ถ้า อัครา รีซอร์สเซส ถอนฟ้อง ลุงตู่ ปิดเหมืองทอง ดูฝ่ายต้านจะหน้าด้านอยู่อย่างไร?

1587

ถือเป็นอีกหนึ่งผลงาน พล.อ.ประยุุทธ์ จันทร์โอชา หลังจากในช่วงทำหน้าที่หัวหน้าคสช.ได้ใช้คำสั่งหัวหน้า คสช.ฉบับที่ 72/2559 ตามมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญฉบัวชั่วคราว สั่งให้ผู้ประกอบการที่ได้รับประทานบัตร และใบอนุญาตทุกประเภท ยุติการการทำเหมือง ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2560 และให้เร่งฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมให้เรียบร้อย

โดยเฉพาะกรณีที่เป็นกระแสข่าวใหญ่ สำหรับ เหมืองทองคำชาตรี จังหวัดพิจิตร สัมปทานของ บริษัท อัครา รีซอร์สเซส จำกัด (มหาชน) บริษัทลูกของ “บริษัท คิงส์เกต คอนโซลิเดทเต็ด ลิมิเต็ด” เอกชนสัญชาติออสเตรเลีย ที่ได้สิทธิสัมปทานการขุดเหมืองชาตรี(ใต้) บริเวณรอยต่อ จ.พิจิตร, พิษณุโลกและเพชรบูรณ์ รวม 1,259 ไร่ ระยะเวลา 20 ปี ที่มีกำหนดสิ้นสุดอายุสัมปทานวันที่ 18 มิ.ย. 2563 และได้ขยายพื้นที่ทำเหมืองที่ได้สิทธิสัมปทานเพิ่มเติมใน จ.พิจิตรเหมืองชาตรี อีก 9 แปลง พื้นที่ 2,466 ไร่ ระยะเวลา 20 ปี มีกำหนดครบอายุสัมปทานในวันที่ 20 ก.พ. 2571

ขณะที่วันนี้มีสัญญาณชัดเจนในระดับสำคัญ ถึงขั้นทำให้นักการเมืองฝ่ายค้านอยู่เฉยไม่ได้ เพราะก่อนหน้าร่วมกันปรามาส พล.อ.ประยุทธ์ มาโดยตลอด ตามข้อสรุปประเด็นดังนี้

1. เหมืองทองชาตรี เริ่มต้นอย่างไม่เป็นทางการในปี 2538 โดยบริษัท อัครา รีซอร์สเซส จำกัด (มหาชน) สำรวจพบสายแร่ทองจังหวัดพิจิตรและเพชรบูรณ์ และยื่นขอประทานบัตรทำเหมืองแร่ทองคำสำเร็จ กระทั่ง 27 ธ.ค. 2542 ได้ทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม ตามใบอนุญาตประทานบัตรจำนวน 5 แปลง พื้นที่ประมาณ 1,259 ไร่ พร้อมได้ใบอนุญาตจัดตั้งสถานที่เพื่อการเก็บขังน้ำขุ่นข้นหรือมูลดินทรายนอกเขตเหมืองแร่ พื้นที่ประมาณ 1,575 ไร่ เพื่อเปิดการผลิตเหมืองแร่ทองคำชาตรี(ใต้)

กระทั่งในปี 2543 บริษัท บริษัท อัครา รีซอร์สเซส จำกัด (มหาชน) จำกัด ได้รับใบประทานบัตร ขุดสำรวจ ขุดแร่ ผลิตและจำหน่ายแร่ทองคำ ที่ ต.เขาเจ็ดลูก อ.ทับคล้อ จ.พิจิตร มีอายุสัมปทานตั้งแต่ 19 มิ.ย. 2543 – 18 มิ.ย. 2563 จากนั้นในวันที่ 12 ธ.ค. 2544 นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้เดินทางไปทำพิธีเปิดเหมืองทองคำผลิตทองคำแท่งเชิงพาณิชย์ของเหมืองแร่ทองคำชาตรีใต้ก้อนแรก

