ดร.กิตติธัช ดึงสติ “พระสามนิ้ว” หนีคดี ลี้ภัยต่างชาติ แต่อยากสบาย สุดท้ายชีวิตตกอับ!!

3120

ดร.กิตติธัช ดึงสติ พระสามนิ้ว ลี้ภัยไปต่างประเทศ หยุดมโนว่าจะเท่าเทียมกับพลเมืองของเขา หลังตัดพ้อ ชีวิตลำบาก ไม่มีใครช่วยเหลือ

จากกรณีที่ พระปัญญา สีสัน อดีตพระลูกวัดแห่งหนึ่งในจังหวัดชลบุรี ซึ่งเข้าร่วมชุมนุมกับฝ่ายม็อบคณะราษฏร ก่อนเดินทางขอลี้ภัยไปประเทศฝั่งยุโรปหลังถูกดำเนินคดีในข้อหาตามพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ซึ่งก็ได้โพสต์ข้อความถึงความยากลำบากที่ต้องเจอในขณะที่ลี้ภัยอยู่ที่ต่างประเทศ โดยระบุข้อความว่า

รูปนี้ถ่ายเมื่อวันที่ 4 มกราคม ณ สถานีรถไฟแห่งนึง วันนั้นอาตมาเดินทาง 442 กิโลเมตรด้วยรถเมล์ 1 ต่อ และรถไฟอีก 3 ต่อ ออกเดินทางเที่ยงครึ่ง ถึงปลายทางซึ่งเป็นที่หยุดรถไฟแห่งนึง 1 ทุ่ม 2 นาที ที่หยุดรถไฟห่างจากค่ายผู้แสวงหาที่ลี้ภัย 9 กิโลเมตรที่หยุดรถไฟแห่งนี้ ไม่มีชุมชนร้านค้าอยู่เลย บ้านคนอยู่ กระจายออกไป ฝนตกปรอย ๆ ตั้งแต่ขนสัมภาระลงจากรถไฟ รองเท้าที่อาตมาสวมไม่ได้กันน้ำ รู้สึกได้ว่าถุงเท้าชื้น เท้าเย็นเฉียบ ตะวันลับขอบฟ้าตั้งแต่ 4 โมงเย็น ฟ้ามืดมิดตั้งแต่ 5 โมงเย็น มีแสงไฟสาดมาที่เพิงรอรถไฟอยู่บ้างพอสลัว ๆ

เมื่อรอได้ซัก 20 นาที มั่นใจแล้วว่าไม่มีเจ้าหน้าที่มารอรับ อาตมาจึงเดินไปตามหาบ้านคน กดออดไป 4 บ้าน บ้านที่เปิดประตูออกมาดูเป็นคุณตาไม่พูดภาษาอังกฤษ อาตมาส่งเอกสารให้เขา พูดสั้น ๆ ว่าแท็กซี่หรือตำรวจ คุณตาโทรศัพท์ให้ แท็กซี่ปฏิเสธที่จะมารับ เพราะอาตมาไม่มีเงินยูโรติดตัว ส่วนตำรวจก็ไม่มาให้ความช่วยเหลือ บ้านคุณตาไม่มี WiFi

ตั้งแต่เท้าแตะสนามบิน 8 ธันวาคมจนถึง 4 มกราคม อาตมาไม่มีโอกาสได้ออกไปทำธุรกรรมทางการเงินเลย อาตจึงไม่มีเงินยูโรติดตัวแม้แต่เซนเดียว
หลังจากที่กล่าวขอบอกขอบใจคุณตาเสร็จ อาตมาก็รีบรุดกลับไปที่เพิงรอรถไฟ ด้วยเกรงว่ากระเป๋าสัมภาระอาจจะถูกขโมย เหมือน Notebook และ iPad

อากาศเหน็บหนาวจนปวดนิ้วมือนิ้วเท้า จะนั่งอยู่ในเพิงก็ปวดเหลือเกิน จึงเดินออกมาจากเพิงทั้งที่ฝนตกปรอย ๆ
ระหว่างที่เดินกลับไปมาอยู่นั้น มีขบวนรถไฟวิ่งผ่านไปมาเป็นระยะ แต่ยังไม่มีขบวนใดจอดที่จุดนี้ อาตมาพูดกับตัวเอง ทางรอดของเราคือ ขึ้นรถไฟไปลงจุดที่มีชุมชน อย่างเลวร้ายที่สุดก็ได้นอนในที่ที่ฝนไม่สาด
เดชะบุญของอาตมา 1 ทุ่ม 40 โยม 3 ท่านที่อาตมาได้คุยไว้ช่วง 4-5 โมงเย็น ขณะอยู่ในรถไฟความเร็วสูงซึ่งมีอินเทอร์เน็ต โทรเข้ามาที่ซิมการ์ดซึ่งอาตมาไปไขว้กับเจ้าหน้าที่มาได้ก่อนออกเดินทางอย่างฉิวเฉียด

