ผิดหวัง แต่ต้องทำ!! ไทยเตรียมนำเข้า “วัคซีนจีน” คุณภาพป้องกันต่ำกว่า 60% แต่เป็นหนึ่งในความหวังของชาวโลก

410

จากกรณีเมื่อวันที่ 10 มกราคม 2564 ทางด้านนพ.เกียรติภูมิ วงศ์รจิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข พร้อมด้วย นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ และนพ.นคร เปรมศรี ผู้อำนวยการสถาบันวัคซีนแห่งชาติ ได้แถลงข่าวความคืบหน้าวัคซีนโควิด-19 ในประเทศไทย

โดย นพ.เกียรติภูมิ ระบุว่า ประเทศไทยมีกระบวนการจัดหาวัคซีนโควิด-19 ผ่านการพิจารณาอย่างรอบคอบทุกขั้นตอน คำนึงถึงเรื่องของคุณภาพและความปลอดภัยเป็นหลัก ผ่านการขึ้นทะเบียนทั้งต่างประเทศและสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ของไทย ก่อนให้บริการประชาชน ส่วนการได้วัคซีนเร่งด่วน 2 ล้านโดสจากซิโนแวค (sinovac)ประเทศจีน เป็นวัคซีนชนิดเชื้อตายแบบดั้งเดิม มีความปลอดภัยสูง หลังฉีดยังไม่พบผลข้างเคียงรุนแรง คาดว่าจะได้รับการขึ้นทะเบียนในประเทศจีนเร็ว ๆ นี้ เพื่อใช้ในกรณีฉุกเฉิน

“ซึ่งรัฐบาลได้สนับสนุนงบประมาณซื้อวัคซีนโควิด-19 จากซิโนแวค กรมควบคุมโรคได้แสดงความต้องการใช้ไปยังองค์การเภสัชกรรมให้ซื้อและเป็นตัวแทนจำหน่าย พร้อมทำเอกสารเพื่อยื่นขึ้นทะเบียน อย.ด้วย เนื่องจากซิโนแวคไม่มีตัวแทนจำหน่ายในประเทศไทย โดยจะขึ้นทะเบียนให้ได้ภายในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2564 ซึ่งคณะกรรมการองค์การเภสัชกรรมได้เห็นชอบสำรองงบประมาณในการสั่งซื้อไปก่อน 1 พันกว่าล้านบาท”

ทั้งนี้ประเทศจีนจะส่งวัคซีนมาถึงไทยภายในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ ล็อตแรก 2 แสนโดส เดือนมีนาคมอีก 8 แสนโดส และเมษายนอีก 1 ล้านโดส หลังจากนั้นช่วงเดือนพฤษภาคม จะมีวัคซีนล็อตใหญ่จากแอสตราเซนเนกาอีก 26 ล้านโดส เพื่อกระจายให้ประชาชนต่อไป และเมื่อดำเนินการได้ดีจะเจรจาขอซื้อเพิ่มจากแอสตราเซนเนกาอีก 35 ล้านโดส รวมเป็น 63 ล้านโดส จะครอบคลุมประชาชนประมาณ 30 กว่าล้านคน จะทำให้เกิดภูมิคุ้มกันของประเทศไทยได้ เป็นเป้าหมายและแผนงานที่ดำเนินงานไว้ การดำเนินงานถือว่าก้าวหน้าเป็นไปตามแผน

อย่างไรก็ตาม การดำเนินงานจัดหาวัคซีนโควิด-19 ของประเทศไทย จะพิจารณาจากคุณสมบัติของวัคซีน ราคา จำนวนที่จะขายให้ได้ และเวลาที่จะส่งมอบ ซึ่งการซื้ออาจต้องรอวัคซีนส่งมานาน 6 เดือน 8 เดือน หรือเป็นปี ซึ่งไทยได้หาทางเลือกเจรจาวัคซีนหลายชนิด แต่ไม่เกิน 3 ชนิด เพื่อไม่ให้เกิดความซับซ้อนในการขนส่งและการฉีด ซึ่งทั้งหมดผ่านกลไกการพิจารณาอย่างเป็นระบบ รอบคอบ และถี่ถ้วน เพื่อสร้างความมั่นใจแก่ประชาชนผ่านคณะกรรมการวัคซีนแห่งชาติ คณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติ คณะกรรมการขับเคลื่อนการจัดหาวัคซีนเพื่อคนไทย สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาพิจารณาเรื่องการตรวจสอบคุณภาพมาตรฐาน และกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ตรวจสอบก่อนนำมาฉีด


ทั้งนี้ทั่วโลกมีการพัฒนาวัคซีนโควิด-19 ในมนุษย์จำนวน 291 ชนิด โดยการพัฒนาวัคซีนนั้นแบ่งเป็นระยะก่อนทดสอบในมนุษย์ 223 ชนิดและระยะที่ทดสอบในมนุษย์ 63 ชนิด แต่มีวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 จำนวน 5 ชนิดที่ทดสอบประสิทธิภาพเสร็จแล้ว ได้แก่