2. อย่างไรก็ตาม เมื่อรูปแบบทำเหมืองขยายตัวเป็นวงกว้าง ก็เริ่มมีการร้องเรียนเรื่องผลกระทบต่อคุณภาพชีวิต เพราะวิถีการอุปโภค บริโภค เปลี่ยนไป น้ำอุปโภค-บริโภค-น้ำในการเกษตรเหือดแห้ง ชาวบ้านต้องซื้อน้ำกินน้ำใช้ และเริ่มเจ็บป่วยด้วยอาการแพ้ มีผื่นคันเป็นตุ่มบริเวณผิวหนัง

3. วันที่ 10 พ.ย. 2553 ตัวแทนประชาชนหมู่ 9 บ้านเขาหม้อ จำนวน 44 คนยื่นฟ้องศาลปกครองพิษณุโลก กรณีบ่อเก็บเก็บกากแร่แห่งที่ 2 ทับเส้นทางสาธารณประโยชน์สายนาตาหวาย-อ่างหิน พร้อมฟ้องร้องดำเนินคดีกับ 5 หน่วยงานรัฐ ประกอบด้วย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม, อธิบดีกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่, คณะกรรมการเหมืองแร่, อธิบดีกรมป่าไม้ และองค์การบริหารส่วนตำบลเขาเจ็ดลูก

เนื่องด้วยทำให้ประชาชนได้รับผลกระทบจากการทำเหมืองแร่ และขอให้ศาลมีคาสั่งเพิกถอนประทานบัตร 5 แปลงแรกของบริษัทฯ ที่ไม่ได้มีการทำ EHIA และยุติการดำเนินการใด ๆ ในเขตประทานบัตรเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนเสียหายเป็นการชั่วคราว รวมถึงขอให้เพิกถอนการอนุญาตเข้าทำประโยชน์ในเหมืองแร่ โดยกรมป่าไม้ และเพิกถอนมติสภาองค์การบริหารส่วนตำบลเขาเจ็ดลูก เมื่อวันที่ 3 มิ.ย. 2548 ที่ไม่ได้เปิดให้ประชาชนที่จะได้รับผลกระทบโดยตรงมีส่วนร่วม

4. เดือน ธ.ค. 2553 ศาลปกครองมีคำสั่งให้ บริษัท อัครา รีซอร์สเซส จำกัด (มหาชน) หยุดการทำงานของเครื่องจักรและให้หยุดทำเหมืองทองคำ จนกว่าแก้ไขเสียงดัง จากนั้นได้มีการวัดคุณภาพของน้ำ ก่อนพิพากษาให้ถอนประทานบัตรทั้ง 5 แปลง โดยระบุการเพิกถอนมีผลในวันที่ผู้ร้องสอดไม่จัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมของโครงการเหมืองแร่ทองคำ ให้เป็นไปประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เรื่องกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ ระเบียบปฏิบัติ และแนวทาง

5. กระบวนการร้องเรียนถูกนำส่งถึงคสช. ในช่วงเดือน พ.ค. 2557 โดยกลุ่มประชาชนเข้ายื่นหนังสือร้องเรียนไปยังสานักนายกรัฐมนตรี พร้อมนำนักวิชาการจากมหาวิทยาลัยรังสิต ลงพื้นที่ตรวจเจาะเลือด โดยผลการตรวจคนรอบเหมืองทองจานวน 738 คน เด็ก 67 คน มีสารหนูในเลือดสูง และผู้ใหญ่ 664 คน มีสารหนู 104 คน ส่วนผลตรวจจากสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ ระบุว่าประชาชน 200 ราย มี DNA ผิดปกติ ทำให้อธิบดีกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ยุคนั้นออกคำสั่งห้ามทำเหมือง 30 วัน มีผลตั้งแต่วันที่ 14 มกราคม 2558 เพื่อให้แก้ปัญหา แต่บริษัทอัคราไมนิ่งฯ ได้ยื่นอุทธรณ์คาสั่งดังกล่าว

