อดีตบิ๊กข่าวกรอง ตกใจธนาธร อยากเป็นผู้นำ แต่โชว์โง่มั่ว “วัคซีนพระราชทาน”

2261

จากที่วานนี้ (18 ม.ค. 2564) นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า โพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊กระบุว่า คืนนี้ 3 ทุ่มเจอกันทางเฟซบุ๊กไลฟ์ “วัคซีนพระราชทาน : ใครได้ใครเสีย?”

ต่อมาได้มีการไลฟ์สดทางเพจเฟซบุ๊กคณะก้าวหน้า ในหัวข้อที่ว่า “วัคซีนพระราชทานฯ : ใครได้-ใครเสีย?” นายธนาธร ได้พูดในหลายประเด็น บางครั้งตั้งเป็นคำถามในลักษณะโจมตีรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา และที่สำคัญพาดพิงกระทบไปถึงสถาบันฯ ซึ่งมีเนื้อหาบางช่วงระบุว่า บริษัทเดียวที่ไทยฝากความหวังไว้ก็คือ แอสตราเซเนกา AstraZeneca ซึ่งมีการจ้างบริษัทผู้ผลิตในประเทศไทยก็คือ สยามไบโอไซเอนซ์ ไม่มีการเจรจากับบริษัทอื่นเพิ่ม จนเมื่อวันที่ 3 ม.ค. ที่ผ่านมา จึงมีการประกาศว่าได้มีการเจรจาซื้อวัคซีนเพิ่มกับ ซิโนแวค ซึ่งเป็นจำนวนที่น้อยมาก คือ 2 ล้านโดส เพียงพอสำหรับประชากร 1.5% เท่านั้น มีการฝากอนาคตของชาติไว้กับบริษัทรายเดียว

โดยนายธนาธรไลฟ์เริ่มต้นด้วยคำถามที่ว่า “ทุกท่านสงสัยหรือไม่ว่า เหตุใดประเทศไทยจึงยังไม่มีการเริ่มฉีดวัคซีนโควิด-19 ในขณะที่ประเทศอื่น ๆ มีการฉีดวัคซีนไปแล้ว”

นายธนาธร กล่าวไปอีกว่า นับเป็นเรื่องสำคัญ เพราะปี 2564 ประเทศไทยจะพัฒนาไปทิศทางไหน เมื่อเทียบกับประเทศอื่น ๆ ในโลก ซึ่งสำคัญกับชีวิตและปัญหาเศรษฐกิจของประเทศ ถ้าเริ่มฉีดวัคซีนโควิด-19 ได้เร็ว ประชาชนมีภูมิคุ้มกันได้เร็ว นักท่องเที่ยวจะกลับเข้ามา นักธุรกิจที่เป็นผู้นำเข้า-ส่งออก จะเริ่มกลับมาเจรจาธุรกิจอย่างมีประสิทธิภาพอีกครั้ง ประชาชนจะได้ใช้ชีวิตอย่างปกติสุข

คำถามคือทำไมขณะที่หลายประเทศเริ่มฉีดวัคซีนโควิด-19 ไปแล้ว แต่ทำไมเรายังไม่มีการฉีดวัคซีนโควิด-19 ในประเทศไทย คำตอบคือรัฐบาลประมาท ไม่ได้เร่งจัดหาเจรจาเพื่อซื้อวัคซีนโควิด-19 สำหรับคนไทยทุกคนตั้งแต่เนิ่น ๆ หลายประเทศเริ่มเจรจาจัดหาตั้งแต่ไตรมาส 1 ของปีที่แล้ว หรือไตรมาส 2 ของปีที่แล้ว ส่วนประเทศไทยกว่าจะเจรจาและหาข้อสรุปได้ก็เดือน ต.ค. 2563 และการเจรจาเพื่อจัดซื้อวัคซีนน้อยเกินไป อีกทั้งอยู่ในมือของเจ้าเดียวคือ บริษัทแอสตราเซเนกา (AstraZeneca) รัฐบาลยังนิ่งนอนใจ ไม่มีการเจรจาใด ๆ เพิ่ม จนถึงต้นเดือน ม.ค. 2564 ก่อนมีการประกาศเพิ่มว่า จะจัดซื้อกับบริษัทซิโนแวค จากประเทศจีน อีก 2 ล้านโดส ครอบคลุมประชากรเพียง 1 ล้านคนเท่านั้น