1. BioNTech-Pfizer: BNT162b2

2. Moderna: mRNA-1273

3. Oxford/Astrazeneca-ChAdoX1

4. Sinopharm: BBIBP-CorV

5. Gamaleya: Sputnik V

สามารถสรุปข้อมูลของความก้าวหน้าของวัคซีนโควิด-19 ได้ดังต่อไปนี้

วัคซีน BNT162b2 จากบริษัท BioNTech-Pfizer ใช้เทคนิค mRNR ซึ่งมีประสิทธิภาพในการรักษาวัคซีน 95% โดยใช้ปริมาณที่ฉีด 2 ครั้ง ห่างกัน 21 วัน แต่ต้องเก็บรักษาภายในตู้เย็น -70 องศาเซลเซียส

วัคซีน mRNA-1273 จากบริษัท Moderna ใช้เทคนิค mRNR ซึ่งมีประสิทธิภาพในการรักษาวัคซีน 94.1% โดยใช้ปริมาณที่ฉีด 2 ครั้ง ห่างกัน 28 วัน แต่ต้องเก็บรักษาภายในตู้เย็น -20 องศาเซลเซียส

วัคซีน ChAdoX1 จากบริษัท Oxford/Astrazeneca ใช้เทคนิคไวรัส adenovirus พาหะ ซึ่งมีประสิทธิภาพในการรักษาวัคซีน 60-90 % โดยใช้ปริมาณที่ฉีด 2 ครั้ง ห่างกัน 21-28 วัน แต่ต้องเก็บรักษาภายในตู้เย็น 2-8 องศาเซลเซียส

วัคซีน CoronaVac จากบริษัท Sinovac ใช้เทคนิควัคซีนตัวตาย แต่ยังไม่มีการศึกษาที่ชัดเจนในระยะที่ 3 จากการฉีดวัคซีน ซึ่งมีรายงานประสิทธิภาพจากประเทศตรุกี 91.25% และประเทศบราซิล น้อยกว่า 50 % โดยใช้ปริมาณที่ฉีด 2 ครั้ง ห่างกัน 14-28 วัน แต่ต้องเก็บรักษาภายในตู้เย็น 2-8 องศาเซลเซียส


อย่างไรก็ตามข้อมูลทั้งหมดเกิดจากการติดตามผลจากข้อมูล ซึ่งเป็นข้อสังเกตจากผู้วิจัยโดยข้อมูลทั้งหมดใช้ระยะเวลาในการติดตามผล 2-3 เดือน ยกเว้นของ Sinovac ที่ยังไม่มีผลรายงานการวิจัยในวารสารทางการแพทย์ระยะที่ 3 ทั้งนี้ผลข้างเคียงที่พบบ่อยในวัคซีนทุกชนิดคือ มีอาการปวดบวมแดงบริเวณที่ฉีดยา ปวดศีรษะ เพลีย หรือไข้ แต่ยังไม่พบผลข้างเคียงที่รุนแรงจากวัคซีนดังกล่าว เนื่องจากอาการรุนแรงที่เกิดขึ้นกับผู้ได้รับวัคซีนนั้นไม่พบว่าเกี่ยวกับการใช้วัคซีนแต่อย่างใด

ขณะที่สำนักข่าว บลูมเบิร์กได้รายงานว่า นักวิจัยจากสถานบันชีวการแพทย์ “บูตันตัน” ในประเทศบราซิล เผยว่า การทดสอบวัคซีนต้านไวรัสโควิด-19 ซึ่งพัฒนาโดยบริษัท ‘ซิโนแวค ของจีน ในขั้นสุดท้ายชี้ว่า วัคซีนตัวนี้มีประสิทธิภาพในการต้านไวรัสโดยรวมเพียง 60 % ซึ่งเกินเกณฑ์ขั้นต่ำสำหรับการอนุมัติใช้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น และต่ำกว่าตัวเลขประเมิน 78%

โดยประสิทธิภาพ 78% ที่ประกาศเมื่อสัปดาห์ก่อน ได้คำนวณจากกลุ่มผู้ติดเชื้ออาการ เล็กน้อย , ปานกลาง และหนัก และเมื่อรวมผู้ติดเชื้ออาการเล็กน้อยมากเข้าไปด้วย ตัวเลขประสิทธิภาพของวัคซีนที่ออกมาจึงเหลือเพียง 50.38%

แต่หากย้อนมามองในมุมประเทศไทย ที่รัฐบาลต้องนำเข้าวัคซีน Sinovac นั้น เป็นเพราะว่าได้มีการลงนาม จองสั่งซื้อกับจีน และเป็นวัคซีนตัวแรกที่สามารถนำเข้ามาฉีดได้อย่างไวที่สุด ในเดือนกุมภาพันธ์ที่กำลังจะถึงนี้ แม้จะมีประสิทธิภาพป้องกันต่ำ แต่ในแง่ของการป้องกัน ก็ถือว่าสามารถลดความรุนแรงของเชื้อโควิด-19 ได้