6. วันที่ 13 ธ.ค. 2559 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในยุครัฐบาล คสช. ตัดสินใจใช้อำนาจตามมาตรา 44 ออกคำสั่งที่ 72/2559 เรื่องการแก้ไขปัญหาผลกระทบจากการประกอบกิจการเหมืองแร่ทองคำ ให้ระงับการอนุญาตและการทำเหมืองแร่ทองคำทั้งหมดในประเทศไทยเป็นการชั่วคราว รวมทั้ง จ.พิจิตร ตั้งแต่ 1 ม.ค. 2560

7. การตัดสินใจของ พล.อ.ประยุทธ์ ไม่เพียงสร้างปมขัดแย้งระหว่างผู้รับผิดชอบบริหารประเทศ กับ บริษัท อัครา รีซอร์สเซส จำกัด (มหาชน) แต่บานปลายไปถึงกลุ่มการเมืองฝั่งตรงข้าม อาทิ วันที่ 28 ส.ค. 2560 นายปิยบุตร แสงกนกกุล ขณะทำหน้าที่อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ วิพากษ์วิจารณ์การตัดสินใจของพล.อ.ประยุทธ์ ว่า จะเป็นปัญหาในระยะยาว ไม่จบแค่ใช้มาตรา 44 เพราะ มาตรา 44 มีอานุภาพคุ้มกันเฉพาะประเทศไทย และเป็นการตัดสินใจที่ง่ายเกินไป แต่ทำให้ธุรกิจของบริษัทออสเตรเลียเสียหาย

วันที่ 7 พ.ย. 2560 นายวัฒนา เมืองสุข อดีตส.ส.พรรคไทยรักไทย โพสต์ข้อความโจมตีคสช. ใช้ ม.44 สั่งปิดกิจการเหมืองทองคำ โดยตำหนิว่าเป็นการกระทำที่ลุแก่อำนาจและไร้ซึ่งสติปัญญาอย่างสมบูรณ์แบบ และต้องเป็นผู้รับผิดชอบฐานทำให้เกิดควาามเสียหาย หลังจากก่อนหน้าบริษัทเอกชน ออกมาส่งสัญาณฟ้องร้องเรียกค่าเสียหาย ฯลฯ

8. วันที่ 19 พ.ย. 2560 น.ส.รัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) รับทราบความคืบหน้าในคดี เหมืองแร่ทองคำของบริษัท อัครา รีซอร์สเซส จำกัด (มหาชน) โดยบริษัท คิงส์เกต คอนโซลิเดเต็ด จำกัด ประเทศออสเตรเลีย ในฐานะบริษัทแม่ใช้สิทธิ์นำคดีเข้าสู่อนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศ เพื่อฟ้องร้องรัฐบาลไทยให้ชดใช้ค่าเสียหายประมาณ 3 หมื่นล้านบาท จากคำสั่งปิดเหมืองทองอัครา

9. วันที่ 30 ส.ค. 2563 คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทย ยืนยันจะไม่ยอมให้เงินภาษีประชาชน สูญเสียไปกับความผิดพลาดที่เผด็จการก่อไว้ พร้อมเสนอให้แปรญัตติตัดงบค่าใช้จ่ายเรื่องข้อพิพาทเหมืองทองอัครา ภาษีประชาชนต้องไม่เสียไปกับความลุอำนาจของเผด็จการ

“วันที่ 1 ม.ค.60 เปิดเหมืองทองอัครา ด้วยอำนาจเผด็จการ โดยคำสั่งหัวหน้า คสช. ฉบับที่ 72/2559 …. ค่าเสียหายที่จะต้องจ่ายตามมาหากแพ้คดีอีกเกือบ 40,000 ล้าน ประกาศจะรับผิดชอบเอง ก็ช่วยควักเงินจ่ายเองด้วย โดยกรรมาธิการงบประมาณของพรรคเพื่อไทยจะเสนอตัดงบประมาณส่วนนี้ออกทั้งหมด บาทเดียวของคนไทยก็ไม่ขอจ่ายเป็นค่าโง่ให้เผด็จการ”