เมื่อรู้สึกตัวก็สาย จะไปเจรจากับเจ้าอื่น กำลังการผลิตวัคซีนของบริษัทยาขนาดใหญ่ที่เตรียมไว้ก็ถูกจับจองไปหมดแล้ว รัฐบาลเอาปัญหาเรื่องการฉีดวัคซีนโควิด-19 มาผนวกกับปัญหาความนิยมของรัฐบาล อยากจะใช้การฉีดวัคซีนเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโควิด สร้างความนิยมให้กับตัวเองเกินไป จนละเลยถึงการคิดหาทางออกที่เหมาะสม ที่ดีที่สุดให้กับประเทศ และการจัดโครงสร้างแบบนี้ ทำให้ตั้งคำถามว่า รัฐบาลพร้อมที่จะรับมือกับความเสี่ยงที่เกิดขึ้นกับการฝากอนาคตวัคซีนโควิด-19 อนาคตของประเทศไทยไว้กับบริษัทเดียวหรือไม่

ปัญหาสำคัญมี 2 ปัจจัย คือ 1.ประเทศไทยมีวัคซีนที่ครอบคลุมประชากรน้อยกว่าประเทศอื่น และ 2.ความรวดเร็วในการฉีด เท่านั้นยังไม่พอ การฝากความหวังเจ้าใดเจ้าหนึ่งไว้เป็นการเฉพาะ ภายใต้สถานกาณ์ที่วิกฤต ไม่ใช่การตัดสินใจของผู้บริหารที่ดี ลองมาดูว่าทั่วโลกมีวัคซีนตัวหลักมีอะไรบ้าง เช่น ไฟเซอร์ แอสตราเซเนกาจากยุโรป ซิโนแวคจากจีน โมเดอร์นา และสปุตนิค และมีอีกหลายตัว เช่นจากอินเดีย ที่อยู่ระหว่างพัฒนา ประเทศส่วนใหญ่ไม่มีประเทศไหน ที่ฝากความหวังไว้กับวัคซีนตัวใดตัวหนึ่ง หรือบริษัทใดบริษัทหนึ่ง หลายประเทศจะใชัวิธีการจัดหาหลายบริษัท

จากไทม์ไลน์ที่เห็นคือเมื่อเจรจากับแอสตราเซเนกาจบ ในมติรายงานการประชุมของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไม่มีการแสดงให้เห็นว่า รัฐบาลพยายามเจรจาเพื่อจัดหาวัคซีนให้ครบจำนวนประชากรที่มากกว่า 20% จึงทำให้เกิดข้อสงสัยว่าทำไมรัฐบาลทำเช่นนั้น ถ้าย้อนเวลากลับไปดูไตรมาสที่ 3 เมื่อปีที่แล้วมีการเริ่มการชุมนุมของนักเรียน นักศึกษา ประชาชน เพื่อเรียกร้องให้พล.อ.ประยุทธ์ ลาออก เรียกร้องให้แก้ไขรัฐธรรมนูญและปฏิรูปสถาบันกษัตริย์

นายธนาธร กล่าวต่อว่า นำไปสู่ข้อสงสัยว่า การที่เราแทงม้าตัวเดียว หรือการที่เราพึ่งพาโครงสร้างแบบเดียวในการจัดหาวัคซีนโควิด-19 ให้กับประชาชนคนไทยเป็นการกระทำที่เหมาะสมหรือไม่ เป็นการกระทำของฝ่ายบริหารที่เหมาะสมหรือไม่ การกระทำครั้งนี้เพื่อสร้างความนิยมทางการเมืองมากกว่าที่ต้องการหาข้อสรุปในการจัดหาวัคซีนให้ครอบคลุมสำหรับคนไทย ให้ได้ครอบคลุมมากที่สุดและเร็วที่สุดหรือไม่ ตกลงเป็นเรื่องความนิยมทางการเมือง หรือเป็นเรื่องของการดูแลเอาใจใส่ประชาชน

ถ้าย้อนกลับมาดูไตรมาส 1 เมื่อปีที่แล้ว มีการอนุมัติแผนนโยบายและแผนยุทธศาสตร์ความมั่นคงด้านวัคซีนของประเทศไทย 2563-2565 บริษัทแอสตราเซเนกาเป็นบริษัทต่างประเทศจึงไม่ได้อยู่ในแผนนี้ แต่ที่น่าสนใจคือชื่อของสยามไบโอไซแอนซ์ไม่ได้อยู่ในแผนนี้ แต่โผล่ขึ้นมาปลายไตรมาส 2 และต้นไตรมาส 3

ส่วนต้นปี 2563 ที่มีการทำแผนนโยบายและแผนยุทธศาสตร์ความมั่นคงด้านวัคซีนของประเทศไทย 2563-2565 ในแผนนี้ระบุชื่อองค์กร ซึ่งบ่งบอกว่าเป็นองค์กรที่มีประสิทธิภาพ เป็นองค์กรที่ต้องพัฒนาต่อ เพื่อให้เกิดความมั่นคงของวัคซีนในประเทศ จำนวน 7 องค์กร ได้แก่

