ภาครัฐ-เอกชนหนุนเข้าร่วมเจรจา CPTPP ภาคประชนชนร้อง เปิดข้อมูล ทำประชาพิจารณ์แก้ข้อวิตกกังวล

711

คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน (กกร.)ประกอบด้วย หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย, สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และสมาคมธนาคารไทย ระบุว่า กกร. เห็นควรสนับสนุนให้ประเทศไทย เข้าร่วมเจรจากับกลุ่มประเทศภายใต้ข้อตกลง CPTPP ในเดือนสิงหาคม 2563 เนื่องจากการเข้าร่วมเจรจาทำให้เห็นถึงผลดีหรือผลเสียต่อการเข้าร่วมเป็นประเทศภาคีตามข้อตกลง CPTPP ไม่เช่นนั้นอาจเสียโอกาส ขณะที่ภาคประชาสังคม ได้แก่ FTA watch, กรีนพีซ, กลุ่มไบโอไทย เป็นต้น จี้ภาครัฐเปิดข้อมูลและตอบข้อสงสัยให้ชัดเจน ถ้ามั่นใจว่า เป็นผลดีกับประชาชนจริงควรจัดประชาพิจารณ์ในทุกขั้นตอน

ก่อนหน้านี้สภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) แสดงจุดยืนสนับสนุนเข้าร่วมเจรจาเช่นกันเพื่อสร้างแรงกระตุ้นให้กับระบบเศรษฐกิจ โดยสงวนสิทธิ์ให้สามารถถอนตัว หากทราบรายละเอียดเงื่อนไขหรือไม่สามารถเจรจาให้เกิดประโยชน์ในภาพรวมของประเทศ รวมถึง เร่งผลักดันการเจรจาเขตการค้าเสรี (เอฟทีเอ) อื่นๆ อาทิ RCEP Thai-EU เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม กลุ่มค้านเช่น กลุ่มศึกษาข้อตกลงเขตการค้าเสรีภาคประชาชน หรือ FTA Watch
ยังย้นยันจุดยืน ไม่เห็นด้วยในการเข้าร่วมเจรจา เพราะประมวลผลแล้วว่าประชาขนและเกษตรกรไม่ได้รับประโยชน์จริง มีแต่จะถูกจำกัดการเติบโตด้วยซ้ำ

กรีนพีซ:ด้านอาหารและเกษตรกรรมเชิงนิเวศน์ ชี้ว่าผู้ได้รับผลกระทบอย่างแท้จริงคือภาคเกษตรกร เนื่องจากประเทศไทยมีระบบเกษตรกรรมที่อุดมไปด้วยเกษตรกรรายย่อย ซึ่งวิถีชีวิตของเกษตรกรกลุ่มนี้ก็คือการเก็บเมล็ดพันธุ์ข้าวเพื่อไว้ปลูกในฤดูต่อไป ส่วนผู้ที่ได้รับผลกระทบตามมาคือ ประชาชนในฐานะผู้บริโภค ซึ่งจะไม่ใช่แค่ราคาอาหารที่จะสูงขึ้น หากแต่ยังรวมถึงเรื่องคุณประโยชน์ หรือพืชที่เคยเป็นจุดขายต่างๆ จะสูญหายไป ถ้ามีการผูกขาดของเมล็ดพันธุ์ตั้งแต่ต้นทางหลังข้อตกลงดังกล่าวบรรลุ

ขณะที่ศูนย์วิจัยกสิกรไทยชี้ หากไทยเข้าเป็นสมาชิกอาจไม่ส่งผลการขยายตัวด้านการส่งออกมากนัก เพราะขีดความสามารถในการแข่งขันการส่งออกของเรายังอยู่ในภาวะถดถอย

……………………………………………..