10. บางตัวอย่างสะท้อนให้เห็นว่าที่ผ่านมา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ต้องเผชิญอะไรบ้าง กับการตัดสินใจแก้ปัญหาความทุกข์ให้กับประชาชน ที่ได้รับกระทบจากการทำเหมืองแร่ทองคำ ดังกรณีการอภิปรายของ นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว ส.ส.น่าน พรรคเพื่อไทย ถึงขั้นนำมาเป็นเครื่องมือทางการเมือง ขับไล่รัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์

“หากไทยถูกตัดสินให้ปฏิบัติตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ อาจทำให้ไทยต้องชดเชยค่าเสียหายมากถึง 4 หมื่นล้าน ทำให้ประเทศไทยตกอยู่สภาพเดียวกับประเทศเวเนซูเอล่า ที่ต้องจ่ายค่าชดเชยให้กับบริษัทคู่สัญญาในเรื่องปิดเหมือง ส่งผลทำให้ประเทศเวเนซูเอล่าจากประเทศที่ร่ำรวยกลายเป็นประเทศที่มีปัญหา เงินกลายเป็นเศษกระดาษ จึงเรียกร้องให้ พล.อ.ประยุทธ์ ควรรับผิดชอบด้วยการลาออก ถ้าหากถูกตัดสินว่าแพ้ เพราะเชื่อว่า รัฐบาลชุดใหม่จะเป็นความหวังในการเจรจาต่อรอง ลดความสูญเสียให้กับประเทศได้ เพราะต่างชาติไม่เชื่อมั่นรัฐบาลชุดเดิมแล้ว…”

11. ท่ามกลางกระแสปรามาสพล.อ.ประยุทธ์ ตลอดกว่า 2 ปีที่ผ่านมา กลับมีกระแสข่าวว่า “ผลการเจรจากับ บริษัท คิงส์เกตฯ ค่อนข้างมีความชัดเจนว่า จะจบลงด้วยดีมีแนวโน้มการถอนฟ้องรัฐบาลไทย และกลับมาลงทุนในไทยอีกครั้ง ภายใต้นโยบายและแผนยุทธศาสตร์ในการบริหารจัดการทรัพยากรแร่ทองคำ พ.ศ. 2560และพ.ร.บ.แร่ฉบับใหม่ พ.ศ. 2560 โดยบริษัท คิงส์เกตฯ อาจจับมือกับนักลงทุนไทยเพื่อลงทุนครั้งใหม่นี้ด้วย แต่ต้องรอผลการเจรจาในภาพรวมอีกครั้ง”

โดยถ้าเป็นไปตามรายงานข่าวดังกล่าว คงต้องถามไปถึงบรรดานักการเมืองฝ่ายตรงข้าม พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จะรับผิดชอบคำพูดอย่างไร จะลาออกจากการเป็นส.ส.หรือไม่ เนื่องจากที่ผ่านมามุ่งแต่ผลการเมือง โดยไม่สนใจทุกข์ร้อนชาวบ้านจากพิษภัยเหมืองแร่ ที่เร่งดำเนินการในยุคพรรคไทยรักไทยเลยแม้แต่น้อย??

เพราะถึงขนาด “ไพศาล พืชมงคล” ยังต้องโพสต์ข้อความว่า “ท่ามกลางข่าวร้าย ๆ ก็มีข่าวดี ตามวิสัยโลก! ข่าวล่ามาเรือเกลือ ระบุว่า ออสเตรเลียได้ถอนฟ้อง เรื่องเหมืองทองอัคราให้กับรัฐบาลไทยเรียบร้อยแล้ว!! ใครที่เคยแช่งไว้ว่าไทยจะแพ้คดีต้องจ่าย 70,000 ล้านบาทคงผิดหวัง เรียบร้อยโรงเรียนลุงป้อมนะครับ!!!….ลุงตู่โลดละสิ!!!”