาฯ ว่าผมได้ระดับใด และไปซื้อเหรียญตราเครื่องราชย์มาติดให้ผม ราคาแพงมาก

รวมทั้งชุดขาวและเหรียญตราพวกนี้ หมดไปหมื่นกว่าบาท ส.ส. ที่ไม่มีเงินมาก ส.ส. ที่มาจากครอบครัวยากจน จะทำอย่างไร ผมหวนคิดถึงพิธี “พระราชทานปริญญาบัตร” เพื่อนพี่น้องที่ยากจน ต้องยอมเสียเงินกับชุดครุย พิธีกรรม เพื่อให้ครอบครัวภาคภูมิใจ”


ล่าสุดนายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการคณะก้าวหน้า ได้ให้สัมภาษณ์ผ่านสื่ออีกครั้ง โดยครั้งนี้ระบุถึงเป้าหมายในปี 2564 ที่ต้องการจะแก้ไข 3 ข้อ คือ

1. รัฐธรรมนูญ
2. สถาบันพระมหากษัตริย์
3. การปฏิรูปกองทัพ

โดยเจ้าตัวบอกว่า “เรื่องปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์ เรื่องนี้สำคัญอย่างยิ่ง คือเรามองว่าการชุมนุมทางการเมืองเมื่อปี 2563 เขาผลักเพดานในแง่ของการที่ว่าทำให้เรื่องการปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์ ถูกวางไว้บนโต๊ะ ไม่ว่าคุณจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย แต่มันถูกวางไว้อยู่บนโต๊ะเรียบร้อยแล้ว”

การปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์จะเกิดขึ้นได้ ย่อมหมายความว่าคนในสังคมต้องเอาด้วย ที่ไม่ใช่แค่ 51 กับ 49 เปอร์เซ็นต์ แต่ต้อง 70-80 เปอร์เซ็นต์ ที่ตอนนี้มันยังไปไม่ถึง คืออาจจะมีบางคนเอาด้วยแต่ก็ไม่กล้าพูด หรือบางคนเอาด้วยเล็กน้อย แต่หากแรงไปก็ไม่เอา แล้วก็อาจมีบางคนไม่เอาเลย และก็อาจมีบางคนบอกไว้ทีหลัง มันมีหลายแบบ


ส่วนการแก้ไข ม.112 นั้น ตั้งแต่สมัยเป็นนักวิชาการ เห็นปัญหาของเรื่องคดีอาญาของมาตรานี้มาตลอด ปัญหาของมาตรา 112 มันไปอยู่ในหมวดของความมั่นคงของราชอาณาจักร ถ้าเป็นประชาธิปไตยมีพระมหากษัตริย์อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ พระมหากษัตริย์ถูกดูหมิ่นหรือหมิ่นประมาท มันไม่ได้กระเทือนต่อราชอาณาจักร เพราะราชอาณาจักรยังอยู่

“ตรรกะเทียบเคียงง่าย ๆ หากกระทบกระเทือนต่อราชอาณาจักรจริง ที่ไปดำเนินคดีกันไม่รู้กี่คดีแล้ว แต่ราชอาณาจักรก็ยังคงอยู่เหมือนเดิม โดยเนื้อหาความผิดในมาตรานี้จึงไม่ได้กระทบกระเทือนต่อราชอาณาจักร จึงควรย้ายหมวดมันออกมา”

เรื่องอัตราโทษของมาตรา 112 ที่สูงมาก คือโทษจำคุก 3-15 ปี เป็นอัตราโทษที่สูงกว่าสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์อีก เพราะสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ที่เราบอกพระมหากษัตริย์เป็นทุกสิ่งทุกอย่างของรัฐรัฐนั้น แต่โทษกลับน้อยกว่าสมัยปัจจุบัน ควรต้องคิดทั้งระบบเลยว่า ตั้งแต่ประมาท-ดูหมิ่น ประมุขของรัฐ

ตั้งแต่พระมหากษัตริย์ พระราชินี พระรัชทายาท ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ศาล เจ้าพนักงาน ทูต และประชาชนคนธรรมดา ทั้งหมดนี้ หากมีการหมิ่นประมาท ดูหมิ่นกัน เอาออกจากโทษอาญาได้หรือไม่ แล้วให้ไปว่ากล่าวกันเอง ที่ก็คือไปเรื่องของทางแพ่ง ซึ่งหลายประเทศทำแล้ว

“ผมขอถามผ่านบทสัมภาษณ์ครั้งนี้ถึงคนที่จงรักภักดี คนที่เป็นรอยัลลิสต์ ผมถามว่าคุณคิดจริง ๆ หรือว่าการใช้ข้อหามาตรา 112 มากเท่าไหร่จะยิ่งรักษาสถาบันพระมหากษัตริย์ได้มากเท่านั้น ความเห็นผมคือไม่ใช่ คุณจะรักษาสถาบันพระมหากษัตริย์ได้อย่างไร ด้วยการที่บอกว่าประเทศนี้มีคนโดนดำเนินคดีมาตรา 112 เป็นร้อยเป็นพันคน นี่คือการรักษาสถาบันหรือ ผมว่าไม่ใช่แน่ การรักษาสถาบัน

แต่คุณไปบอกว่าประเทศนี้สถาบันทรงพระเกียรติยศ มีประวัติศาสตร์ความเป็นมาต่อเนื่องยาวนาน มีคุณูปการความสำคัญต่อราชอาณาจักรไทย แต่อีกด้านหนึ่งมีคนโดนมาตรา 112 เป็นร้อยเป็นพัน แล้วคนโดนรอบนี้ดันเป็นเยาวชนของชาติหมดเลย ผมว่าสิ่งนี้ไม่ใช่วิธีการรักษาปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์แน่นอน”

อย่างไรก็ตามจากคำพูดของนายปิยบุตร ที่ต้องการจะปฏิรูปสถาบันฯ และต้องการแนวร่วมมากถึง 80 % แต่ที่ผ่านมาก็พอจะเห็นได้ชัดว่า คนไทยอีกหลายล้านคนยังคงออกมาวิพากษ์วิจารณ์และไม่เห็นด้วยกับแนวคิดนี้ โดยเชื่อว่า ม.112 ไม่ใช่ปัญหา แต่คนที่คิดว่าม.112 คือปัญหาคือตัวปัญหา เหมือนกับที่หมอวรงค์เคยกล่าวไว้ว่า “ถ้าใครคิดว่าจะแก้ไขมาตรา 112 หรือ คิดจะล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งเป็นผู้สถาปนาแผ่นดินนี้ ให้ลองเอาหัวไปทุบกำแพงวัดพระแก้วดูว่า กำแพงพังไหม ถ้ากำแพงพังเมื่อไร ค่อยมาคิดแก้ไขมาตรา112”