1.สถานเสาวภา สภากาชาดไทย 2.บริษัท ไบโอเนท-เอเชีย จำกัด 3.องค์การเภสัชกรรม 4.บริษัทร่วมทุนระหว่างองค์การเภสัชกรรม และบริษัท เมอร์ริเออร์ชีววัตถุ จำกัด 5.ศูนย์วิจัยและพัฒนาวัคซีน สถาบันชีววิทยาศาสตร์โมเลกุล มหาวิทยาลัยมหิดล 6.โรงงานต้นแบบผลิตยาชีววัตถุแห่งชาติ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี และ7.สถาบันวัคซีนแห่งชาติ โดยไม่ปรากฏชื่อสยามไบโอไซเอนซ์อยู่ในนั้น

ตกลงดีลยาวัคซีนที่ทำกับแอสตราเซเนกา เป็นการฝากอนาคตของประเทศไทยไว้กับแอสตราเซเนกาและสยามไบโอไซเอนซ์มากเกินไปหรือไม่ การเจรจาเช่นนี้ทำให้เราตัดโอกาสการพิจารณาทางเลือกอื่น ๆ เพื่อจัดหาวัคซีนให้ครอบคลุมประชากรมากที่สุด และให้ประชากรได้รับการฉีดวัคซีนโดยเร็วที่สุดหรือไม่

มีคำถามสุดท้ายว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในฐานะนายกรัฐมนตรี อนุมัติดีลแบบนี้ขึ้น ถ้ามีอะไรผิดพลาดจะรับผิดชอบได้หรือไม่ ถ้าเกิดวัคซีนผลิตช้ากว่ากำหนดเวลา ถ้าการผลิตวัคซีนมีปัญหาในการแจกจ่ายกับประชาชนอย่างไม่เป็นธรรม ถ้าประชาชนเกิดอาการแพ้วัคซีน หรือวัคซีนมีประสิทธิภาพไม่ได้ตามเป้าหมาย จะรับผิดชอบไหวหรือไม่ เพราะประชาชนย่อมจะตั้งคำถามกับสยามไบโอไซเอนซ์

เกี่ยวกับเรื่องนี้ ล่าสุด นายนันทิวัฒน์ สามารถ อดีตรองผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ โพสต์ข้อความผ่านเฟบุ๊ก Nantiwat Samart ระบุว่า…วัคซีน​พระราชทาน​? ตกใจกับวิธีคิดของคนที่อยากเป็นผู้นำทางการเมืองของ​ประเทศไทย​ เก่งแต่ประดิษฐวาทะกรรม สรรหาคำที่คิดว่าสวยหรู แต่โชว์โง่

วัคซีนพระราชทานอยากจะสื่ออะไร ทำไมต้องข้องแวะกับคำว่าพระราชทานที่หมายถึงสิ่งที่พระมหากษัตริย์ทรงให้กับประชาชน อยากจะตำหนิรัฐบาลเรื่องการจัดซื้อจัดหาวัคซีนโควิดน้อยไป ช้าไป ไม่ทันกาลก็ว่าไป ตำหนิได้ บ่นได้ วิพากวิจารณ์รัฐบาลได้ หรืออยากจะบ่นว่ารัฐบาลทำไมซื้อแต่วัคซีนจากอังกฤษ ทำไมไม่ซื้อของพี่ใหญ่จากมะกัน อยากพูดอะไรเอาให้ชัด ๆ เรื่องแค่นี้ก็ยังพูดให้กำกวมแต่เสือ..มาแขวะวัคซีนพระราชทาน มันเรื่องอะไร

บริษัทสยามไบโอไซเอนซ์เป็นองค์กรที่ในหลวง ร.9 ทรงมีสายพระเนตรกว้างไกล ทรงเตรียมสยามไบโอฯ เพื่อเตรียมการวิจัยและผลิตยาให้คนไทย ไม่ต้องงอมืองอเท้า หวังพึ่งจมูกต่างชาติ มันดีเสียยิ่งกว่าดี ไม่ต้องรอพึ่งต่างชาติ

สยามไบโอฯ จะร่วมมือผลิตกับใครไม่สำคัญ สำคัญที่เราคนไทยจะมีวัคซีนใช้ เป็นประเทศเดียวในอาเซียนที่จะผลิตได้เอง แทนที่นักการเมืองจะภูมิใจเหมือนคนไทยทั่วประเทศที่​ภาคภูมิใจ​ กลับมาแขวะวัคซีนพระราชทาน ไม่น่าเชื่อว่า คำพูดอย่างนี้จะออกมาจากคนที่อยากเป็นผู้นำการเมืองไทย ผู้นำของคนรุ่นใหม่​ สิ้นคิด
คน​เหล่านี้​ พยายามด้อยค่าสิ่งดี ๆ ที่พระมหากษัตริย์ทรงทำเพื่อประชาชน