โยมส่งซิมมาให้ตั้งแต่วันที่ 22 ธันวาคม แต่อาตมาต้องออกแรงหน้าดำหน้าแดงถึงได้ซิมการ์ดมาใช้ในวันที่ 4 มกราคม ค่ายมือถือกินเงินเติม 10 ยูโรเกลี้ยง ภายในไม่ถึง 5 นาทีหลังเปิด Data
ในที่สุดโยมท่านที่ส่งซิมการ์ดมาให้ ติดต่อกับโยมอีกท่านซึ่งอยู่ห่างจากจุดจอดรถไฟราว 60 กิโลเมตรได้สำเร็จ แล้วโยมท่านนี้ก็มีเมตตาและความปรารถนาดี อาสาขับรถมารับอาตมาพาไปส่งที่ค่าย โยมมารับ 3 ทุ่ม
พลังงานที่ได้รับจากขนมปัง 1 ก้อนนม 1 กล่องตอนเช้า หมดไปตั้งแต่ตอนบ่ายแล้ว ขนสัมภาระขึ้นลง ๆ มาได้ตลอดรอดฝั่งจนถึงปลายทางก็ถือว่าเก่งแล้ว เจ้าหน้าที่ไม่ได้ให้อาหารและน้ำ ไม่ได้ให้เงินค่าแท็กซี่ติดตัวมาเลย ไม่ได้บอกว่าจะต้องเดินเท้า 9 กิโลเมตร ไม่ได้ให้แผนที่ ไม่ได้ให้ไฟฉาย รปภ.บอกแต่เพียงว่าคุณไปตามตั๋วรถเมล์รถไฟที่ปรินซ์ให้นี้แหละ

ถึงค่ายราว 3 ทุ่มครึ่ง อาตมาถาม รปภ.ว่า คุณทราบไหมว่าฉันจะเดินทางมาถึงวันนี้ พวกเขาตอบว่า ไม่ทราบ อาตมาถามต่อใครจองตั๋ว เขาตอบ พรุ่งนี้คุณต้องโทรไปถามยังค่ายที่ส่งตัวคุณมา
การลงทะเบียนกินเวลาประมาณ 20 นาที เกือบ 4 ทุ่มเขาส่งตัวอาตมาไปพักยังตู้คอนเทนเนอร์ เพื่อกักตัวดูอาการของโควิดสักระยะ

เช้าวันต่อมา หลังทานข้าวเสร็จ มีแรงแล้ว อาตมาก็ไปขอเอกสารที่ จนท.ดึงไปตั้งแต่เมื่อคืน กระดาษแผ่นนึง มีเบอร์โทรและอีเมลของค่ายแรกที่ส่งตัวมา อาตมาต้องการคำอธิบาย พวกคุณมีวัตถุประสงค์อะไร จึงจัดตั๋วเดินทางอย่างนี้ คุณจะตอบอะไรมาก็ได้ แต่คุณต้องให้คำอธิบายแก่ฉันมา ปรากฏว่า จนท.ไม่ให้เอกสาร ตู้คอนเทนเนอร์ไม่มี Wifi แต่ก็เดชะบุญของอาตมาอีกนั่นแหละ โยมที่ขับรถมาส่งให้ความช่วยเหลือปล่อย Hotspot เพื่อสมัคร Package เน็ต+โทร แต่อาตมาก็เหนื่อยล้าเกินไปที่จะอีเมลไปถามด้วยตนเอง คิดว่าน่าจะเป็นการตักน้ำรดหัวตอ แต่อีกสักพักจะคุยเรื่องนี้กับทนาย ให้เขาทำบันทึกคำให้การ

ในกระเป๋าใบเล็กบรรจุ พระไตรปิฎกฉบับแปลภาษาอังกฤษ หนักเอาการ กระดาษแน่น ๆ ทั้งนั้น
กระเป๋าใบใหญ่มีพระพุทธรูปบาตร จีวร และอุปกรณ์สื่อสารทำเฟซบุ๊กไลฟ์
กระเป๋า Notebook ไม่หนักเหมือนเดิมแล้วตั้งแต่ Notebook และ iPad ถูกขโมย
อาตมาขอประกาศถ้อยคำเป็นการสาธารณะว่า อาตมาขอขอบอกขอบใจญาติโยมทุกท่านที่ได้ช่วยเหลือนำพาอาตมามาส่งถึงค่ายนี้ได้อย่างปลอดภัย โดยสวัสดิภาพ โดยที่ไม่ป่วยและยังไม่ตาย

ล่าุสดทางด้าน ดร.กิตติธัช ชัยประสิทธิ์  นักวิชาการอิสระ และอาจารย์ด้านสถาปัตยกรรม สอนพิเศษด้าน ปรัชญาการเมือง โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กถึงกรณีการดำเนินชีวิตของพระปัญญา สีสัน พระผู้ลี้ภัยในต่างประเทศ หลังจากเข้าร่วมชุมนุมกับม็อบคณะราษฎร โดยระบุข้อความว่า

เมื่อไปในฐานะพลเมืองชั้นสุดท้ายของประเทศเขา ก็ไม่แปลกที่เขาจะปฏิบัติเช่นนั้น ส่วนที่คิดกันไปเองว่าเขาเห็นพวกคุณเท่าเทียมกับพลเมืองของเขานั้น เป็นแค่ความคิดของพวกคุณเอง
ในความเป็นจริง เขาเลือกเอาคนที่เขาจะได้ประโยชน์มาเข้าเป็นพลเมืองของเขา หรือช่วยเพียงบางส่วนเพื่อทำ CSR ให้ประเทศของเขา แล้วที่เหลือก็คือปล่อยให้เกิดสภาพที่คุณเจอในค่ายนั้นแหละครับ
โลกความเป็นจริง กับ ยูโทเปียที่คิดกันเอาเองนั้น มันไม่เหมือนกันหรอกครับ และนั่นคือ “ธรรมะ” ที่ควรเรียนรู้และเข้าใจมันอย่างมีสติ