“ดร.อานนท์” ฟันขาด “ธนาธร” จงใจจาบจ้วง หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ในไลฟ์สด ผิด ม. 112

2349

จากกรณีที่นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า ไลฟ์สดทางเพจคณะก้าวหน้าในหัวข้อ “วัคซีนพระราชทานฯ : ใครได้-ใครเสีย?”

โดยในสไลด์ที่นายธนาธรใช้ประกอบการไลฟ์นั้นได้มีการระบุพระนามของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ว่า กษัตริย์วชิราลงกรณ์ อันเป็นการหมิ่นเกียริติ์และพระบรมเดชานุภาพอย่างหน้าตาเฉย

อย่างไรก็ตาม ล่าสุด ดร.อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์ อาจารย์ประจำคณะสถิติประยุกต์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) โพสต์เฟซบุ๊ก

“ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ทำความผิดมาตรา 112
เริ่มจากประเด็นแรกสุด ในสไลด์ของธนาธร เรียกว่ากษัตริย์วชิราลงกรณ์ ข้อนี้เป็นการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ
เกณฑ์ในการตัดสินว่ามีมูลฐานความผิดในการหมิ่นพระเกียรติหรือหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ หรืออาฆาตมาดร้ายองค์พระมหากษัตริย์นั้น ย่อมต้องง่ายกว่าการหมิ่นประมาทบุคคลธรรมดา เนื่องจากมาตรา 6 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พศ. 2560

ในภาพอาจจะมี 1 คน, ข้อความพูดว่า "าว บริษัทปูนซีเมนต์ไทย สนับสนุนการดำเนินงาน งาพ แบบ or กษัตริย์วชิราลงกรณ์ สยามไบโอไซเอนซ์ SiamBioscene ส่งออกไปต่างประเทศ 174 ล้านโดส กำลังผลิต 200 ล้านโดส/ปี คนไทยได้ 26 ล้านโดส"

และทุกฉบับที่ผ่านมาได้ระบุไว้ว่า องค์พระมหากษัตริย์ทรงดำรงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะผู้ใดจะละเมิดมิได้ และวรรคสอง ผู้ใดจะกล่าวหาหรือฟ้องร้องพระมหากษัตริย์ในทางใด ๆ มิได้
ผู้ช่วยศาสตราจารย์กิตติพงษ์ กมลธรรมวงษ์ แห่งคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ลำปาง ได้เขียนตำรา การคุ้มครองสถาบันพระมหากษัตริย์ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยและมาตรา 112 ของประมวลกฎหมายอาญา ตีพิมพ์โดยสำนักพิมพ์วิญญูชน ในปี 2563 ซึ่งใจความหลักคือการตีความเกณฑ์ในการตัดสินความผิดมาตรา 112 ของกฎหมายอาญาต้องพิจารณาร่วมกับ มาตรา 6 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยประกอบกันตามเจตนารมณ์ของกฎหมายด้วย ทั้งนี้มาตรา 112 ไม่ใช่ความผิดที่กระทำต่อบุคคลแต่อย่างเดียว แต่เป็นกฎหมายว่าด้วยความมั่นคงแห่งรัฐ

เกณฑ์ในการตัดสินมาตรา 112 ต้องคำนึงถึงขนบธรรมเนียมและราชประเพณีที่ถวายพระเกียรติและเป็นที่เคารพสักการะด้วย เช่น จะเรียกพระเจ้าอยู่หัว ว่า วชิราลงกรณ์ ไม่ได้ เป็นการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ
ในหนังสือเรื่อง กษัตริย์ ราชูปโภค และพระราชฐาน เขียนโดย พระยาเทวาธิราช (หม่อมราชวงศ์โป้ย มาลากุล) สมุหราชพิธี สำนักพระราชวัง ตีพิมพ์ โดยสำนักพระราชวังในปี 2548 ได้กล่าวว่า
พระมหากษัตริย์ไทยเดิมคงจะมีพระนามอย่างสามัญเป็นปกติ แต่เนื่องด้วยความเคารพ ประชาชนจึงหาออกพระนามเดิมไม่ และใช้ว่า ขุน หรือ ขุนหลวง แทน
และมีราชประเพณีการสร้างพระพุทธรูปถวายพระนามพระเจ้าแผ่นดิน เช่น พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก พระพุทธเลิศหล้านภาลัย ซึ่งประดิษฐาน ด้านหน้า ฐานชุกชีที่ประดิษฐานพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร (พระแก้วมรกต) ในพระอุโบสถ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม ในพระบรมมหาราชวัง ที่สร้างถวายโดยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว
ในหนังสือ การใช้ถ้อยคำและราชาศัพท์ เขียนโดยหม่อมหลวงปีย์ มาลากุล ข้าราชสำนัก ซึ่งเป็นบุตรชายของพระยาเทวาธิราช หม่อมราชวงศ์ โป้ย มาลากุล สมุหราชพิธี ตีพิมพ์เป็นอนุสรณ์ในงานพระราชทานเพลิงศพ พลโท หม่อมเจ้าคัสตาวัส จักรพันธุ์ ได้เขียนไว้ว่าดูจะเป็นขนบธรรมเนียมของไทยไม่ว่าในสมัยไหนไม่ละลาบละล้วงต่อบุคคลที่เคารพ เช่น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระปรมาภิไธยทุกพระองค์ แต่เมื่อกล่าวขานถึงพระองค์ก็ไม่กล่าวพระปรมาภิไธยออกมาตรงๆมักจะกล่าวว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบ้าง พระเจ้าอยู่หัวบ้าง หรือจะเรียกครูก็ไม่กล้าเรียกตรงๆ ว่านายนั่นนายนี่ มักจะเรียกโดยมีคำว่าครูอาจารย์นำหน้า ซึ่งแสดงถึงความเคารพคารวะ ดังนั้นเมื่อจะใช้ศัพท์ในการกราบบังคมทูลหรือกราบทูลก็ใช้ศัพท์ที่แตกต่างไปจากคำที่ใช้อยู่โดยทั่วไป ตลอดจนการใช้ถ้อยคำสำนวนก็ให้แตกต่างไปอันนี้คงเป็นมูลเหตุแห่งราชาศัพท์

ตร.แจ้งข้อหา ม.112 แล้ว แกนนำม็อบคณะราษฎรเจอเพิ่มทุกคน
ดังนั้น การที่เยาวชนปลดแอกจะเรียกพระเจ้าอยู่หัว ว่า วชิราลงกรณ์ ไม่ได้ เป็นการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ถือเป็นการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ผิดราชประเพณีและขนบธรรมเนียมวัฒนธรรมไทย
เนื้อหาที่นำเสนอก็ใส่ร้ายป้ายสี สถาบันพระมหากษัตริย์ องค์พระมหากษัตริย์ สำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์”